บอกเล่าทุกเรื่องที่คนอยากทำ "งานล่าม-งานแปล" ต้องรู้! []

วิว
       สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... วันก่อนนู้นแอบมีดราม่าบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับอาชีพที่ไม่ใช้ต้นทุน และหนึ่งในนั้นก็มีอาชีพเกี่ยวกับการแปลภาษาอยู่ด้วย พี่เป้ เลยถือโอกาสนำเรื่องเกี่ยวกับการทำงานด้านนี้มาฝากค่ะ ไม่ได้จะมาอธิบายว่าอาชีพนี้มีต้นทุนหรือไม่มีต้นทุน แต่จะมาเล่าถึงการทำงานของงานสายนี้ค่ะ


บอกเล่าทุกเรื่องที่คนอยากทำ "งานล่าม-งานแปล" ต้องรู้!
 

การแปลงานคืออะไร?
       การแปลงาน คือการเปลี่ยนสารหรือเนื้อหาจากภาษาต้นทางให้เป็นภาษาปลายทางค่ะ หากแปลโดยการพูด ก็จะเป็นงานล่าม หากแปลโดยการเขียน ก็คืองานแปลเอกสารหรือแปลหนังสือค่ะ

ใครกันที่ทำงานนี้ได้?
       แน่นอนค่ะว่าก็ต้องเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านภาษานั้นๆ ตั้งแต่ระดับกลางถึงระดับสูง เพราะแต่ละงานจะมีระดับความยากง่ายหรือเฉพาะทางที่แตกต่างกันไป อย่างงานล่าม หากเป็นล่ามเชิงนำเที่ยวส่วนตัว ช่วยแปลหรือพูดคุยประโยคเบสิคทั่วไป เช่น การต่อราคา การสั่งอาหาร ก็ถือเป็นระดับที่ไม่ยากเท่าไรค่ะ แต่ถ้าเป็นงานล่ามในการประชุมหรืองานล่ามธุรกิจ ก็ต้องเป็นคนที่ชำนาญในภาษานั้นระดับสูงเลยค่ะ เพราะหากแปลผิดมาล่ะก็ อาจส่งผลกระทบถึงตัวงานได้เลยนะ

       ส่วนงานแปลหนังสือ ถ้าเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบเยอะๆ แล้วมีตัวหนังสือไม่มากเพื่อใช้อธิบายขยายเนื้อหาในภาพ ก็ถือว่าเป็นงานแปลระดับกลางๆ ที่ไม่ยากมาก แต่ถ้าเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาเฉพาะทางมากๆ เช่น การแปลหนังสือ How to เรื่องต่างๆ (เช่น จิตวิทยา การออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก) ก็ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ในภาษานั้นมากพอควรค่ะ แต่ที่ยากสุดคือการแปลพวกนิยายและงานวิจัยค่ะ ยากมากกกกกกกจริงๆ 

บอกเล่าทุกเรื่องที่คนอยากทำ "งานล่าม-งานแปล" ต้องรู้!

คนที่จะทำงานนี้ จำเป็นต้องเป็นคนที่เรียนวิชาเอกภาษานั้นโดยตรงหรือต้องเคยไปเรียนที่ประเทศนั้นๆ หรือไม่?
       ถ้าจะแปลงานภาษาเกาหลี ต้องเคยไปเรียนที่เกาหลีมั้ย? ถ้าจะเป็นล่ามภาษาอังกฤษ แต่ไม่ได้เรียนวิชาเอกภาษาอังกฤษ เค้าจะให้เราแปลหรือเปล่า? คำตอบคือได้แน่นอนค่ะ ไม่มีกำหนดตายตัวเลยว่าคนที่เป็นนักแปลหรือล่ามต้องเรียนจบอะไรมา อาจจะมีระบุบ้างในคุณสมบัติบนใบประกาศรับสมัครงานประจำ แต่ส่วนมากก็จะเขียนแนวๆ ว่า "จบเอกภาษาญี่ปุ่น หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและสามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่ว" ดังนั้นหากน้องๆ จบเอกอื่นๆ มาก็สามารถสมัครได้หากมั่นใจว่าเราใช้ภาษานั้นได้ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่า คนมากกว่าครึ่งที่ใช้ภาษานั้นได้ดีก็น่าจะเป็นคนที่เรียนจบวิชาเอกภาษานั้นๆ หรือเคยไปใช้ชีวิตในประเทศๆ นั้นนั่นไงล่ะ พี่เลยอยากแนะนำว่า หากน้องๆ ตั้งใจจะทำงานสายงานแปลหรืองานล่ามโดยตรง การเลือกเรียนวิชาเอกเป็นภาษานั้นๆ ก็เป็นทางเลือกที่โอเคเลยค่ะ

        ที่สำคัญมากๆ ก็คือ "ใบแสดงผลสอบที่เกี่ยวข้องกับภาษานั้นๆ" เช่น HSK สำหรับภาษาจีน, JLPT สำหรับภาษาญี่ปุ่น และที่สำคัญกว่านั้นคือ "การสัมภาษณ์" แน่นอนว่าต้องมีการสัมภาษณ์เพื่อเทสต์ดูภาษาด้วย (หากเป็นงานแปล อาจมีตัวอย่างให้ลองแปลในเวลาที่กำหนด) บางคนอาจจะสอบวัดระดับได้คะแนนสูง แต่ทักษะการพูดหรือการเขียนไม่แข็งแรง แบบนี้ก็อาจจะแห้วได้เลยนะ หรือแม้แต่งานล่ามฟรีแลนซ์ที่จ้างเป็นครั้งคราว ในครั้งแรกของการจ้าง ผู้ว่าจ้างอาจจะโทรมาหาเราเพื่อขอคุยหรือทดสอบภาษาว่าคุยกันรู้เรื่องหรือไม่ แบบนี้ก็ได้ค่ะ

บอกเล่าทุกเรื่องที่คนอยากทำ "งานล่าม-งานแปล" ต้องรู้!

คุณสมบัติคนที่จะทำงานนี้มีอะไรบ้าง?
       1. เข้าใจและสื่อสารภาษาต้นทางและภาษาปลายทางได้เป็นอย่างดี เช่น ถ้าจะแปลภาษาอิตาเลียน-ไทย เราควรใช้ทั้งภาษาอิตาเลียนและไทยได้เป็นอย่างดีค่ะ รวมถึงรับรู้อารมณ์ของผู้ส่งสารด้วย เช่น ถ้าเขาเล่าเรื่องตลกมา เราก็ต้องแปลออกมาให้ตลกเหมือนกันด้วย

       และไม่ใช่ทุกคนที่ทำงานล่ามได้ แล้วจะมาทำงานแปลหนังสือได้ และไม่ใช่ทุกคนที่ทำงานแปลหนังสือได้ แล้วจะทำงานล่ามได้ คนเราส่วนมากถนัดทักษะฟังพูดอ่านเขียนไม่เท่ากันค่ะ บางคนหัวไวแปลไวพูดเก่ง แต่เขียนไม่เก่ง ก็อาจจะเลือกไปทำงานล่าม บางคนอาจจะพูดช้า พูดไม่ทันคนอื่น ก็อาจจะเน้นงานแปลหนังสือแบบนี้ก็ได้ค่ะ แต่ก็มีบางคนนะคะที่สามารถทำได้ทั้งสองงาน บอกเลยว่าเก่งมากๆๆ ไอดอลเลยอะ^^

       2. มีการทำงานเป็นระบบและตรงต่อเวลา ข้อนี้เน้นไปที่งานแปลเอกสารหรือแปลหนังสือค่ะ เพราะงานเหล่านี้มาพร้อมเดดไลน์ อย่างหนังสือหนาสัก 200 หน้า โดยมากให้เวลาแปลสักประมาณ 3 เดือน เราต้องรู้จักจัดสรรเวลาให้เหมาะสมค่ะ ไม่ใช่ว่าหนังสือมี 200 หน้ากับเวลา 90 วัน แปลวันละ 2-3 หน้าเรื่อยๆ ก็เสร็จ คิดผิดมหันต์เลยค่ะ! มันมีอะไรมากกว่านั้น อย่างพี่เองจะกำหนดว่า...

   - สัปดาห์แรกจะอ่านหนังสือนั้นทั้งเล่มก่อนรอบนึง พร้อมกับเปิดดิกชันนารีแปลคำศัพท์ที่เราไม่รู้ด้วย
   - จากนั้นก็จะเริ่มลงมือแปลทีละหน้า อาจกำหนดว่าแปลอย่างน้อยวันละ 5 หน้าไปเรื่อยๆ เท่ากับว่าจะใช้เวลา 1 เดือนกว่าๆ ในการแปลค่ะ โดยแปลแบบคิดอะไรออกก็พิมพ์เลย ยังไม่เรียบเรียงคำหรือประโยคให้สละสลวย
   - เมื่อแปลเสร็จครบทุกหน้า จะกลับมานั่งเกลาคำให้ออกมาสละสลวยจนเสร็จสมบูรณ์
   - ตรวจทานความเรียบร้อยอีกรอบสองรอบ เป็นอันเสร็จ

บอกเล่าทุกเรื่องที่คนอยากทำ "งานล่าม-งานแปล" ต้องรู้!

       3. มีวินัยในการทำงาน แน่นอนค่ะว่า แปลหนังสือเล่มเบ้อเร่อ ต้องมีขี้เกียจบ้างแหละ! นั่งแปลบ้าง นอนแปลบ้าง ไม่มีใครมาจ้ำจี้จ้ำไช แล้วบางทีเราก็เอาชนะความขี้เกียจไม่ได้ซะด้วย อย่างเช่น ตั้งใจจะแปลวันละ 10 หน้า แปลๆ ไป 3 หน้า โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว ง่วงมากกก ขอนอนเหอะ สรุปคือก็ต้องนอนค่ะ(ก็ง่วงอะเนาะ) แต่พอตื่นมา ก็ต้องอดทนแปลอีก 7 หน้าให้ครบค่ะ หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ แปลต่อไปได้ 5 หน้า ตาจะปิดแล้ว ก็ต้องยกยอดอีก 2 หน้าที่เหลือไปวันถัดไป เท่ากับว่าวันถัดไปก็ต้องแปลให้ได้ 12 หน้าค่ะ คือต้องมีวินัยและบังคับตัวเองสุดๆ

      4. มีไหวพริบ สำหรับงานล่ามที่ต้องแปลสดๆ เลย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บางครั้งเราจะได้ยินศัพท์ที่เราไม่รู้ แต่เราคงไม่สามารถพูดออกมาว่า "เอ่อ......แปลไม่ได้อะค่ะ" แต่ต้องรู้จักวิธีพูดค่ะ เช่น สมมติอีกฝ่ายพูดว่า "อากาศร้อนๆ แบบนี้ ชอบกินพิงซูมากๆ" แต่เราไม่รู้จักคำศัพท์ว่าพิงซู (สมมตินะ) เราอาจจะถามกลับ พิงซูเป็นของกินประเภทไหนคะ เป็นของเย็นใช่ไหม? (เพราะเขาบอกว่าชอบกินตอนอากาศร้อน) ก็ต้องอาศัยทักษะไหวพริบและบริบทของเรื่องที่พูดคุยด้วยค่ะ      

บอกเล่าทุกเรื่องที่คนอยากทำ "งานล่าม-งานแปล" ต้องรู้!
แปลกันสดๆ บนเวที มีคนฟังเป็นร้อย ยิ่งต้องใช้ทักษะ ชั่วโมงบิน และไหวพริบสูง

แล้วเราจะหางานเหล่านี้ได้จากไหน?
      มาจากหลายช่องทางเลยค่ะ คร่าวๆ ก็ได้แก่

   - สมัครด้วยตัวเอง ตามประกาศรับสมัครงานต่างๆ ที่พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นงานประจำหรืองานฟรีแลนซ์ งานประจำนี่คงไม่ต้องอธิบายมาก ตามเว็บรับสมัครงานเลยค่ะ ส่วนงานฟรีแลนซ์ก็ต้องอาศัยการสอดส่องนิดนึงค่ะ เราอาจเดินไปที่ร้านหนังสือ มองบนชั้นหนังสือว่ามีสำนักพิมพ์ไหนบ้างที่เค้านิยมทำหนังสือแปลออกมาขาย จากนั้นอาจจะลองส่งอีเมลแนะนำตัวพร้อมแนบผลงานที่เคยทำไปยังสำนักพิมพ์นั้น บอกเค้าไปว่าเราสนใจที่จะแปลงาน บลาๆๆๆ หากเขาสนใจ ก็จะติดต่อกลับมาค่ะ บอกเลยว่าพี่ลองใช้วิธีนี้และได้ผลจริงๆ ค่ะ บางทีโอกาสไม่ได้เดินมาหาเรา เราต้องพุ่งชนมันเอง!

    อีกวิธีหนึ่งที่นิยมคือ แฝงตัวไปอยู่ตามกรุ๊ปต่างๆ เช่น กรุ๊ปงานล่าม จะมีคนโพสต์งานจ้างเรื่ยๆ ถ้าสนใจก็ติดต่อไปได้ค่ะ

   - คอนเนคชั่น แปลตรงตัวคือ การเชื่อมกัน , ความสัมพันธ์ ในที่นี้หมายถึงการแนะนำงานผ่านคนรู้จัก ส่วนตัวพี่คิดว่า 'คอนเนคชั่น' กับ 'เส้นสาย' มีความแตกต่างกันนะคะ .... เส้นสายคือการได้ทำงานนั้นๆ แบบไม่มีการดูหน้าหลัง ไม่ดูความสามารถ แต่จับเข้าไปวางในตำแหน่งนั้นๆ เลย ส่วนคอนเนคชั่น เป็นการแนะนำผ่านคนรู้จัก แต่ก็ต้องทำตามขั้นตอนคือมีการพิจารณาหรือทดสอบความสามารถค่ะ

     ขอบอกเลยว่างานแปลหรืองานล่าม มากกว่าครึ่งเป็นงานที่ได้รับแนะนำผ่านคนรู้จักแทบทั้งนั้น งานพวกนี้เน้นการบอกต่อเนื่องจากเป็นทักษะความชำนาญเฉพาะตัว ถ้าเรารู้จักใครที่มีความสามารถ เราก็มักเอ่ยปากแนะนำคนนั้นต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ เช่น พี่อยากได้ล่ามภาษาฝรั่งเศส พี่อาจจะถามจากน้องว่า พอมีคนรู้จักที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้มั้ย? น้องอาจจะนึกถึงเพื่อนคนนึงที่เก่งภาษานี้มากๆ เลยแนะนำมาให้พี่ ... อะไรประมาณนี้ค่ะ ดังนั้นการรู้จักคนเยอะๆ ก็เป็นข้อได้เปรียบค่ะ โดยเฉพาะเพื่อนและรุ่นพี่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยนี่ถือว่าตัวจี๊ดเลย

บอกเล่าทุกเรื่องที่คนอยากทำ "งานล่าม-งานแปล" ต้องรู้!

หากอยากจะลองแปลบทความเก็บไว้เล่นๆ จะแปลอะไรดี?
        เป็นเรื่องที่ดีมากเลยค่ะ หากน้องๆ อยากจะลองแปลเก็บไว้เพือฝึกทักษะภาษา อาจจะแปลแล้วโพสต์ขึ้นบล็อกออนไลน์เก็บไว้ และตอนสมัครงานก็แนบบล็อกนี้ให้ผู้จ้างงานดูด้วยก็ไม่เลวค่ะ เราอาจจะเลือกแปลจากเรื่องที่เราสนใจเป็นพิเศษ หรือเรื่องที่เราอ่านเจอแล้วรู้สึก หูยยย ชอบจังเลย อยากแปลเก็บไว้อ่านเองและเผื่อให้คนอื่นอ่านด้วย แต่ควรเป็นเรื่องที่คนทั่วไปกว้างๆ อ่านได้นะคะ เผื่อผู้จ้างงานเข้ามาอ่านแล้วเขาจะได้เข้าใจเนื้อหานั้นๆ ได้ไม่ยาก ยกตัวอย่างเช่น พี่เคยลองแปล "50 สิ่งที่คนอายุ 25-30 ปีควรรู้" อะไรแบบนี้ ก็เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็อ่านได้ค่ะ

ค่าจ้างอยู่ที่เท่าไร?
        บอกเลยว่ามีหลายเรตมากๆ เลยค่ะ ขอแยกเป็นอาชีพงานล่ามกับงานแปลเอกสารหรือหนังสือ

   - งานล่าม หากเป็นงานประจำ มักเป็นงานล่ามพ่วงกับงานเลขา คือต้องแปลทุกอย่างที่เจ้านายให้แปล ทั้งล่ามในห้องประชุมและงานแปลเอกสารที่เป็นตัวหนังสือต่างๆ เงินเดือนก็มีหลายเรตมากๆ หากจบใหม่ มักเริ่มตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไปจนถึง 40,000 บาทขึ้นอยู่กับความสามารถ และเป็นที่รู้กันค่ะว่า ภาษาที่ได้เงินดีที่สุดสำหรับงานล่ามคือล่ามภาษาญี่ปุ่น

    หากเป็นล่ามแบบฟรีแลนซ์ มักได้วันละ 3,000-6,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงการทำงาน บางงานอาจจะแค่ครึ่งวัน บางงานอาจจะทำทั้งวัน บางงานอาจจะเฉพาะทางมากๆ เช่น ล่ามสำหรับธุรกิจน้ำมัน ล่ามในศาล ก็อาจจะได้มากกว่านี้ก็ได้ค่ะ ยิ่งงานล่ามตามนิทรรศการหรืองานประชุมต่างๆ ที่จัดต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ โอ้โห บอกเลยว่า จบงานนี่รับเละกันเลยทีเดียว >< อ้อ ยิ่งหากเรามีชั่วโมงบินสูงและมีคนรู้จักเยอะ อาจจะเรียกค่าตัวในเรตของเราเองก็ได้เลยนะ เช่น ล่ามตามงานคอนเสิร์ตที่เห็นหน้ากันอยู่บ่อยๆ 

บอกเล่าทุกเรื่องที่คนอยากทำ "งานล่าม-งานแปล" ต้องรู้!
 

   - งานแปลเอกสารหรือหนังสือ คนส่วนมากนิยมทำเป็นงานฟรีแลนซ์ค่ะ โดยค่าแปลต่อหน้าจะขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหาและภาษาค่ะ ตกหน้าละ 200-500 บาท ยิ่งเป็นภาษาที่มีผู้รู้น้อย อาจราคาสูงกว่านี้ก็เป็นได้ค่ะ

    ส่วนการแปลหนังสือเป็นเล่ม ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าและเนื้อหาค่ะ แต่ต้องขอบอกว่า สมมติน้องมีเรตในใจว่า ปกติคิดหน้าละ 200 บาท ดังนั้นหนังสือมี 200 หน้า ขอคิด 40,000 บาทเป๊ะๆ เลยอาจจะยากหน่อยค่ะ เพราะมันจะคล้ายๆ การขายส่ง หากจำนวนสินค้า(งานแปล)มีจำนวนมาก ราคาก็จะถูกลง เราอาจจะได้ที่ 30,000 ต้นๆ อะไรประมาณนี้ค่ะ จากนั้นก็หวังให้หนังสือเราดังค่ะ 5555 เพราะถ้าหนังสือที่เราแปลดังขึ้นมาล่ะก็ ก็จะถือว่างานนี้เป็นพอร์ตฟอลิโอชั้นเยี่ยมของเราเลย ^^ (แต่นักแปลไม่ได้ส่วนแบ่งใดๆ จากยอดขายนะคะ ได้ค่าแปลมาถือว่าจบ)

     นอกจากนี้ยังมีการแปลซีรีส์หรือรายการต่างๆ โดยผู้ว่าจ้างจะมีสคริปต์คำพูดส่งมาให้เราแปลพร้อมกับคลิปวีดีโอให้ดู สำหรับรายการความยาว 40-60 นาที ค่าจ้างจะอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 บาทค่ะ


        อื้อหือ เขียนยาวเวอร์ 5555 หวังว่าคงจะมีประโยชน์แก่น้องๆ ที่สนใจงานสายนี้ไม่น้อย บทความนี้เขียนผ่านประสบการณ์ของพี่และเพื่อนๆ หลายคนที่ทำงานสายนี้ หากมีใครผ่านมาอ่านและเคยมีประสบการณ์ที่นอกเหนือจากนี้ ก็มาคอมเมนต์บอกเล่ากันได้นะคะ
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pay

พี่เป้ - ผู้เขียน

มนุษย์บ้างานและบ้านวด ผู้ตกหลุมรักปลาแซลมอน การนอน และและออฟฟิศ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#ล่าม #ภาษา #งานแปล #ภาษาญี่ปุ่น #ภาษาเกาหลี #อาชีพ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?