/>

25 เรื่องน่ารู้ของนครโฮจิมินห์ อดีตเมืองหลวงของเวียดนามใต้ []

วิว
     สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ช่วงต้นปีที่ผ่านมา พี่พิซซ่า มีโอกาสได้ไปทำงานที่นครโฮจิมินห์ประเทศเวียดนามมาค่ะ ได้รับความรู้มาหลายเรื่องเลย วันนี้เลยจะขอรวมเป็นข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับโฮจิมินห์มาฝากน้องๆ กันค่ะ



ไปรษณีย์กลาง

1. นครโฮจิมินห์เดิมมีชื่อว่า "ไซ่ง่อน" และเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนามใต้

2. หลังเวียดนามเหนือยึดไซ่ง่อนและเวียดนามใต้ได้ทั้งหมด ก็รวมเวียดนามทั้ง 2 เข้าด้วยกันเป็น "สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม" และเปลี่ยนชื่อเมืองไซ่ง่อนเป็น "นครโฮจิมินห์" ตามชื่อของโฮจิมินห์ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนามเหนือ บุคคลสำคัญในการประกาศอิสรภาพของเวียดนาม

3. ในอดีตบริเวณเมืองนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขมรมาหลายร้อยปี จนกลายเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กที่มีชื่อว่า "ไพรนคร" ก่อนที่ชาวเวียดนามจะเริ่มเข้ามาตั้งรกราก

4. ช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เกิดสงครามกลางเมืองในเวียดนามระหว่าง 2 ตระกูลขุนนางสำคัญของเวียดนาม พระไชยเชษฐาที่ 2 แห่งกัมพูชา ทรงอนุญาตให้ชาวเวียดนามที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองมาอาศัยที่ไพรนครได้ จากนั้นชาวเวียดนามก็อพยพเข้ามาเรื่อยๆ จนมีจำนวนมากกว่าชาวเขมรในเมืองอีก ทางการก็ไม่สามารถมาจัดการได้เนื่องจากตอนนั้นเพิ่งรบกับสยามมา ทำให้พื้นที่บริเวณนี้่ค่อยๆ กลายเป็นของชาวเวียดนาม และเปลี่ยนมาชื่อ "ไซ่ง่อน" แทน

5. ด้วยเหตุนี้กัมพูชาจึงสูญเสียดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่เชื่อมต่อกับทะเลจีนใต้ไป แต่เวียดนามได้เมืองท่าสำคัญมาแทนค่ะ หลังจบสงครามกลางเมืองเวียดนาม ก็มีการส่งขุนนางมาดูแลไซ่ง่อนและขยายอาณาเขตไซ่ง่อนมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนกัมพูชาที่เพิ่งมีสงครามกับสยามมายังไม่มีกำลังมากพอจะต่อต้าน จึงเสียดินแดนให้เวียดนามมากขึ้น ขุนนางท่านนั้นมีชื่อว่า Nguyễn Hữu Cảnh เขากลายมาเป็นวีรบุรุษคนสำคัญของเมือง



ด้านข้างของโบสถ์นอเตรอดาม

6. ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสเข้ามาล่าอาณานิคม ไซ่ง่อนกลายเป็นเมืองหลวงของอาณานิคมฝรั่งเศส ชาวฝรั่งเศสเข้ามาพัฒนาในหลายๆ ด้านไม่ว่าจะการศึกษาหรือสถาปัตยกรรม ทำให้ไซ่ง่อนมีอาคารสไตล์ตะวันตกมากมาย และพัฒนาเป็นเมืองเศรษฐกิจสมัยใหม่

7. นครโฮจิมินห์มีประชากรประมาณ 8.5 ล้านคน ถือเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศ ทั้งที่เมืองมีขนาดเพียง 0.6% ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น (ประมาณ 2,000 ตารางกิโลเมตร)

8. จากจำนวนประชากรเท่านั้น แต่ในนครโฮจิมินห์มีมอเตอร์ไซค์มากถึง 7.5 ล้านคันค่ะ และน่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

9. อย่างในกรุงเทพจะรู้กันว่าถ้าขับมอเตอร์ไซค์ก็จะซอกแซกถึงที่หมายได้ไวกว่าใช้รถยนต์ แต่ที่นครโฮจิมินห์นั้นมอเตอร์ไซค์ก็รถติดไม่แพ้กันค่ะ แต่ละแยกนี่มอเตอร์ไซค์จอดติดกันแน่นมากกกกกกกกกก จนแทบไม่มีทางให้ซอกแซก

10. แต่ทางเท้าริมถนนที่นครโฮจิมินห์กว้างมากๆ เลยนะคะ เพราะเขานิยมนำมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปจอดบนทางเท้าค่ะ ส่วนใหญ่เลยจะทำทางเท้ากว่าพอๆ กับถนนเลนนึงเลย



ทางเท้ากว้างใช้จอดมอเตอร์ไซค์ได้

11. แต่การสัญจรไปมาในเมืองก็ยังถือว่าน่ากลัวค่ะ เพราะแยกส่วนมากไม่มีไฟจราจรกัน บางจุดเป็น 3 แยกวัดใจ คนขับแต่ละฝั่งต้องจ้องตากันเพื่อวัดว่าใครจะได้ไปก่อนกัน บางจุดเป็นถนนหลายเส้นที่มีวงเวียนเล็กๆ ตรงกลาง และทุกคนก็ต้องหาจังหวะแทรกตัวเองเข้าไปวนรอบวงเวียนเพื่อเปลี่ยนไปอีกเส้นที่ต้องการให้ได้ คนเวียดนามบอกว่าที่เห็นไฟจราจรบางแยกนี่คือเยอะแล้วนะ ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้คือแทบไม่มีเลย

12. เมื่อเห็นสัญญาณไฟเหลืองที่ไฟจราจร คนเวียดนามก็นิยมเร่งเครื่องเช่นกัน ถ้าใครไม่พยายามรีบก็จะมีเสียงด่าลอยมา

13. และเพราะการจราจรวัดดวงวัดใจแบบนี้ ทำให้อาวุธที่ทุกคนใช้คือ "การบีบแตร" ค่ะ สามารถได้ยินเสียงแตรรถในนครโฮจิมินห์ได้ทั้งวันทั้งคืน ตีสองก็ยังบีบ ยิ่งถ้าใครอยู่แถวๆ แยกต่างๆ ที่ไม่มีไฟจราจรจะได้ยินบ่อยเป็นพิเศษ บีบกันทุกคันไม่ว่าจะมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์ เขาก็เก่งนะแยกได้ด้วยว่าเสียงไหนมาจากคันไหน และจะสื่ออะไร (คนเวียดนามบอกว่าที่อินเดียเป็นหนักกว่านี้อีก โอ้โห รู้สึกแก้วหูสะเทือนเลย)

14. แต่การบีบแตรที่นครโฮจิมินห์จะไม่ค่อยให้ความรู้สึกเหมือนบีบด่ากันอย่างในไทยนะคะ จะรู้สึกว่าเป็นการส่งสัญญาณบอกมากกว่าว่า "ฉันอยู่ตรงนี้และฉันกำลังจะไปทางนี้ เธอเห็นฉันรึยัง" แต่ถ้าเจอบีบลากยาวๆ ก็สัมผัสได้ว่าเป็นการบีบด่า สำหรับคนที่เซนซิทีฟกับเรื่องเสียงแตรว่าเป็นการบีบด่า ถ้าไปอยู่นครโฮจิมินห์คงจะหงุดหงิดไปทั้งวัน

15. นอกจากนี้การเดินข้ามถนนก็เป็นความเสี่ยงในชีวิตอย่างหนึ่งค่ะ เนื่องจากไม่ค่อยมีไฟจราจร และมีจำนวนมอเตอร์ไซค์และรถยนต์บนถนนเยอะมาก การข้ามถนนก็ต้องใช้ความกล้าตามไปด้วย คนเวียดนามบอกว่าถ้าจะรอดูซ้ายดูขวาให้ถนนว่างแล้วค่อยข้ามก็คงรอเป็นวัน เพราะมันแทบไม่มีจังหวะถนนว่างเลย ฉะนั้นถ้าอยากข้ามก็ข้ามไปเลยค่ะ คนขับจะหลบคนเดินเอง (แต่ถ้าข้ามแยกที่มีไฟจราจรก็รอสัญญาณไฟตามปกตินะ)



บริเวณวงเวียนวัดใจที่ใครๆ ก็พยายามเบียดเข้ามาจากทุกทาง

16. เคล็ดลับในการข้ามถนนให้ปลอดภัยในนครโฮจิมินห์คือเดินจังหวะคงที่ค่ะ เดินมาถึงริมถนนด้วยจังหวะก้าวขนาดไหน ก็เดินจังหวะนั้นต่อเพื่อข้ามถนนค่ะ ห้ามวิ่ง ห้ามชะลอ ห้ามถอยหลัง ห้ามลังเล ให้เดินอย่างมั่นใจในจังหวะของตัวเองไปเลย คนขับรถในนครโฮจิมินห์จะมีสกิลการกะจังหวะที่ดี เขาจะกะเองเลยว่าถ้าคนเดินจังหวะแบบนี้ เขาควรจะเร่งผ่านไปเลยเพราะไม่มีทางชน หรือจะควรชะลอเพื่อรอ หรือจะต้องขับปาดไปด้านหลังหรือด้านหน้าของคนข้ามถนนเพื่อให้จังหวะพอดีแบบไม่ชนกัน บางครั้งเดินข้ามมาครึ่งทางแล้วมีรถขับผ่านหน้าไปก็ไม่ต้องตกใจหยุดกึกกลางทางนะคะ เดินต่อไปเลย พอเราถึงตรงนั้นก็จะพ้นกับรถคันนั้นพอดี ถ้าตกใจแล้วหยุด จะทำให้อีกหลายคันบนถนนตกใจตามเพราะจะไปผิดกับที่เขากะระยะไว้ และอาจโดนชนได้

17. อีกเรื่องที่ต้องระวังในนครโฮจิมินห์คือโจรวิ่งราวเยอะมากค่ะ จริงๆ ก็ไม่เชิงว่าวิ่ง แต่จะเป็นโจรบนมอเตอร์ไซค์ค่ะ ไม่ว่าจะกระชากกระเป๋า กระชากมือถือ หรือแม้แต่ตัดสายสร้อยคอ ก็มีโจรมือดีขับมอเตอร์ไซค์ผ่านมาแล้วฉกไปได้อย่างรวดเร็ว แถมมอเตอร์ไซค์ไม่ค่อยมีเสียงเครื่องยนต์ด้วย ฉะนั้นไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะเดินบนทางเท้านะคะ ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องใช้ ให้ยืนติดฝั่งอาคารบ้านเรือน และถือโทรศัพท์ในมือข้างที่ไม่ได้ติดถนนค่ะ

18. ลืมเล่าไป สนามบินนานาชาติของนครโฮจิมินห์คือสนามบินเตินเซินเญิ้ตค่ะ (Tân Sơn Nhất) ที่นี่เป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามเลยด้วย แต่ก็ถือว่าค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้บริการค่ะ สนามบินตั้งอยู่ในตัวเมืองนครโฮจิมินห์ทำให้ไม่มีพื้นที่จะขยายไปมากกว่านี้แล้ว จึงกำลังสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ขึ้นมาแทน โดยอยู่ห่างจากนครโฮจิมินห์ไปประมาณ 50 กิโลเมตร คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2035

19. ฝั่งขาออกของสนามบินเตินเซินเญิ้ตกว้างขวางและสวยมาก แต่ฝั่งขาเข้าค่อนข้างเล็ก หลังรับกระเป๋าสัมภาระออกมาแล้ว ไม่กี่ก้าวก็เจอประตูออกจากตัวอาคารสนามบินเลยค่ะ ส่วนคนที่มารอรับต้องออกไปรอด้านนอกอาคารสนามบิน ซึ่งคนรอกันแน่นมากจนน่ากลัว

20. การกะเวลาเดินทางในตัวเมืองค่อนข้างยาก ควรเผื่อเวลาเยอะๆ เพราะจำกัดความเร็วไว้ที่ 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่จากปริมาณรถแล้วส่วนมากก็ไม่มีโอกาสขับได้ถึงหรอกค่ะ บางทีจะไปร้านที่ห่างไป 5 กิโลเมตรก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงนึงเลย นอกจากนี้ยังมีถนนหลายเส้นที่เป็นวันเวย์ ทำให้การไปร้านค้าในซอยใกล้ๆ ต้องขับวนอ้อมออกไปตั้งไกล ต้องศึกษาเส้นทางให้ดีด้วยนะคะ



รับกระเป๋าออกมาปุ๊บก็เจอทางออกเลย

21. เวียดนามยังไม่มีรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินนะคะ ตอนนี้กำลังสร้างอยู่ทั้งที่กรุงฮานอยแล้วก็นครโฮจิมินห์ค่ะ สำหรับรถไฟใต้ดินในนครโฮจิมินห์กำลังสร้างอยู่ 2 สายจากที่วางแผนไว้ทั้งหมด 6 สาย คาดว่าสายแรกจะเสร็จในปี 2020 ค่ะ

22. ในนครโฮจิมินห์ไม่มีทางด่วนเช่นกัน ไม่มีพวกทางพิเศษลอยฟ้าเลยเพราะในเมืองแน่นมากและมีปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน มีแต่ทางด่วนแบบข้ามระหว่างจังหวัด ปัจจุบันมีทางด่วนจากนครโฮจิมินห์ไปยังจังหวัดอื่นเพียง 2 เส้นทางเท่านั้นที่เปิดให้บริการแล้ว

23. นครโฮจิมินห์มีถนนคนเดินด้วยนะ เป็นถนนสายยาว แต่ห้ามขายของค่ะ (อ้าว แล้วให้เดินทำไม)

24. นครโฮจิมินห์ถือเป็นเมืองศูนย์กลางทางการศึกษาด้วย เพราะมีมหาวิทยาลัยกว่า 80 แห่ง มีทั้งมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ วิทยาเขตต่างประเทศของมหาวิทยาลัยจากออสเตรเลีย และยังมีโรงเรียนมัธยมชั้นนำของประเทศที่สอนหลักสูตร gifted ด้วย

25. ปัจจุบันนครโฮจิมินห์ถือเป็นทั้งศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศและเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วย เพราะมีการลงทุนพัฒนาในด้านเทคโนโลยีมากกว่าที่อื่นในประเทศ แถมมีซอฟต์แวร์ปาร์คถึง 2 แห่งในเมืองคือที่เขต 9 และ 12 ของนครโฮจิมินห์ ในอนาคตเมืองนี้อาจจะพัฒนาไปในทิศทางของซิลิคอนวัลเลย์ก็เป็นได้



ถึงดึก รถก็ยังเยอะ มอเตอร์ไซค์เยอะมาก


     ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลดีๆ ที่ได้จากทั้งไกด์ชาวเวียดนาม พนักงานชาวเวียดนามตามร้านค้าต่างๆ วิทยากรที่มาบรรยายในงานสัมมนา รวมถึงที่ได้เห็นเองด้วยค่ะ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่เปิดโลกให้พี่เยอะเลย แต่ความน่าสนใจของเวียดนามไม่ได้มีแค่นี้นะคะ บทความนี้แค่รวบรวมข้อมูลของนครโฮจิมินห์เฉยๆ บทความหน้าจะเป็นเรื่องของประเทศเวียดนามโดยรวมเลยค่ะ กดติดตามกันได้เลย
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pizza

พี่พิซซ่า - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ฝ่ายเรียนต่อนอก

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#ความรู้ทั่วไป #ความรู้รอบตัว #เวียดนาม #โฮจิมินห์ #ho chi minh

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?