ความคิดเห็น

1

จำนวนแชร์
1,138
      สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com...ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 4 เรียนจบแล้ว หลายคนคงกำลังเตรียมตัวหางานทำกันอยู่ สิ่งหนึ่งที่น้องๆ ต้องเขียนแน่ๆ ก็คือ ประวัติย่อ หรือ Resume(เรซูเม่) เพื่อให้ผู้จ้างงานหรือเจ้าหน้าที่สรรหาบุคคลใช้พิจารณาว่าเรามีคุณสมบัติที่จะเข้าทำงานหรือไม่ เรื่องวิธีการเขียนนั้น พี่เป้ คงไม่ขออธิบายอะไรมาก แต่จะขอพูดถึงทริคในการเขียนเรซูเม่ให้ออกมาเป๊ะ ซึ่งอาจจะเป็นอะไรที่เรามองข้ามกันไปค่ะ รวมมา 5 ทริคด้วยกันจากเพื่อนสนิทของพี่ที่เคยทำงานในบริษัทจัดหางาน สัมภาษณ์คนมาแล้วหลายร้อยคนทีเดียว

5 เทคนิคเขียนเรซูเม่สมัครงาน ทำตามนี้แล้วยังไม่ได้งาน ก็ให้มันรู้ไป!

เรซูเม่ที่ดีคืออะไร?

      เรซูเม่ที่ดีคือเรซูเม่ที่มีข้อมูลของเราชัดเจน ไม่สั้นไปและไม่ยาวเยิ่นเย้อเกินไป 1 หน้ามันก็ดีตรงที่กระชับ แต่มันไม่ได้ลงในรายละเอียดได้ชัดเจนเท่าไหร่ เอาแค่ว่าไม่เกิน 2 หน้ากำลังดีนะจ๊ะ จัดหน้าตาให้อ่านง่าย ไม่ต้องวิจิตรอลังการ บางทีอาจวิจิตรในสายตาของเราแต่คนอื่นอาจะอ่านแล้วงงก็เป็นได้ ยกเว้นแต่ว่างานที่เราจะสมัครเป็นพวกครีเอทีฟ สายอาร์ต ก็อาจต้องทำให้มันเตะตาผู้คัดเลือก

ส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้

      ข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ ส่วนใหญ่เป็นเบอร์มือถือ เบอร์บ้านไม่นิยมโทรกัน เบอร์ออฟฟิศก็ไม่ควรใส่ อีเมล สำคัญมากคือ ถ้าทำงานแล้วไม่ควรให้อีเมลของบริษัท ควรเป็นอีเมลส่วนตัว อีกอย่างคืออยากให้น้องๆ ช่วยสร้างอีเมลใหม่ที่ชื่อเป็นทางการขึ้น เช่น ชื่อจริง ดอท นามสกุล หรืออะไรที่ไม่ดูเล่นจนเกินไป อย่างเช่น i_am_angel@hotmail.com / you.are.idiot@gmail.com เหล่านี้เป็นต้น รวมไปถึงรูปถ่ายที่ใช้สมัครงาน ควรเป็นอะไรที่เป็นทางการหรือสุภาพ เช่น ไม่ใส่เสื้อแขนกุดในการถ่าย รูปต้องไม่แนวเกินไป อย่างหันหน้ามองข้าง มองฟ้า มองเหม่อ หรืออะไรก็ตาม ขอเถอะ มองหน้าตรงนี่แหละ!

5 เทคนิคเขียนเรซูเม่สมัครงาน ทำตามนี้แล้วยังไม่ได้งาน ก็ให้มันรู้ไป!
   
     ต่อมาคือประวัติทางการศึกษา โดยทั่วไปแล้วเลือกใส่แค่ปริญญาตรีขึ้นไปก็พอ หรือถ้าในสมัยมัธยมมีการไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศ หรือเป็นศิลป์ภาษาที่อยากให้ผู้สัมภาษณ์หรือผู้คัดเลือกรู้ก็อาจจะคงเอาไว้ แต่ไม่ต้องย้อนกลับไปถึงประถมขนาดนั้น และถ้าเกรดสวย ให้ใส่ไว้ด้วยนะจ๊ะ ถ้ามีได้รับรางวัลอะไร ใส่ไว้ก็ดี เป็นเกียรติเป็นศรี เป็นสิ่งที่คนสัมภาษณ์ก็อยากรู้ (ถ้าเกี่ยวข้องกับงานที่ทำ อย่างเช่น ได้รางวัลประกวดโครงการแผนการตลาดอะไรซักอย่าง และตำแหน่งที่สมัครเป็นการตลาดเหมือนกัน) ยิ่งถ้าเพิ่งจบ ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทำงาน มันทำให้เราดูมีภาษีขึ้นมามากทีเดียว

     อย่างที่สามคือประวัติการทำงาน และประวัติการฝึกงานสำหรับน้องๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
 ช่วงเวลาที่ทำงาน................................... (เดือน และ ปี – เดือน และ ปี)
 บริษัท…………………………………….. (ชื่อเต็มๆ จะสุภาพและชัดเจนกว่า)
 ตำแหน่ง………………………………….. 
 หน้าที่และความรับผิดชอบ (ทำอะไรบ้างนั่นแหละ เอาที่เป็นสิ่งที่ทำหลักๆ บ่อยๆ หรือสำคัญ)
 - ………………………………………
 - ………………………………………
      และสุดท้ายคือความสามารถด้านต่างๆ ที่อยากจะให้ผู้สัมภาษณ์ทราบ ได้แก่ ความสามารถทางการใช้ภาษา สำคัญที่สุดคือภาษาอังกฤษ ต้องใส่นะ ถ้าไม่ได้ภาษาอังกฤษเลยจริงๆ ก็อาจจะเขียนว่า English เฉยๆ แต่ไม่ต้องบอกระดับ อย่างน้อยก็อาจจะได้รับโอกาสเรียกเข้าไปสัมภาษณ์แล้วว่ากันอีกที ส่วนภาษาอื่นๆ ถ้ามีให้ใส่ไว้ด้วย พวกคะแนนสอบวัดระดับภาษาต่างๆ ถ้าไม่ขี้เหร่ให้ใส่ไว้เช่นกัน อีกอย่างคือความสามารถทางคอมพิวเตอร์ โปรแกรมอะไรที่ทำเป็นก็เขียนลงไป แต่ทั้งหมดนี้ต้องใช้เป็นจริงนะ อย่าใส่ให้ดูดี ไม่เอาแบบที่เคยเรียนตอนสิบห้าปีก่อนแต่ตอนนี้ลืมไปแล้ว ก็ปล่อยมันไปเถอะ

5 เทคนิคเขียนเรซูเม่สมัครงาน ทำตามนี้แล้วยังไม่ได้งาน ก็ให้มันรู้ไป!

ส่วนนี้แหละที่คนพลาดกันบ่อยๆ

     ส่วนของรายละเอียดของการทำงาน บางคนอาจจะมองว่ามันเยอะไป ไม่ต้องใส่หรอก แต่ถ้าไม่ใส่ ใครจะรู้ว่าประสบการณ์ที่ทำมาเคยทำอะไรไปบาง ถึงจะชื่อตำแหน่งบอกอยู่ แต่ชื่อตำแหน่งงานแต่ละที่ไม่เหมือนกัน หน้าที่ความรับผิดชอบก็ต่างกัน ไม่ต้องกลัวว่าจะยาวมาก เอาที่สำคัญๆ มาใส่จะดีกว่า 

เด็กจบใหม่ ไม่มีประสบการณ์ จะเขียนอะไรล่ะนั่น
   
     เขียนให้อ่านง่าย รูปแบบเข้าใจง่าย บอก Fact ข้อเท็จจริง ไม่ต้องใส่น้ำมา ขอชัดๆ ตรงๆ  และอย่างที่กล่าวไปข้างต้น รางวัลหรือความสำเร็จอะไรที่เคยทำมาให้ใส่ลงไปด้วย

Cover Letter จำเป็นแค่ไหนเชียว
     
      Cover Letter คือจดหมายปะหน้า เขียนสั้นๆ แนะนำตัวว่าเป็นใครชื่ออะไร จะขอสมัครงานตำแหน่งนี้ ขอให้ผู้จ้างงานเปิดอ่านด้วย บลาๆๆ ...ถ้าถามว่าสำคัญไหม ก็สำคัญระดับหนึ่ง เราสามารถเขียนข้อมูล Cover Letter ในเนื้อหาของอีเมลแทนได้ ไม่ต้องแนบเป็นไฟล์เอกสารไป ใจความใน Cover Letter ควรเกริ่นให้ผู้รับได้รู้ว่า เราต้องการส่งเรซูเม่หรือประวัติเราเข้ามาทำไม แนะนำตัวเองว่าเราเป็นใคร เราเห็นการประกาศรับสมัครมาจากไหน ต้องการสมัครในตำแหน่งอะไร หรือถ้าไม่รู้ตำแหน่ง ส่งมาเฉยๆ ก็อาจจะบอกเค้าว่าสนใจงานในด้านไหนเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้เจาะจงตำแหน่ง (ในกรณีที่สนใจบริษัทนี้มากๆ แต่ไม่เห็นว่าเปิดรับสมัครพนักงาน) เช่น งานด้านบัญชี งานด้านวิศวะไฟฟ้า ฯลฯ ยกเว้นถ้ารู้ว่าเค้าเปิดหาในตำแหน่งนั้นๆ แล้ว

5 เทคนิคเขียนเรซูเม่สมัครงาน ทำตามนี้แล้วยังไม่ได้งาน ก็ให้มันรู้ไป!
   
     
 
      เอามาฝากกันไว้ให้น้องๆ ได้เตรียมตัว จริงๆ ไม่ใช่แค่สมัครงาน แต่ใครจะใช้ขอทุนหรือสมัครเรียนต่อ ก็นำพวกนี้ไปปรับใช้ได้เหมือนกัน ส่วนใครสนใจสมัครงานกับเว็บเด็กดี มีตำแหน่งรออยู่เพียบหลากหลายสาขาทั้งวิทย์และศิลป์ งานออนไลน์รายได้เริด คลิกทางนี้สิจ๊ะ www.dek-d.com/job (ขอเนียนหน่อย) สุดท้ายนี้ก็ต้องขอบคุณข้อมูลดีๆ จากเพื่อนรักนักจัดหางานด้วยจ้า ^^

ค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุด

ความคิดเห็น

1

จำนวนแชร์
1,138

ความคิดเห็นดีๆ ที่อยากให้อ่าน

1 ความคิดเห็น

  1. 29 ก.ค. 2559, 14:36 น. · ผ่านทางเดสก์ทอป

    Thank You

    #1

แสดงความคิดเห็น

ฝนตกแล้ว, บอมบอมเอาอะไรกันฝนดี (ตอบให้ถูกนะ ตอบผิดอดโพสต์!)

แสดงความคิดเห็นด้วย

(@)

เด็กดีภูมิใจเสนอ

บทความรูปแบบใหม่!!

หรือถ้าไม่สนใจ กดลิงค์ข้างล่างเพื่อข้ามขั้นตอนนี้

ไม่ล่ะขอบคุณ
L o a d i n g . . .