ความคิดเห็น

9

จำนวนแชร์
4,690
        มีใครในนี้ที่ไม่เคยเกิด "โกหก" บ้างมั้ยเอ่ย?
        การโกหก สำหรับบางคนคงมองว่าเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่มันไม่ได้ทำร้ายใครหรือส่งผลเสียต่อใคร แต่สำหรับบางคนอาจโกหกฟุ่มเฟือยเสียจนหมดความน่าเชื่อถือไป
        แต่ก่อนที่เราจะตัดสินว่าการโกหกนั้นดีหรือไม่ดี เรามาดูกันดีกว่าว่านักวิทยาศาสตร์เขาพูดถึงการโกหกไว้ว่าอย่างไรบ้าง? ตาม
"พี่น้อง" ไปกันเลยค่ะ
 

1. สถิติการโกหกที่น่าสนใจ

7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการโกหก (ทำไมคนเราถึงโกหกกันนะ?)
        มนุษย์เราโกหกบ่อยเสียจนแทบจะจัดเป็นพฤติกรรมประจำตัวแบบเดียวกับการหาว หรือการกะพริบตาไปเสียแล้ว นักสถิติเขาถึงกับทำการสำรวจกันเลยว่าใครบ้างชอบโกหก แล้วพวกเขาโกหกกันเรื่องอะไร
        สถิติที่ว่านั้นมีดังนี้ค่ะ
  • ผู้ชายโกหกมากกว่าผู้หญิง
  • คนที่ชอบเข้าสังคม โกหกเก่งกว่าคนที่ชอบเก็บตัว
  • ผู้หญิงจะชอบโกหกเพราะคิดว่าเป็นผลดีมากกว่าเพศชาย เช่น บอกเพื่อนว่าใส่ชุดนี้แล้วดูดีมากทั้งๆ ที่ในใจคิดอีกอย่าง
  • 1 ใน 3 ของผู้สมัครงาน เขียนข้อมูลเท็จลงเรซูเม่ของตัวเอง (สถิติของอเมริกา)
  • มากกว่า 10% ของผู้ป่วย เคยโกหกเวลาอธิบายอาการเจ็บป่วยกับหมอ
  • และมากกว่า 40% โกหกว่าตัวเองทำตามคำแนะนำของหมอ
  • คนมีแนวโน้มจะโกหกมากขึ้น หากเป็นการสื่อสารผ่านช่องทางอื่นที่ไม่ใช่การเห็นหน้าโดยตรง
  • คำโกหกที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ "ไม่ได้เป็นอะไร เราโอเค"
     

2. คนโกหก = คนฉลาด

        หลายคนเชื่อว่าคนโกหกต้องเป็นคนฉลาด เพราะเขาต้องจำทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่สร้างขึ้นมาใหม่ อย่างคนเจ้าชู้นี่ต้องสับรางให้ไวและไหวพริบดีสุดๆ
        แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ทำการทดสอบ IQ ของนักโกหกทั้งหลายแล้วและพบว่าคนพวกนี้ก็มี IQ ทั่วไปเหมือนเราๆ ที่ไม่ได้โกหกเก่งนั่นแหละค่ะ
        มีอยู่อย่างที่คนโกหกเก่งกว่าคนทั่วไป นั่นคือ ความคิดสร้างสรรค์ เพราะคนกลุ่มนี้จะสร้างเรื่องและผูกเรื่องต่างๆ ได้เก่งกว่าคนทั่วไป
 

3. มนุษย์เราโกหกเมื่อผลตอบแทนนั้นคุ้มค่า

        เราทุกคนอยากเป็นคนดีค่ะ ไม่มีใครอยากถูกตราหน้าว่าเป็นคน "ขี้โกหก" ดังนั้นถ้าเลือกได้ คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะไม่โกหกดีกว่า
        แต่มนุษย์เราทุกคนต่างมีความโลภ เมื่อไรที่เรารู้สึกว่า โกหกแล้วมันให้ผลลัพธ์ดีจนยั่วยวนใจมากกว่าเป็นคนดีเฉยๆ เราจึงตัดสินใจจะโกหก ซึ่งแต่ละคนมีระดับคุณธรรมไม่เหมือนกัน
7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการโกหก (ทำไมคนเราถึงโกหกกันนะ?)
        คนที่มีคุณธรรมสูงมาก อาจจะต้องใช้ผลลัพธ์ที่ล่อตาล่อใจมากๆ เขาถึงจะตัดสินใจโกหก เช่น ถ้าโกหกแล้วจะช่วยชีวิตคนๆ นั้นได้ เขาอาจจะตัดสินใจโกหก เพราะผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีค่ามากกว่าคุณธรรมในตัวเอง
7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการโกหก (ทำไมคนเราถึงโกหกกันนะ?)
        ส่วนคนที่มีคุณธรรมต่ำ อาจจะยอมโกหกเพื่อแลกกับรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เช่น ยอมโกหกเพื่อให้ตัวเองได้เงินแค่ไม่กี่บาท
 

4. เราปลอบใจตัวเองหลังโกหก

        แม้ว่าโกหกแล้วผลลัพธ์มันออกมาดี ไม่ได้ทำร้ายใคร แต่ลึกๆ แล้วเรารู้ว่าเราทำผิดค่ะ เรากลายเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ สมองของเราจึงหาทางปกป้องตัวเองด้วยการ "สร้างเรื่อง" ขึ้นมาสารพัดเพื่อปลอบใจเราว่าเราทำดีแล้ว เช่น
  • ไม่เห็นเป็นไรเลย คำโกหกของเราไม่ได้ทำร้ายใคร
    • เราโกหกเพื่อให้คนๆ นั้นปลอดภัย ไม่เป็นไรหรอก
  • ถ้าเราไม่โกหก เรื่องอาจจะแย่กว่านี้ก็ได้นะ
        ของแบบนี้เป็นกลไกป้องกันตัวเองตามธรรมชาติของมนุษย์ค่ะ
 

5. อะไรบ้างที่ทำให้คนโกหกมากขึ้นเรื่อยๆ

7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการโกหก (ทำไมคนเราถึงโกหกกันนะ?)
        เราคงเคยเจอคนที่โกหกบ่อยมาก โกหกแม้แต่กับเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องโกหก หรือถ้าใครได้ดูละครวัยแสบสาแหรกขาด ที่ดังมากๆ ก็คงจะจำน้องโชกุนที่ชอบพูดโกหกได้
        สิ่งที่ทำให้คนๆ หนึ่งโกหกมากขึ้นมาจากหลายสาเหตุค่ะ เช่น
 
เคยโกหกมาแล้วครั้งหนึ่ง งั้นก็โกหกต่อไปเลยละกัน
        นึกภาพว่าคุณครูให้การบ้านเรามาเยอะมาก เรามั่นใจว่าต่อให้ทำทั้งคืนก็ทำไม่ทันส่งพรุ่งนี้แน่ เราเลยตัดสินใจว่า ไม่ทำมันทั้งหมดเลยแล้วกัน เพราะต่อให้ไม่ทำเลย กับทำไม่เสร็จก็โดนทำโทษเหมือนกันอยู่ดี
 
มองว่าการโกหกไม่ได้ทำร้ายใคร
หลายคนชอบคิดแบบนี้ค่ะ ก็มันไม่ได้ทำให้ใครตาย มันไม่ได้ผิดกฎหมาย โกหกนิดๆ หน่อยๆ จะเป็นไรไป แต่พวกเขาไม่รู้ว่าการโกหกกลายเป็นนิสัยได้ และพอมันกลายเป็น "นิสัย" แล้วมันจะควบคุมยากกว่าเดิม และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราตกงานเพราะไม่ซื่อสัตย์ก็ได้ค่ะ
 
เราทำดีมามากแล้ว ขอชดเชยด้วยการโกหกเอาประโยชน์เข้าหาตัวหน่อยจะเป็นไร
        มีคนคิดแบบนี้จริงๆ นะคะ เช่น ที่ผ่านมาทำธุรกิจอย่างสุจริตมาตลอด มองว่าการทำดีเป็นเหมือนเกจวัดพลัง เมื่อเราทำความผิด ก็แค่เอาความผิดนั้นไปหักล้างกับเกจความดีที่เรามีอยู่
        ในทางศาสนา จึงมีกุศโลบายสอนว่าความดีเอามาหักล้างความชั่วไม่ได้นะ ความดีก็ส่วนความดี ความชั่วก็ส่วนความชั่ว ถ้าทำชั่วก็ต้องไปใช้กรรมก่อน ใช้กรรมเสร็จค่อยขึ้นสวรรค์ตามความดีที่ทำ เพื่อไม่ให้คนคิดหาทางลัดว่าตอนนี้ทำชั่วไปก่อน เดี๋ยวใกล้ๆ ตายค่อยทำดีหักล้างก็น่าจะทัน
 

6. แล้วอะไรบ้างที่ทำให้คนโกหกน้อยลง

        คนทั่วไปจะรู้สึกว่าการโกหกเป็น option (ทางเลือก) ค่ะ หมายความว่ามันไม่ใช่เรื่องแย่หรือผิดเสียทีเดียว ถ้าเลือกได้ก็อาจจะโกหก ดังนั้นวิธีการทำให้คนๆ นั้นไม่กล้าโกหกคือ
 
จับเซ็นสัญญายืนยันว่า "ข้อมูลที่ให้มานั้นเป็นความจริงทุกประการ"
        น้องๆ ชาวเด็กดีอาจจะยังไม่ค่อยเจออะไรแบบนี้ แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่วนเวียนอยู่กับการสมัครงาน กู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถ จะมีเอกสารที่ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเรา และท้ายเอกสารก็มักจะกำกับด้วยข้อความว่า "ขอยืนยันว่าข้อมูลที่ให้นั้นเป็นจริงทุกประการ" เมื่อเราเซ็นสัญญายืนยันแปลว่าเรากำลังเข้าสู่กระบวนการกฎหมายที่การโกหกเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ยอมรับไม่ได้ในทันที
 
ให้สาบานว่าจะไม่โกหก
        ถ้าใครดูหนังแนวตัดสินคดีความคงเห็นว่าทั้งจำเลย โจทก์ พยาน อัยการ ฯลฯ เวลาจะขึ้นให้การในศาลต้องสาบานจะพูดแต่ความจริง หลายคนคงสงสัยว่าแค่นี้พอหรือ กับการให้คนพูดความจริง
        ว่ากันตรงๆ มันไม่พอหรอกค่ะ แต่นี่เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่ง เมื่อคนๆ นั้นสาบานแล้วว่าจะพูดแต่ความจริง ข้อความนี้จะติดอยู่ในสมองของเขาอัตโนมัติ และเมื่อใดก็ตามที่เขาให้การเท็จ มันจะมีอาการแสดงออกมา เพราะสมองถูกย้ำด้วยคำสาบานไปแล้ว พอปากพูดอะไรที่เป็นเท็จ ร่างกายก็จะเกิดการต่อต้านนั่นเอง
 
ทำให้คนๆ นั้นรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกจับตามองอยู่
        นี่ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้คนไม่กล้าพูดโกหก หรือแม้แต่ทำเรื่องไม่ดีอื่นๆ สังเกตห้องสอบสวนผู้ต้องหาในซีรี่ส์สืบสวนของต่างประเทศที่มีกระจกมองเห็นได้เพียงด้านเดียวมั้ยคะ?
        กระจกบานนั้นช่วยให้ผู้ต้องหาที่อยู่ในห้องคนเดียวไม่กล้าทำอะไรมาก เพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกจับตามองอยู่ และช่วยให้เจ้าหน้าที่เอาตัวพยานมายืนยันบุคคลได้โดยที่ผู้ต้องหาไม่รู้ตัวด้วยค่ะ
7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการโกหก (ทำไมคนเราถึงโกหกกันนะ?)

6. เราจะจับโกหกคนพวกนี้ได้อย่างไร?

        กรณีคนทั่วๆ ไปโกหก ร่างกายจะตอบสนองต่อข้อมูลเท็จนั้นๆ ต่างไปจากปกติ เราอาจสังเกตจากวิธีการพูดของคนๆ นั้น เช่น
 
  • คนโกหกมักใช้คำถามของเราเป็นคำตอบ อย่างเราถามอีกฝ่ายว่า "นี่เธอแอบชอบสมชายใช่มั้ย?" คนที่พยายามกลบเกลื่อนจะตอบโดยทวนคำถามเราว่า "ฉันไม่ได้แอบชอบสมชายสักหน่อย"
  • คนโกหกมักถามกลับแทนที่จะตอบคำถามตรงๆ อย่าง "ฉันดูเหมือนว่าแอบชอบสมชายอยู่หรือไงล่ะ?"
  • คนโกหกมักพยายามให้ข้อมูลเพิ่มโดยที่ไม่จำเป็น อย่าง "ฉันไม่ได้แอบชอบสมชายอยู่นะ ก็แค่เมื่อกี้เขาเดินผ่านมา และฉันก็บังเอิญทำปากกาตก เขาก็เลยก้มลงจะหยิบให้ แต่ฉันบอกว่าเขาว่าไม่เป็นไร..."
  • และหลายครั้งคนโกหกก็มักจะพูดตะกุกตะกัก เหมือนเด็กที่โดนจับได้ว่าแอบกินขนม อย่าง "ฉัน...เอ่อ..ก็...มะ...ไม่ใช่สักหน่อย..."
     
        ฮั่นแน่!
        หรืออาจสังเกตจากการแสดงออกทางร่างกายที่ผิดไปจากเดิม
        เราต้องคอยสังเกตว่าเวลาพูดเรื่องทั่วๆ ไป คนเหล่านี้มีอาการยังไง แล้วพอโกหก คนพวกนี้แสดงอาการต่างจากเดิมหรือไม่ อาการที่เห็นได้บ่อยๆ ก็เช่น
 
  • ท่าทางดูติดๆ ขัดๆ ไม่คล่องแคล่ว เหมือนไม่มั่นใจอะไรสักอย่าง
  • ไม่ยอมมองตา
  • ใช้มือสัมผัสใบหน้า ลำคอ เกาจมูก เกาหลังหู มือไม่ค่อยอยู่นิ่ง
  • แสดงออกทางสีหน้าแปลกๆ เหมือนจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม จะหัวเราะก็หัวเราะแบบฝืนๆ
  • ถ้านั่งอยู่บนโต๊ะด้วยกัน คนที่กำลังโกหกมักหาอะไรมาวางคั่นระหว่างเรากับเขา เป็นสัญญาณว่าไม่อยากให้เราล้วงลึกเข้าไปในใจ หรือมักจะนั่งกอดอก แสดงท่าทีไม่อยากให้เข้าใกล้
       
        แต่อาการแบบนี้ ถ้าเป็นคนที่โกหกเป็นอาชีพ เช่น นักมายากล นักเล่าเรื่อง นักแสดง คนที่เล่นไพ่โปกเกอร์เฟซเก่งๆ ก็อาจจะไม่แสดงอาการใดๆ หรือแม้แต่สร้างอาการพวกนี้ขึ้นมาลวงเราได้เช่นกัน
        ยังมีอีกวิธีที่จะช่วยป้องกันไม่ให้คนพูดโกหกได้ นั่นคือบอกให้คนๆ นั้นพูดภาษาต่างประเทศ และต้องเป็นภาษาที่เขาไม่ได้เชี่ยวชาญมากนะคะ เพราะเวลาพูดภาษาต่างประเทศ สมองของเราจะทำงานหนักจากการหาคำศัพท์ เรียบเรียงถ้อยคำ จนไม่มีหน่วยความจำเหลือพอไปใช้กับการคิดเรื่องโกหกนั่นเอง
 
ไม่ว่าการโกหกนั้นจะทำไปเพื่อเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี
แต่พี่น้องคิดว่าถ้าเลือกได้เราก็
อย่าโกหกจนเป็นนิสัยดีกว่าเนอะ
เพราะถ้าเกิดคนอื่นจับได้ว่าที่ผ่านมาเราโกหกมาตลอด
เขาอาจจะหมดความเชื่อมั่นในตัวเรา
เหมือนอย่างกรณีนิทานเรื่อง
"เด็กเลี้ยงแกะ" ที่โกหกชาวนาว่ามีหมาป่ามากินแกะ
จนวันที่เกิดเหตุจริง พอพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อยังไงล่ะคะ
ข้อมูลจาก
scienceofpeople.com
Forensic Psychology

ค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุด

ดูหมวดนี้ต่อได้ใน Studyabroad > วัฒนธรรมต่างประเทศ
ความคิดเห็น

9

จำนวนแชร์
4,690

ความคิดเห็นดีๆ ที่อยากให้อ่าน

  1. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    #6 moo
    16 ส.ค. 2559, 20:32 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป
    เราโกหกว่าเราโกหกไม่เป็นค่ะ งงมั้ย?5555 สร้างภาพว่าโกหกเมื่อไรมีพิรุธเงี้ย
    แต่ความจริงเป็นคนโกหกหน้าตายมาก
    #6
  2. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    14 ส.ค. 2559, 22:13 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    เราเป็นพวกโกหกแล้วต้องทำให้ได้ตามนั้น

    แบบโกหกแม่ว่านอนสี่ครึ่งทุ่มทั้งๆที่ปกตินอนเที่ยงคืนตีหนึ่งแต่หลังจากโกหกแม่ไปแล้วก็นอนสี่ทุ่มไม่ก็สี่ทุ่มครึ่งตลอดเลย และก็อีกหลายๆเรื่อง

    ก็ไม่อยากให้เขาจับได้ว่าโกหก ก็เลยทำให้ตัวเองเป็นแบบนั้นซะเลยอ่ะคะ55

    #2
  3. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    15 ส.ค. 2559, 21:46 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    คนเราโกหกเพื่ออยู่รอด ไม่มีใครไม่เคยโกหกหรอก แม้แต่คนที่คิดว่าดีที่สุด

    #5

9 ความคิดเห็น

  1. 12 ส.ค. 2559, 23:50 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    คนโกหกมักจะพยายามให้ข้อมูลเพิ่มโดยไม่จำเป็นนี่เห็นด้วยอย่างแรง เพราะเหมือนว่าเราต้องการให้เขาเชื่อในสิ่งที่เราโกหก อันนี้เคยเป็นๆๆๆ

    #1
  2. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    14 ส.ค. 2559, 22:13 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    เราเป็นพวกโกหกแล้วต้องทำให้ได้ตามนั้น

    แบบโกหกแม่ว่านอนสี่ครึ่งทุ่มทั้งๆที่ปกตินอนเที่ยงคืนตีหนึ่งแต่หลังจากโกหกแม่ไปแล้วก็นอนสี่ทุ่มไม่ก็สี่ทุ่มครึ่งตลอดเลย และก็อีกหลายๆเรื่อง

    ก็ไม่อยากให้เขาจับได้ว่าโกหก ก็เลยทำให้ตัวเองเป็นแบบนั้นซะเลยอ่ะคะ55

    #2
    • 15 ส.ค. 2559, 20:30 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป
      เราก็เป็นนน
      #2-1
    • #2-2 ผ่านมาเฉยๆ
      15 ส.ค. 2559, 21:33 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป
      โกหกแล้วพยายามทำให้ได้ตามนั้น
      มันไม่เหมือนโกหกหลอกลวงนะ
      มันคือการบอกเป้าหมายตัวเองก่อน
      (ซึ่งในขณะนั้นยังไม่สำเร็จ แต่โกหกว่าสำเร็จแล้ว)
      แล้วมุ่งมั่นทำตามนั้น เขิลจุง
      #2-2
  3. 15 ส.ค. 2559, 12:44 น. · ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
    การโกหกอาจเป็นข้ออ้างที่ทำให้รู้สึกสบายใจ แต่บางทีมันก็ทำให้เป็นกังวล เพราะการเราโกหกบางครั้งก็อาจเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เช่น โกหกแม่ไปติวหนังสือบ้านเพื่อน แต่เอาเข้าจริงๆ เราไปดูหนังที่เมเจอร์ มันก็เลยทำให้เราจำต้องโกหก กลัวว่าถ้าบอกตรงๆ จะไม่ได้ไป คิดแล้วอาจไม่ร้ายแรงมากก็เลยต้องโกหกไปอย่างนั้น
    #3
  4. 15 ส.ค. 2559, 12:44 น. · ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
    การโกหกอาจเป็นข้ออ้างที่ทำให้รู้สึกสบายใจ แต่บางทีมันก็ทำให้เป็นกังวล เพราะการเราโกหกบางครั้งก็อาจเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เช่น โกหกแม่ไปติวหนังสือบ้านเพื่อน แต่เอาเข้าจริงๆ เราไปดูหนังที่เมเจอร์ มันก็เลยทำให้เราจำต้องโกหก กลัวว่าถ้าบอกตรงๆ จะไม่ได้ไป คิดแล้วอาจไม่ร้ายแรงมากก็เลยต้องโกหกไปอย่างนั้น
    #4
  5. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    15 ส.ค. 2559, 21:46 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    คนเราโกหกเพื่ออยู่รอด ไม่มีใครไม่เคยโกหกหรอก แม้แต่คนที่คิดว่าดีที่สุด

    #5
  6. เมมเบอร์โหวตความเห็นนี้
    #6 moo
    16 ส.ค. 2559, 20:32 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป
    เราโกหกว่าเราโกหกไม่เป็นค่ะ งงมั้ย?5555 สร้างภาพว่าโกหกเมื่อไรมีพิรุธเงี้ย
    แต่ความจริงเป็นคนโกหกหน้าตายมาก
    #6
    • 20 ส.ค. 2559, 08:34 น. · ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ
      ทำได้ไง เจ๋งมาก
      #6-1

แสดงความคิดเห็น

รักแท้แพ้ใกล้ชิด แต่ถ้ารักแบบบอมบอมต้องประกาศ!, ทรโข่งอยู่ไหนหว่า ช่วยบอมบอมที? (ตอบให้ถูกนะ ตอบผิดอดโพสต์!)

แสดงความคิดเห็นด้วย

(@)

เด็กดีภูมิใจเสนอ

บทความรูปแบบใหม่!!

หรือถ้าไม่สนใจ กดลิงค์ข้างล่างเพื่อข้ามขั้นตอนนี้

ไม่ล่ะขอบคุณ
L o a d i n g . . .