/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

สัมภาษณ์ 3 นักเรียนไทยคนเก่ง คว้าทุนรัฐบาลเกาหลี ปี 2015 []

วิว
        สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายคนคงกำลังเตรียมเอกสารสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีกันอยู่แน่ๆ เลย เรียกว่าเป็นทุนที่น้องๆ หลายคนรอคอยและตั้งตารอกันอย่างเต็มที่ วันนี้ พี่เป้ มีบทสัมภาษณ์แบบ Exclusive มากกกกจากรุ่นพี่คนเก่งที่ได้ทุนนี้เมื่อปีที่แล้วมาฝากค่ะ ไม่ได้สัมภาษณ์แค่คนเดียวนะ แต่มาทั้งหมดสามคนที่ได้ทุนกันเลยล่ะ ขอบอกก่อนว่าเป็นบทสัมภาษณ์ที่ยาวมากๆๆๆ ไม่ได้ตัดตรงไหนออกเลย เพราะคิดว่ามีประโยชน์สุดๆ สำหรับน้องๆ ที่จะสมัครทุนแน่นอนค่ะ


พี่เป้ : สวัสดีค่ะสามสาว ก่อนอื่นช่วยแนะนำตัวกันหน่อยจ้า
 
เอมมี่ : สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคนนน~~ทั้งคนที่ตั้งใจกดเข้ามาอ่านและหลงเข้ามานะคะ 55555 เราชื่อบุษราภรณ์ พุ่มมะลิ ชื่อเล่นชื่อเอมมี่ค่ะ เรียนจบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แผนการเรียนภาษา-ฝรั่งเศสค่ะ :)
 
แบม : สวัสดีค่าาา~ชื่อภัทรกันย์ เฉลิมพรพานิช ชื่อเล่นแบมค่ะ แต่เพื่อนๆ ที่นี่เรียกแบมแบม จบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  แผนกศิลป์ภาษาญี่ปุ่นค่ะ
 
มัดหมี่ : สวัสดีค่า ชื่อทอฝัน ส่งเสริม ชื่อเล่นชื่อมัดหมี่นะคะ เรียนจบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แผนการเรียนศิลป์ภาษาเยอรมัน ปัจจุบันเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีปี 2558 ค่ะ~


 
พี่เป้ : ทำไมทั้งสามคนถึงตัดสินใจมาสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีคะ?

เอมมี่ : ส่วนตัวแล้วเราเป็นคนที่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ แต่มาคิดๆ ว่าถ้าไปด้วยทุนตัวเอง ค่าใช้จ่ายก็คงจะเยอะพอสมควร เราเลยเริ่มหาทุนจนมาเจอทุนรัฐบาลเกาหลีค่ะ ซึ่งเป็นทุนที่ให้เงินเต็มจำนวน สามารถเลือกคณะและมหาวิทยาลัยได้ แถมยังไม่มีข้อผูกพันที่ต้องกลับมาใช้ทุนหลังจบการศึกษา และเราเองก็เป็นคนที่สนใจในประเทศ ภาษาและวัฒนธรรมเกาหลีอยู่แล้วด้วย จึงตัดสินใจมาสมัครทุนนี้ค่ะ ^^

แบม : ก่อนจะตัดสินใจสมัครคือชอบบรรยากาศความเป็นระเบียบแล้วก็ภาษาเค้าอยู่แล้วค่ะ เพราะเคยได้มีโอกาสมาเที่ยวแล้วก็ติดตามศิลปินอะไรแบบนี้ด้วย ส่วนตัวสนใจอยากเรียนด้านนิเทศค่ะ แล้วก็คิดว่าที่เกาหลีสาขานี้ของเค้าค่อนข้างมีชื่อเสียงแล้วก็ก้าวหน้ามากๆ เลยอยากเข้าไปศึกษาพวกขั้นตอนการทำงานของเค้าค่ะ

มัดหมี่ : ความสนใจอย่างแรกในประเทศเกาหลีเลยจริงๆ คือเริ่มมาจากการที่สมัยเด็กๆ ชอบนักร้องดาราเกาหลีค่ะ 5555 พอได้ดูรายการทีวีและซีรีส์เกาหลีมากขึ้นทำให้เราได้เรียนรู้และก็ซึมซับวัฒนธรรมเกาหลีไปในตัว เกิดเป็นความชอบและสนใจในตัวประเทศเกาหลี บวกกับเมื่อปีที่แล้วได้มีโอกาสมาเข้าร่วมโครงการเยาวชนแลกเปลี่ยน ณ ประเทศเกาหลีเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ยิ่งทำให้ได้มีโอกาสใกล้ชิดและเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมของคนเกาหลี ได้เที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จนทำให้ช่วงเวลานั้นตั้งใจไว้กับตัวเองเลยว่าปีหน้าจะต้องกลับมาเรียนที่นี่ให้ได้ค่ะ


ภาพถ่ายรวมของนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี ปริญญาตรี รุ่นที่แล้ว


พี่เป้ : เห็นว่าเลือกคณะกับมหาวิทยาลัยได้สามอันดับ เราเลือกอะไรกันไปบ้างคะ และตัดสินใจเลือกที่นั่นเพราะอะไร
 
เอมมี่ : เลือกอันดับ 1 Seoul National University อันดับ 2 Yonsei University และอันดับ 3 Korea Universityค่ะ (SKYนั่นเอง~~) เราเลือกคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาและวรรณคดีเกาหลีไปเหมือนกันหมดทั้ง 3 ที่เลยค่ะ สรุปแล้วเราตัดสินใจเลือกเรียนที่ Seoul National University ค่ะ เพราะเราชอบเนื้อหาวิชาเอกของที่นี่มากที่สุดค่ะ วิชาแต่ละตัวดูน่าเรียนดีค่ะ 5555 แล้วที่นี่ก็ยังเป็นมหา'ลัยอันดับ 1 ของเกาหลีใต้ มีคุณภาพและการเรียนการสอนดี ศิษย์เก่าก็ประสบความสำเร็จมากมาย ทำให้เรามั่นใจได้ว่าหลังเรียนจบเราจะจบมาอย่างมีคุณภาพค่ะ ^^

แบม : สามอันดับเลือก 
- Dongkuk University สาขา Advertising and Public Relations 
- Korea University สาขา Mass Communications 
- Ewha Womans University สาขา Communication& Media ค่ะ 
แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไป Korea University เพราะว่าเป็นมหา'ลัย 1 ใน 3 มหา'ลัยที่ดีที่สุดในเกาหลี(SKY)ค่ะ ตอนหาข้อมูลถูกใจมหาลัยนี้ที่สุดค่ะ ทั้งวิชาเรียน บรรยากาศมหาลัย แล้วก็พวกกิจกรรมต่างๆ นักเรียนต่างชาติเยอะด้วย เลยคิดว่าน่าจะมีสังคมที่หลากหลาย แล้วก็มีรุ่นพี่คนไทยอยู่ที่นี่ด้วย ก็เลยยิ่งทำให้อยากไปค่ะ
 
มัดหมี่ : เลือกมหาวิทยาลัย Yonsei University, Korea University และ Ewha Womans University ตามลำดับค่ะ ซึ่งทั้งสามมหาวิทยาลัย เลือกคณะเดียวกันหมดเลย คือ Mass Communication (การสื่อสารมวลชน) เหตุผลในการเลือกมหา'ลัยก็คือ อย่างแรกเลยคือทั้งสามมหาวิทยาลัยค่อนข้างมีชื่อเสียงมากในประเทศเกาหลี  และมีความน่าสนใจในสายวิชาที่ต้องการด้วยค่ะ ส่วนที่เลือกยอนเซมาเป็นอันดับแรกเลยคือ ได้ศึกษาข้อมูลของมหาวิทยาลัยผ่านเว็บไซด์ของมหาวิทยาลัย พอได้เห็นรูปบรรยากาศและแคมปัสมหา'ลัยก็รู้สึกว่าสวยมากๆๆ คิดว่าถ้าได้ตื่นเช้ามาเห็นวิวสวยๆ แบบนี้ทุกวันคงจะดี~ วิชาเรียนของคณะก็มีให้เลือกหลากหลาย มีกิจกรรมให้ทำเยอะ ที่ชอบที่สุดก็คงเป็น กิจกรรม Residental College ของยอนเซที่ให้นักเรียนปี 1 ทุกคนไปใช้ชีวิตรวมกันที่วิทยาเขตซองโด(แถวๆ บ้านของสามแฝด แทฮัน มินกุก มันเซ~) แล้วแบ่งนักเรียนทั้งหมดออกเป็นบ้านๆ(อารมณ์เหมือนบ้านแฮร์รี่พอตเตอร์)แล้วมาทำกิจกรรมร่วมกัน น่าสนุกมากกก!


แบม มัดหมี่ เอมมี่


พี่เป้ : ตอนสมัคร คิดว่าการเตรียมเอกสารอะไรหรือกรอกใบสมัครส่วนไหนที่ยากที่สุดหรือใช้เวลานาน หรือมีอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษมั้ยคะ

เอมมี่ : คิดว่า Personal Statement เป็นสิ่งที่ยากที่สุดค่ะ เพราะส่วนนี้จะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรามีคุณสมบัติและเหมาะสมพอในการรับทุนและเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมั้ย การเขียนในส่วนนี้ก็เหมือนกับเราต้องโฆษณาโปรโมทตัวเองว่าเราเป็นใคร มีดีอะไรบ้างที่ทำให้คุณต้องเลือกเรา แต่ต้องไม่เขียนให้โอเวอร์เกินกว่าที่เราเป็นจริงๆ นะคะ 55555 ส่วนเรื่องที่ต้องระวังมากๆ คือการอ่านเอกสารให้ละเอียดค่ะ เพราะข้อมูลสำคัญๆ และข้อมูลปลีกย่อยต่างๆ จะถูกบอกไว้หมดแล้วในระเบียบการสมัคร ต้องหมั่นอ่านทวนบ่อยๆ และตรวจทานเอกสารว่าครบตามที่เขากำหนดไว้หมดแล้วรึยัง จะได้ไม่พลาดนะคะ ;)

แบม : จริงๆ การเตรียมเอกสารกับกรอกใบสมัครคือไม่ได้ยากค่ะ แต่ค่อนข้างเยอะแล้วก็วุ่นวาย ต้องดูรอบคอบหน่อยแล้วก็ควรรีบทำแต่เนิ่นๆ พวกแปลเอกสารก็แนะนำให้แปลที่กงสุลเลยก็ได้ค่ะ รอรับได้เลยแล้วก็ถูกต้องแน่ๆ ส่วนที่ยากที่สุดก็ SOP กับ Study Plan ค่ะ เขียนๆ แก้ๆ นานมาก แก้ยันคืนสุดท้ายก่อนส่งเลยเพราะอยากให้ออกมาดีที่สุดจริงๆ

มัดหมี่ : ใบคาดว่าจะจบการศึกษา ที่ต้องให้โรงเรียนออกให้ว่าเราจะต้องจบก่อนวันที่ 1 มีนาคม รวมทั้งเอกสารต่างๆประกอบ เช่น สูติบัตร ซึ่งต้องไปแปลและประทับตรารับรองที่กงสุลค่ะ ใช้เวลาเตรียมค่อนข้างนาน และเอกสาร Letter of Recommendation ควรจะขออาจารย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วย จะดีมาก

ฤดูใบไม้ผลิ 2015


พี่เป้ :  ตอนยื่นใบสมัคร ได้ยื่นคะแนนสอบภาษาอะไรกันไปบ้าง และได้คะแนนเท่าไรเอ่ย บอกมาซะดีๆ

เอมมี่ : ยื่นคะแนนภาษาอังกฤษ IELTS และคะแนนภาษาเกาหลี TOPIK ไปค่ะ สำหรับ IELTS ได้ 7.0 คะแนน และTOPIK ได้ระดับ Beginner 1 ค่ะ  ^^

แบม : ยื่นคะแนน toeic ไปอย่างเดียวค่ะ ได้ 875

มัดหมี่ : ยื่นคะแนน IELTS 7.5 ไปค่า

มหาวิทยาลัยคยองฮี ที่เอมมี่ได้มาเรียนภาษาเกาหลีปรับพื้นฐาน


พี่เป้ :  แอบอยากรู้ว่า Statement of Purpose และ Study Plan เขียนอะไรไปบ้างเหรอคะ?

เอมมี่ : Personal Statement ของเราหลักๆ ก็เขียนบอกเล่าถึงชีวิตและประสบการณ์ที่ผ่านมาค่ะ เล่าว่าชีวิตในช่วงเรียนมัธยมเป็นยังไง ทำอะไรมาบ้าง กิจกรรมเด่นๆ ที่เคยทำ ช่วงหรือจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต(เราเคยเรียนโรงเรียนวิทย์มาก่อนค่ะแล้วตัดสินใจเบนเข็มมาสายศิลป์) เล่าถึงความสำเร็จต่างๆ ของเราและเล่าเหตุผลและแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อที่ประเทศเกาหลีค่ะ และในส่วนของ Study Plan จะมีสองส่วนค่ะ คือ ส่วนการเตรียมตัวด้านภาษาเกาหลีกับแผนการเรียนในระดับปริญญาตรี ในส่วนการเรียนด้านปริญญาตรีเราเขียนบอกเหตุผลและแรงบันดาลใจในการเลือกเรียนสาขานี้และมหาวิทยาลัยนี้ ขณะเรียนจะทำอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียน ต่อตนเองและต่อผู้อื่น อันสุดท้ายคือแผนการหลังเรียนจบว่าเราจะไปทำอะไรต่อค่ะ ^^

แบม : SOP ก็เขียนถึงความตั้งใจของเราค่ะ ว่าทำไมอยากได้ทุนทำไมอยากเรียนที่เกาหลี คือเป็นคนชีวิตมีสตอรี่เยอะนิดนึง 5555 ก็เลยใส่ตัวเองลงไปให้เค้ารู้จักผ่านตัวหนังสือเลยค่ะ ส่วน Study Plan เขียนแผนการเรียนคร่าวๆ ค่ะว่าตั้งใจจะเรียนยังไงทั้งตอนภาษาและมหา'ลัย คือเขียนสิ่งที่อยากทำแล้วก็ทำได้จริงลงไปค่ะ เช่นหนูเขียนไปว่าถ้าได้ภาษาเกาหลีระดับนึงเเล้วจะเริ่มเขียน blog เกี่ยวกับความสวยความงามเพราะว่าชอบอะไรแบบนี้ค่ะ

มัดหมี่ : มัดหมี่ทุ่มเทกับเอกสารสองตัวนี้มากๆๆๆ กอไก่ล้านตัว ดังนั้นในเรียงความทั้งสองฉบับจึงเขียนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของตัวเองมากที่สุดค่ะ เอกสารตัว Personal Statement พยายามเขียนให้เป็นตัวของตัวเองจะดีที่สุด เนื้อหาในเอกสารฉบับนี้คร่าวๆ ของมัดหมี่คือ ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองและจุดมุ่งหมายในชีวิต ทริคคือพยายามเขียนในสิ่งที่คิดว่าถ้ากรรมการหรือทุกๆ คน หากได้อ่านผ่านๆ บทความฉบับนี้จะต้องหยิบขึ้นมาดู ... ส่วนด้าน Study Plan นั้นแบ่งเป็นส่วนการเรียนภาษาและมหา'ลัยใช่มั้ยคะ ตรงส่วนแผนการเรียนภาษา ได้เขียนไปว่าจะพยายามเรียนภาษาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้สามารถสื่อสารและใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้อย่างเดียว ส่วนด้านแผนการเรียนในมหาวิทยาลัย เขียนถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เราสนใจมาเรียนคณะ Mass Communication ที่ประเทศเกาหลี เหตุผลที่ตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง และจะสานต่อวิชาที่เรียนที่นี่โดยการนำกลับไปพัฒนาประเทศในด้านใด  

นักเรียนไทยในเกาหลีใต้


พี่เป้ :   เล่าบรรยากาศตอนสอบสัมภาษณ์หน่อยจ้าว่าเป็นยังไงบ้าง เจอถามอะไรบ้าง?

เอมมี่ : ปีของเรามีกรรมการ 4 คนค่ะ เป็นคนไทย 2 คน คนเกาหลี 2 คน กรรมการก็สัมภาษณ์สบายๆ นะคะ ไม่ดุ แต่แอบมีกดดันเรานิดๆ 55555 ปีของเราคำถามมาแหวกแนวกว่าปีก่อนๆ ค่ะ คำถามจะเริ่มเน้นจิตวิทยามากขึ้น คำถามที่เราเจอก็อย่างเช่น เราเลือกเรียนสาขาอะไรไป ทำไมต้องเป็นสาขานั้น อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้กรรมการต้องเลือกเรา ให้พูดถึงปัญหาอะไรก็ได้มา 1 ปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหานั้น ส่วนคำถามที่ทำเราเงิบนิดๆ คือ ที่ประเทศไทยจุฬา-ธรรมศาสตร์ก็ดี ทำไมถึงไม่ไปเรียนต่อจุฬา-ธรรมศาสตร์ 555555

แบม : บรรยากาศตอนนั้นไม่กดดันเท่าที่คิดค่ะ สบายๆ กรรมการน่ารักมาก ตอนนั้นอาจจะเพราะสัมภาษณ์เกือบคนสุดท้ายเลยหายตื่นเต้นไปแล้ว  คำถามที่โดนก็ทำไมสนใจด้านนี้ คิดว่าประโยชน์ของ media คืออะไร ให้คำนิยามให้ตัวเองมาสามคำ มีถามชอบนักร้องวงไหนด้วย 5555

มัดหมี่ : ตอนเข้าห้องสัมภาษณ์สิ่งแรกที่ควรจะทำเลยคือยกมือไหว้คณะกรรมการและยิ้มค่ะ มัดหมี่คิดว่าการยิ้มเป็นการสร้าง First Impression ที่ดีอย่างหนึ่งให้กับคณะกรรมการได้เลย ส่วนบรรยากาศในห้องตอนนั้นก็สบายๆ นะ ไม่ค่อยกดดัน คำถามที่เจอส่วนใหญ่ก็จะถามเกี่ยวกับตัวเราและประเทศเกาหลี เช่น ทำไมถึงสนใจไปเรียนที่ประเทศเกาหลี ทำไมถึงเลือกเรียนคณะนี้ ถ้าจบมาอยากเอาสิ่งที่เรียนมาพัฒนาประเทศในด้านใด คิดว่าตัวเองแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่นอย่างไร และตอนสุดท้ายก็มีโอกาสได้แนะนำตัวเองเป็นภาษาเกาหลีค่ะ เป็นคนขอคณะกรรมการแนะนำด้วยตัวเองเลย อิอิ เพราะว่าเราเตรียมแนะนำตัวเองเป็นภาษาเกาหลีมาแล้ว ถ้าไม่ได้พูดเลยก็คงเสียดายโอกาสแย่เลยเนอะ  

เอมมี่


พี่เป้ : ตอนสัมภาษณ์ได้ยื่นพอร์ตฟอลิโอให้กรรมการดูด้วยมั้ยคะ?
 
เอมมี่ : มีค่ะ แนะนำตัวคร่าวๆ รางวัล และผลงานต่างๆ ที่ได้รับตั้งแต่ชั้นม.ต้น-ม.ปลาย  กิจกรรมอื่นๆ(extracurricular activities)ที่เด่นๆ ค่ะ ^__^

แบม : พวกกิจกรรมที่เกี่ยวกับคณะที่เรียนค่ะ ชมรมละครเวที เชียร์หลีดเดอร์ เป็นหนึ่งในกลุ่มนักเรียนที่ช่วยเรื่องการประสานงานในโรงเรียนแล้วก็งาน backstage พวกนี้ค่ะ

มัดหมี่ :  ใส่พวกกิจกรรมที่เคยทำในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่น เข้าร่วมโครงการ Bangkok-Seoul Youth Exchange Program ณ ประเทศเกาหลี เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศออสเตรเลียค่า~ นอกจากนี้ก็ใส่พวกกิจกรรมอาสาสมัคร เช่น ไปสอนหนังสือน้องๆ ที่โรงเรียนในต่างจังหวัด และกิจกรรมที่สอดคล้องกับคณะที่เลือกเรียนไปค่ะ

แบม


พี่เป้ :  เห็นว่าตอนนี้กำลังเรียนภาษาเกาหลีกันอยู่ ที่ไหนอะไรยังไงกันบ้าง?

เอมมี่ : ตอนนี้เรียนภาษาเกาหลีอยู่ที่มหาวิทยาลัยคยองฮีค่ะ การเรียนก็ถือว่าค่อนข้างเข้มข้นจัดหนักจัดเต็มเลยทีเดียว ได้เรียนถึง 5 ทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียนและแกรมมาร์ อาจารย์ผู้สอนก็ใจดีและใส่ใจนักเรียนมากๆ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ถามคำถามตลอด เพื่อนๆ ในห้องก็มาจากหลายๆ ประเทศ ส่วนใหญ่จะมาจากแถบเอเชีย ที่มาจากฝั่งตะวันตกก็พอมีบ้าง เพื่อนๆ ทุกคนน่ารักและเป็นกันเองดีค่ะ ตอนอยู่กับเพื่อนๆ ก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของประเทศตัวเองกันด้วย สนุกดีค่ะ ^__^

แบม : เรียนภาษาอยู่ที่ Ewha Womans University ค่ะ บรรยากาศก็....หญิงล้วนดีค่ะ 555 ที่นี่ส่วนมากนอกจากเด็กทุน ก็จะมีคนจีนแล้วก็ญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ ห้องนึงมีแค่ประมาณ 15 คน เลยได้รู้จักทุกคนแล้วก็ได้เพื่อนดีที่สำคัญ ไปลั้นลาง่ายมากกกค่ะ อยู่ใจกลางสุดๆ ดีงามค่ะอิอิ

มัดหมี่ : ตอนนี้มัดหมี่เรียนภาษาอยู่ที่ SunMoon University Korean Language Institute ค่ะ~ ซึ่งเป็นคนเดียวที่ไม่ได้เรียนในโซล T.T เพราะฉะนั้นชีวิตที่เกาหลีอาจจะแตกต่างจากแบมกับเอมมี่นิดนึง อิอิ ตอนแรกเลยที่รู้ว่าจะได้มาเรียนภาษาที่นี่คือรู้สึกผิดหวังมาก 55555 เพราะอยากอยู่ในโซลมากกว่า แต่พอได้มาเรียนที่นี่จริงๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองก็โชคดีเหมือนกันนะ เพราะทำให้มีโอกาสได้สัมผัสชีวิตต่างจังหวัด คิดว่าถ้ามาเกาหลีแล้วอยู่โซลอย่างเดียว 5 ปีก็คงเบื่อแย่เลย ได้มาใช้ชีวิต Slow life บ้างก็ดี อีกอย่างที่รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้มาเรียนที่นี่คือมีโอกาสได้สนิทกับเพื่อนต่างชาติเยอะมากๆ ได้ทำกิจกรรมด้วยกัน ทำให้รู้สึกว่าคุ้มเหมือนกันที่มาเกาหลีแต่ได้เพื่อนหลายชาตินอกจากเกาหลีกลับไป ส่วนการเรียนการสอนที่นี่ก็ดีค่ะ อาจารย์น่ารักและใจดีมาก คลาสเรียนเป็นภาษาเกาหลีล้วนหมด อาจารย์จะไม่พูดภาษาอังกฤษเลย แต่นั่นก็เป็นวิธีที่ทำให้เราซึมซับภาษาได้เร็วขึ้นค่ะ 

มัดหมี่
 

 
พี่เป้ : ชีวิตที่เกาหลีล่ะคะ คิดว่าที่เกาหลี มีอะไรที่เราต้องปรับตัวมากที่สุด

เอมมี่ : เรื่องการใช้ชีวิตค่ะ เพราะตอนอยู่ประเทศไทยเราก็ยังอยู่กับพ่อแม่ อยู่กับครอบครัวใช่มั้ยคะ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ชีวิตเอง ช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง บางครั้งก็มี homesick การเรียนก็หนักและโหดกว่าสมัยเรียนมัธยมมาก เราเลยต้องทุ่มเทกับการเรียนมากขึ้น ขยันมากขึ้นค่ะ

แบม : เรื่องการใช้ชีวิตคนเดียวค่ะ ปกติตอนอยู่ที่ไทยเป็นคนติดเพื่อนแล้วก็ทำอะไรคนเดียวไม่ค่อยเป็นค่ะ พออยู่ที่นี่ไม่มีทางเลือกค่ะ ต้องหัดไปไหนทำอะไรคนเดียว แล้วก็พวกเรื่องทัศนคติอะไรแบบนี้ค่ะ คือจะต้องเจอคนหลายชาติมากๆ ซึ่งบางทีความคิดอะไรแบบนี้อาจจะไม่ตรงกัน จะต้องใช้เวลานิดนึงในการปรับตัวแต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ

มัดหมี่ : อย่างแรกที่ต้องปรับเลยคือเรื่องภาษาค่ะ การพูดภาษาเกาหลีไม่ได้ทำให้ชีวิตที่นี่ค่อนข้างลำบาก เพราะอย่างที่พอจะทราบกันว่าคนเกาหลีไม่ค่อยพูดอังกฤษกันเท่าไหร่ แต่มองในทางกลับกัน มันช่วยผลักดันให้เราอยากจะพูดภาษาเกาหลีให้ได้เร็วๆ มากขึ้น~ อีกอย่างที่ต้องปรับตัวมากๆ ก็คือ สุขภาพร่างกาย การอยู่ต่างประเทศคนเดียวพอป่วยขึ้นมาทีนึงนี่ลำบากเลยค่ะ เพราะไม่มีครอบครัวมาคอยดูแลเหมือนสมัยอยู่ไทย ชีวิตที่นี่ก็ค่อนข้างเร่งรีบ ทางเดินก็เป็นเขาเป็นเนินซะส่วนใหญ่ ทำให้ต้องดูแลร่างกายให้ฟิตอยู่เสมอ!

มัดหมี่กับเพื่อนๆ ที่เรียนภาษาเกาหลีด้วยกัน


 
พี่เป้ : ชอบและไม่ชอบอะไรที่เกาหลีบ้างคะ?
 
เอมมี่ : เอาเรื่องที่ชอบก่อนเลยนะคะ ที่นี่หลายๆอย่างค่อนข้างสะดวกสบายค่ะ ไฮเทคโนโลยีสุดๆ เดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวก มีรถไฟฟ้าและรถบัสบริการแบบค่อนข้างทั่วถึง อาหารก็หากินได้ง่าย มีหลากหลาย อร่อยและปริมาณก็เยอะค่ะ ตั้งแต่เรามาอยู่เกาหลีนี่เจริญอาหารมากๆ เลยค่ะ 55555 ส่วนเรื่องที่ไม่ชอบก็คือสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาค่ะ 55555 มีภูเขาทั้งประเทศแม้แต่ในกรุงโซลก็ยังเป็นเขา เดินขึ้นเนินวันนึงหลายๆรอบ ถ้าเป็นเนินก็เตี้ยๆ ก็ยังโอเคค่ะ เนินสูงๆ นี่เดินทีเหนื่อยหอบแบบจะหมดแรงเลยค่ะ 55555 อีกเรื่องนึงที่ไม่ชอบคือคนที่นี่สูบบุหรี่กันเยอะมาก แล้วก็ถุยน้ำลายบนถนนทางเดินค่ะ พอเห็นแล้วเรารู้สึกหยึยๆ มากเลยค่ะ T0T

แบม : ชอบบรรยากาศของบ้านเมือง ระบบการคมนาคมบ้านเมืองเค้าเป็นระบบระเบียบมากค่ะ เดินทางไปไหนต่อไหนก็ง่าย อาหารอร่อย พวกร้านขนมร้านกาแฟนี่เยอะมาก น้ำหนักขึ้นได้ง่ายๆ เลยค่ะ แต่ที่ไม่ชอบคือเขาเยอะมากค่ะ เหนื่อยค่ะ 5555 แล้วก็รู้สึกว่าชีวิตในหอแรกๆ ค่อนข้างลำบากค่ะ ต้องทำทุกอย่างเองแล้วก็ไม่มีความเป็นส่วนตัว ตอนนี้อยู่ในหอของมหา'ลัยห้องนำเป็นห้องน้ำรวม สภาพในห้องน้ำตอนกลางคืนนี่ต้องทำใจนิดนึงค่ะ #ร้องไห้หนักมาก
 
มัดหมี่ : ชอบระบบการเดินทางของประเทศเกาหลีมากค่ะ สะดวก รวดเร็ว และก็อากาศช่วงตอนฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง อากาศจะเย็นสบาย ไม่หนาวจนเกินไป ดอกพ็อตโกต(벚꽃) และทันพุง(단풍) ก็บานสวยมากๆวย อาหารที่นี่ก็อร่อย เครื่องสำอางก็ราคาถูก อิอิ ส่วนสิ่งที่ไม่ค่อยชอบในประเทศเกาหลีก็คงเป็น Couple culture อะค่ะ เห็นแล้วอิจฉาตาร้อนผ่าว 5555555555 ล้อเล่นๆ~ สิ่งที่ไม่ชอบจริงๆ คงเป็น การไม่ค่อยเปิดรับคนต่างชาติมากนัก และวัฒนธรรมการดื่มและสูบบุหรี่จัดของคนเกาหลีค่ะ

แบมกับเพื่อนๆ ที่เรียนภาษาเกาหลีด้วยกันที่อีฮวา


 
พี่เป้ : วางแผนไว้หรือยังว่าถ้าเรียนจบปี 4 ที่เกาหลีแล้ว จะทำอะไรต่อเหรอคะ
 
เอมมี่ : ตอนนี้คิดไว้สองทางค่ะ เรียนปริญญาโทต่อเลยหรือลองหางานทำที่เกาหลีซัก 2-3 ปีก่อนแล้วไปเรียนต่อปริญญาโทค่ะ ที่คิดๆ ไว้ก็มีงานล่าม งานที่ต้องมีการติดต่อกับประเทศไทย ประมาณนี้ค่ะ ^^

แบม : อยากเรียนโทต่อค่ะ หรือไม่ก็หางานทำก่อนเอาประสบการณ์ซัก 2 ปีแล้วค่อยกลับไทยค่ะ

มัดหมี่ : หลังจากเรียนจบก็อยากทำงานเพื่อหาประสบการณ์ในประเทศเกาหลีก่อนค่ะ (ถ้าได้ทำงานที่ใกล้ชิดดาราไอดอลก็จะดีมากๆ ค่ะ 5555555) และถ้ามีทุนที่น่าสนใจก็อยากจะสมัครเรียนป.โทที่นี่ต่อไปด้วยค่ะ

เอมมี่ในคลาสเรียนภาษาเกาหลี


 
พี่เป้ : สุดท้าย ฝากถึงน้องๆ ที่อยากได้ทุนรัฐบาลเกาหลีเหมือนเราบ้าง?
 
เอมมี่ : ทุนรัฐบาลเกาหลี ไม่ได้ยากแต่ก็ไม่ได้ง่าย #เอ๊ะ เพราะว่าทุนนี้ไม่มีสอบข้อเขียน ดังนั้นเรื่องวิชาการจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุนนี้(เท่าที่เห็น)จะเลือกจากผู้ที่มีคุณสมบัติดี เหมาะสมและสามารถเอาตัวรอดได้ เรื่องกิจกรรม ผลงานและประสบการณ์จะกลายมาเป็นตัวช่วยของเราค่ะ จึงอยากให้ทุกคนที่จะสมัครทุนเตรียมความพร้อมให้ดีๆ ค่ะ ถ้าได้วางแผนเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ก็จะดีมาก อ่านระเบียบการให้ดี เตรียมเอกสารให้พร้อม ใส่ความตั้งใจและทุ่มเทไปให้เต็มที่ มีอะไรดีๆ ก็ปล่อยไปให้หมด สุดท้ายนี้ขอให้ความพยายามและความตั้งใจจริงส่งผลให้ฝันของน้องๆ เป็นจริงนะคะ เป็นกำลังใจให้กับทุกคนค่ะ ไฟท์ติ้งงง!!!
 
แบม : สำหรับน้องๆ ที่อยากได้ทุนนี้ ก็ขอให้ตั้งใจกับมันให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดนะคะ พี่เข้าใจว่าตอนทำเอกสารมันจะเหนื่อยมากๆ เพราะตอนพี่ทำ พี่ต้องอ่านหนังสือเข้ามหา'ลัยควบคู่ไปด้วยเพราะไม่กล้าเสี่ยง แต่สุดท้ายพอผลออกมาหายเหนื่อยเลยค่ะ สำคัญที่จุดมุ่งหมายของเราต้องชัดเจนแล้วก็เป็นตัวเองนะคะ ถ้ามีอะไรก็ปรึกษาได้เสมอค่ะ รอทัวร์กินกับน้องๆ อยู่นะคะ อิอิ
 
มัดหมี่ : สำหรับน้องๆ ที่จะสมัครทุนนี้ทุกคนพี่มัดหมี่เป็นกำลังใจให้นะคะ ทุนนี้ไม่ใช่สำหรับคนที่เก่งที่สุด แต่เป็นของคนที่มีความตั้งใจและพร้อมมากกว่า เพราะฉะนั้นต้องใส่ความตั้งใจลงไปและเตรียมความพร้อมให้มากๆ แม้ว่าตอนนี้จะเหนื่อยแต่ถ้าตอนประกาศผลออกมาเป็นชื่อของเรา น้องจะรู้สึกว่าทุกอย่างคุ้มค่ากับแรงกายแรงใจที่เสียไปจริงๆ ไฟติ้ง! หวังว่าจะได้เจอกันที่เกาหลีเร็วๆ นี้นะ :D

ตามมาเป็นรุ่นน้องกันเร็วๆ นะ^^
 

อ่านระเบียบการทุนรัฐบาลเกาหลี 2016(ปริญญาตรี) คลิกที่นี่
     

        เชื่อว่าบทสัมภาษณ์นี้คงช่วยตอบคำถามน้องๆ ที่กำลังจะสมัครได้นะคะ เช่น จะเขียนเรียงความยังไงดี? จำเป็นต้องมีผลสอบภาษาไปยื่นมั้ย? แปลเอกสารที่ไหนดี? ใครจะสมัครปีนี้ก็ขอให้โชคดีนะคะ ถ้าได้ทุนแล้ว ปีหน้าก็มาให้สัมภาษณ์กับเว็บเด็กดีด้วยล่ะ 5555 ขอบคุณสามสาวทั้งเอมมี่ แบม แล้วก็มัดหมี่ที่มาบอกเล่าประสบการณ์ให้พวกเราได้ฟัง เด็กสมัยนี้ทำไมทั้งเก่งทั้งน่ารักก็ไม่รู้นะเนี่ย อิอิ >< อ่านแล้วสดชื่นจริงๆ
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pay

พี่เป้ - ผู้เขียน

มนุษย์บ้างานและบ้านวด ผู้ตกหลุมรักปลาแซลมอน การนอน และและออฟฟิศ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#ทุน #เกาหลี #เรียนต่อเกาหลี #ทุนรัฐบาลเกาหลี #โซล

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?