/>

ดราม่า! 'เรียนหมอที่จีน' กลับมาทำอะไรในไทยไม่ได้เลยจริงหรือ!? []

วิว
     ช่วงนี้กำลังมีกระแสในโลกออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องคุณภาพของนักศึกษาแพทย์แผนปัจจุบันที่จบจากหลักสูตรแพทย์นานาชาติของประเทศจีนค่ะ เพราะมีหลายคนมาแสดงความคิดเห็นว่าต้องสอนต้องฝึกนักศึกษากลุ่มนี้เมื่อมา extern ที่ไทยหนักมาก (สำหรับนักศึกษาที่เรียนหมอในจีน หมายถึงช่วงฝึกงานที่โรงพยาบาลไทย 1 ปีหลังจบจากจีนมาแล้ว) บางคนก็บ่นด้วยว่านักศึกษากลุ่มนี้บางคนมีความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่ดีเลย เราลองมาดูกันดีกว่าว่าตกลงมันอะไรยังไงกันแน่


     หลักสูตรที่พูดถึงกันตอนนี้คือหลักสูตร MBBS หรือ Bachelor of Medicine and Bachelor of Surgery ค่ะ เป็นหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตแบบนานาชาติ จริงๆ หลักสูตร MBBS มีเปิดสอนในหลายประเทศมากเลยค่ะ ทั้งออสเตรเลีย อินเดีย มาเลเซีย และอังกฤษ รวมไปถึงประเทศจีนที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในตอนนี้ค่ะ (สาขาแพทย์แผนจีนไม่ได้เกี่ยวด้วยนะคะ)

     ถามว่าการเรียนแพทยศาสตร์ที่จีนดีมั้ย บางคนบอกว่าเห็นหลายที่ก็ติดอันดับต้นๆ ของโลก จากการจัดอันดับโรงเรียนแพทย์ของ QS ในปี 2017 โรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยปักกิ่งและมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทงอยู่ในช่วงอันดับ 51 - 100 ของโลก มหาวิทยาลัยฟูตันอยู่ในช่วงอันดับที่ 101 - 200 ส่วนมหาวิทยาลัยชิงหัวอยู่ในช่วงอันดับ 151 - 200 ของโลก ในขณะที่โรงเรียนแพทย์ชั้นนำของไทยอย่างมหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ในช่วงอันดับที่ 101 - 150 และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในช่วงอันดับที่ 151 - 200 ของโลก

ดราม่า! 'เรียนหมอที่จีน' กลับมาทำอะไรในไทยไม่ได้เลยจริงหรือ!?

     จากอันดับนี้ก็จะเห็นว่าโรงเรียนแพทย์ที่จีนก็ดีมากๆ หลายที่เลยค่ะ แต่ตัวเลขนี้มาจากข้อมูลของหลักสูตรแพทยศาสตร์ภาคปกติที่เปิดให้นักเรียนชาวจีนเรียนค่ะ กว่าจะได้เข้าเรียนก็สอบแข่งขันกันเลือดตาแทบกระเด็น เหมือนกับที่นักเรียนไทยต้องสอบกสพท.  อย่างโรงเรียนแพทย์ของปักกิ่งคือคัดหัวกะทิของหัวกะทิจริงๆ ค่ะ ทั้งตัวผู้เรียน ทั้งตัวหลักสูตร ต่างก็สนับสนุนกันให้คณะแพทยศาสตร์ที่นี่มีชื่อเสียงเป็นสถาบันในฝันของนักเรียนจีนหลายๆ คนเลย

     แต่สำหรับหลักสูตร MBBS ที่เป็นที่น่ากังขาอยู่นั้น แม้จะไม่ได้เข้มข้นเท่าหลักสูตรแพทย์ภาคปกติ แต่ก็ใช่ว่าจะคุณภาพแย่ไปซะทั้งหมดนะคะ พูดกันแบบมองตามความเป็นจริง มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีคุณภาพแตกต่างกันอยู่แล้วค่ะ ที่ที่จัดว่าดีก็มี ที่ที่เน้นพาณิชย์ก็มี

ดราม่า! 'เรียนหมอที่จีน' กลับมาทำอะไรในไทยไม่ได้เลยจริงหรือ!?


ความต่างของ MBBS ที่จีนและการเรียนหมอที่ไทย


มาเริ่มกันที่การเรียนหมอของไทยก่อนละกันค่ะ เพราะจะคุ้นเคยกันมากกว่า

หมอในไทยใช้เวลาเรียน 6 ปีค่ะ แยกแต่ละปีได้ประมาณนี้

     ปี 1: เป็นปีปรับพื้นฐาน มีพวกวิชาเคมีทั่วไป ชีววิทยา แคลคูลัส ภาษาอังกฤษ หรือฟิสิกส์ทั่วไป

     ปี 2: เป็นปีแห่งพรีคลินิกค่ะ เรียนวิชาต่างๆ ที่จะใช้ในการรักษา เจออาจารย์ใหญ่ก็ปีนี้ค่ะ  มีวิชาเรียนอย่างระบบประสาท ระบบเลือด กายวิภาค สรีรวิทยา พันธุศาสตร์

     ปี 3: ตอนปี 2 ทำความรู้จักกับร่างกายไปแล้ว ปีนี้จะมาดูสิ่งที่ทำให้ร่างกายผิดปกติค่ะ เช่น หลักภูมิคุ้มกันวิทยา, ปรสิตวิทยา, พยาธิทั่วไป, เวชศาสตร์ชุมชนฯ จนไปถึงยาต่างๆ ในเภสัชวิทยา

     ปี 4: เข้าสู่ขั้นคลินิกค่ะ จะได้ไปวนตามวอร์ดต่างๆ เพื่อทดลองดูแลคนไข้จริง มีทั้งขึ้นวอร์ด ทั้งเลคเชอร์ ช่วงนี้จะไม่ได้หลับได้นอนกันซักเท่าไหร่แล้วค่ะ

     ปี 5: ปีนี้แอดวานซ์ขึ้นจากปี 4 อีกระดับ ไม่ใช่แค่เดินเรียนตามคุณหมอ แต่จะได้ร่วมวินิจฉัยด้วย เย็บแผน ทำคลอด ไม่ได้นอนกันต่ออีกปี

     ปี 6: เป็นปีแห่ง Extern ค่ะ คือจะได้เริ่มรักษาคนไข้จริงๆ จังๆ ใช้เวลาอยู่แต่ละหอนานขึ้น ไปเป็นคุณหมอที่โรงพยาบาลต่างจังหวัดจริงๆ ใช้ความรู้ที่เรียนมารักษาคนไข้เองแบบไม่มีคนช่วยแล้ว
พอจบปี 6 ก็สอบใบประกอบวิชาชีพขั้นสุดท้ายและเตรียมตัวใช้ทุนกันไป

ดราม่า! 'เรียนหมอที่จีน' กลับมาทำอะไรในไทยไม่ได้เลยจริงหรือ!?

     ทีนี้มาดูการเรียนหลักสูตร MBBS ที่จีนบ้างค่ะว่าเรียนอะไรกันบ้าง ใช้เวลาเรียน 6 ปีเช่นกัน

     ปี 1 และ 2: วิชาปรับพื้นฐานอย่างชีววิทยา เคมี ชีวเคมี นอกจากนี้ก็มีเรียนภาษาจีนและประวัติศาสตร์จีนด้วยค่ะ แต่ละสถาบันจะมีหลักสูตรของตนเองและบางทีก็สลับวิชาช่วงปี 1 และ 2 กันไปมา เลยเขียนรวมไว้ด้วยกันค่ะ

     ปี 3: จะได้เรียนวิชาอย่างภูมิคุ้มกันวิทยา สรีรวิทยา จุลชีววิทยา พยาธิสรีรวิทยา

     ปี 4 และ 5: จะได้เรียนเกี่ยวกับโรค และได้ลองไปโรงพยาบาลจริงๆ ค่ะ แค่จะดูแลแค่วันละไม่กี่เคส ที่เหลือก็จะเป็นเรียนภาคทฤษฎีในห้องไปค่ะ

     ปี 6: ปีนี้จะได้ไปอยู่วอร์ดจริงๆ ละ จะคล้ายๆ กับของปี 4 หลักสูตรไทยค่ะ แต่พวกหัตถการจะได้ทำกับหุ่น ไม่ค่อยได้ปฏิสัมพันธ์กับคนไข้จริงๆ ซักเท่าไหร่

ดราม่า! 'เรียนหมอที่จีน' กลับมาทำอะไรในไทยไม่ได้เลยจริงหรือ!?


การสอบใบประกอบวิชาชีพที่ไทย


     จะเป็นหมอจริงๆ ในไทยได้นั้นต้องสอบใบประกอบวิชาชีพให้ผ่านก่อนค่ะ จะมีด้วยกัน 3 ขั้น นักศึกษาแพทย์ของไทยจะสอบขั้น 1 ตอนจบปี 3  สอบขั้น 2 ตอนจบปี 5  และสอบขั้น 3 ตอนจบปี 6 ค่ะ

     สำหรับนักศึกษาที่เรียนหลักสูตร MBBS จากต่างประเทศ จะต้องมาฝึกงานในไทย 1 ปีก่อนจึงจะสอบขั้น 3 ได้ค่ะ ส่วนขั้น 1 กับ 2 ถ้าพร้อมก็สอบได้เลย สำหรับผู้ที่เรียนหลักสูตร MBBS จากจีนมามักจะไม่สอบตรงตามปีของนักศึกษาที่เรียนในไทยค่ะ อย่างปกติคือจบปี 3 ต้องสอบขั้น 1 แต่เนื้อหาในข้อสอบขั้น 1 จะมีสอนในชั้นปีที่ 4 ของบางสถาบันในจีน ทำให้หลายคนเลือกจะรอไปก่อน


ประเด็นที่กำลังถกเถียงกันอยู่


     เท่าที่เห็นจะมีประเด็นหลักๆ ที่ถกเถียงกันอยู่ คือ
          1. ทำไมเรียนหลักสูตรอินเตอร์ที่จีน แต่กลับไม่คล่องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน
          2. ทำไมทักษะขั้นต้นบางอย่างที่ควรมี กลับไม่มีในตอนฝึกงาน 1 ปีที่ไทย
          3. ตกลงจบหลักสูตร MBBS จากจีนถือว่าเก่งจริงมั้ย

ลองมาดูกันเป็นข้อๆ ค่ะ


ดราม่า! 'เรียนหมอที่จีน' กลับมาทำอะไรในไทยไม่ได้เลยจริงหรือ!?

1. ทำไมเรียนหลักสูตรอินเตอร์ที่จีน แต่กลับไม่คล่องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน

     หลายความเห็นบอกว่าเวลาให้คนที่จบหลักสูตร MBBS จากจีนไปซักประวัติคนไข้ชาวจีนในไทย ก็คุยไม่รู้เรื่อง ข้อนี้มีนักศึกษาที่จีนหลายคนบอกว่าผู้สอนส่วนมากก็ไม่ได้คล่องภาษาอังกฤษเท่าไหร่ บางสถาบันผู้สอนจะได้ภาษาอังกฤษแค่เท่าที่ทำสไลด์มา แล้วให้ผู้เรียนไปขวนขวายหาอ่านเอาเองที่อื่น นอกจากนี้ก็ไม่มีใครให้คุยด้วยเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ไม่ได้พัฒนาทักษะ ซึ่งจะต่างจากคนที่เรียน MBBS ในประเทศอื่นที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักหรือภาษารองอยู่แล้ว

     ส่วนภาษาจีน จริงๆ ก็ควรได้ภาษาจีนในระดับพูดคุยในชีวิตประจำวัน เพราะต้องใช้พูดคุยในชีวิตทั่วไปและได้ฟังมาตลอด 6 ปี (แต่จีนก็มีหลายภาษาอีกนะ) นอกจากนี้ก็มีการจัดสอบ HSK ก่อนจบค่ะ แต่เกณฑ์มักจะไม่สูงมาก แล้วก็ขึ้นกับตัวผู้เรียนเองค่ะ บางคนอาจจะใช้ตัวช่วยตลอดในการเรียนและการสื่อสาร ทำให้ไม่ได้ฝึกทักษะเอง (ส่วนมากจะเป็นสถาบันที่ระดับไม่สูง และอาจารย์ค่อนข้างปล่อยปละละเลย) ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนจึงไม่ได้พัฒนา

ดราม่า! 'เรียนหมอที่จีน' กลับมาทำอะไรในไทยไม่ได้เลยจริงหรือ!?

2. ทำไมทักษะขั้นต้นบางอย่างที่ควรมี กลับไม่มีในตอนฝึกงาน 1 ปีที่ไทย

     ข้อนี้ก็ขึ้นกับทั้งตัวสถาบันที่เรียน และตัวผู้เรียนเองด้วยค่ะ ถ้าได้เรียนในสถาบันที่ดีจริงๆ และใส่ใจในรายละเอียดมากๆ ก็จะมีสอนเรื่องพื้นฐานและหัตถการต่างๆ อย่างเข้มงวดค่ะ แต่ด้วยความที่แทบไม่ได้ใช้เลย เพราะในหลักสูตรแทบจะไม่ได้ลงมือทำอะไรเองจริงๆ ผู้เรียนก็อาจจะติดๆ ขัดๆ ได้

     หรือถ้าเจออาจารย์ที่ไม่สนใจนักศึกษาเท่าไหร่ ผู้เรียนก็อาจจะไม่ได้รับความรู้ในเรื่องเหล่านี้มาจริงๆ บางคนก็บอกว่าแบบนี้ก็เท่ากับว่าเรียนมาแบบไม่ค่อยมีคุณภาพจริงๆ น่ะสิ ก็ถูกค่ะ แต่ก็ไม่ใช่กับทุกสถาบัน

ดราม่า! 'เรียนหมอที่จีน' กลับมาทำอะไรในไทยไม่ได้เลยจริงหรือ!?

3. ตกลงจบหลักสูตร MBBS จากจีนถือว่าเก่งจริงมั้ย

     ข้อนี้มีผู้เรียนมาแสดงความคิดเห็นมากมายค่ะ ส่วนหนึ่งบอกว่าหลักสูตรนี้มันเทียบกับหลักสูตรของไทยไม่ได้จริงๆ (รวมไปถึงของอีกหลายประเทศด้วย) และยอมรับว่าต้องขวนขวายพยายามเองอีกเยอะเพื่อที่จะให้ได้เป็นหมอฝีมือดีในไทย ในขณะที่บางส่วนบอกว่าก็ถ้ากลับมาสอบใบประกอบของไทยผ่านก็ถือว่าเก่งพอแล้วกัน

     จริงๆ ข้อนี้มันขึ้นกับทั้งตัวสถาบัน และตัวผู้เรียนเอง ถ้าเป็นคนเรียนไม่เก่ง ไม่พยายาม แล้วยังไปเรียนในสถาบันที่มุ่งด้านพาณิชย์อย่างเดียว ก็แน่นอนว่าจบมาแบบไม่เก่งแน่ๆ แต่ก็มีบางคนที่มีดีทั้งในตัวเอง และยังได้เรียนในสถาบันที่ค่อนข้างดี จบมาก็จัดว่าค่อนข้างเก่งเช่นกัน เพียงแต่สัดส่วนของคนที่จบมาแล้วสูสีกับคนที่จบหลักสูตรไทยยังจัดว่าน้อยอยู่ เสียงเลยจะเทไปทางฝั่งที่ว่าไม่ค่อยเก่งซะมากกว่าค่ะ


ดราม่า! 'เรียนหมอที่จีน' กลับมาทำอะไรในไทยไม่ได้เลยจริงหรือ!?


คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจเรียน MBBS ที่จีน


1. จะไปเป็นหมอที่ประเทศไหน ให้เช็กก่อนว่าแพทยสภาประเทศนั้นรับรองหลักสูตรนี้จากสถาบันที่จะเรียนมั้ย (ถ้าของไทยดูที่ www.tmc.or.th/foreign_med.php)

2. เลือกสถาบันที่คณะแพทยศาสตร์หลักสูตรปกติติด TOP ต้นๆ ของจีน เพราะคุณภาพของหลักสูตร MBBS จะยังค่อนข้างโอเคอยู่ ถ้าอันดับน้อยกว่านี้ไม่ควรเลือก และควรดูว่ามีเกณฑ์รับสมัครสูงมั้ย ยิ่งสูงยิ่งมีโอกาสเป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพ (หลายคนที่ไปเรียนสถาบันที่อันดับต่ำกว่านี้ลาออกกลางคันเพราะค้นพบว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด ส่วนคนที่จบแล้วก็ไม่ได้ไปเป็นหมอในประเทศที่เจริญด้านการแพทย์มากกว่าจีน)

3. การกลับมาเป็นหมอที่ไทยจะลำบากกว่านักศึกษาในไทยเยอะ มีขั้นตอนต่างๆ มากกว่า การเรียนต่อเฉพาะทางก็ลำบากกว่าด้วย จะหาโรงพยาบาลฝึกก็ยาก

4. ต้องยอมรับว่าด้านวิชาการจะไม่แน่นเท่านักศึกษาในไทย เพราะตัวหลักสูตรไม่ได้ออกแบบมาให้เทียบเท่ากัน นอกจากนี้อาจารย์ผู้สอนส่วนมากจะสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ค่อยดี ถ้าอยากเรียน MBBS จริงๆ ลองดูเป็นหลักสูตรของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักหรือภาษาที่สองของประเทศจะดีกว่า

5. ต้องขยันหาความรู้เอาเองให้มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ด้วยเหตุผลจากข้อ 4 ที่ทำให้การสอนในห้องมีประสิทธิภาพน้อยลง และต้องยอมรับว่าภาคปฏิบัติไม่เยอะเท่าของไทย ถ้าจะกลับมาเป็นหมอในไทย ต้องพยายามเองเป็นส่วนใหญ่

     จริงๆ แพทยสภาก็เคยออกประกาศเตือนให้คิดดีๆ ก่อนเลือกไปเรียนหลักสูตร MBBS ที่จีน แม้จะเป็นประกาศตั้งแต่ปี 2555 แต่ปัจจุบันสถาบันหลายแห่งก็ยังคงการเรียนการสอนแบบนั้นอยู่เหมือนเดิม (อ่านประกาศได้ที่ www.tmc.or.th/detail_news.php?news_id=631 และ www.tmc.or.th/detail_news.php?news_id=632)


    

     จริงๆ ประเด็นนี้ก็มีในประเทศอื่นเช่นกันค่ะ ในอินเดียก็ถกเถียงเรื่องนี้กันมาหลายปีแล้วเพราะนักเรียนที่ไปเรียน MBBS ที่จีนกว่า 80% สอบไม่ผ่านเกณฑ์เป็นหมอของอินเดีย และหมอของอินเดียจำนวนนึงก็แสดงความเห็นเช่นเดียวกับในไทยว่า คนอินเดียที่ไปเรียนหลักสูตรนี้ที่จีนมา กลับมาแล้วก็ยังดูทำอะไรไม่ค่อยเป็น ข้อมูลอะไรก็ไม่ค่อยแม่น แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรนี้จากจีนยังค่อนข้างไม่น่าเชื่อถืออยู่

     ฉะนั้นถ้าใครสนใจจะไปเรียนหลักสูตร MBBS ที่ประเทศจีน ก็ควรพูดคุยกับรุ่นพี่ที่เรียน MBBS จากจีนจบจนกลับมาเป็นหมอที่เมืองไทยดูนะคะว่าเส้นทางตั้งแต่ไปเรียนจนได้เป็นหมอจริงๆ เป็นอย่างไรบ้าง จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ และวางลู่ทางต่างๆ ต่อได้ง่ายมากขึ้นค่ะ



อ้างอิงข้อมูลการจัดอันดับสถาบัน
www.topuniversities.com
อ้างอิงข้อมูลของอินเดีย
www.hindustantimes.com
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=teamstudyabroad

ทีมเรียนต่อนอก - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #เรียนหมอที่จีน #เรียนแพทย์ที่จีน #mbbs #แพทย์อินเตอร์

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    วรพจน์
    Guest IP
    #2
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ข้อมูลที่นำเสนอไม่ค่อยมีอะไรใหม่ผมว่านักเรียนที่สนใจไปเรียนก็รับทราบข้อมูลพวกนี้ไปแล้วแต่ก็ไปเรียนเพราะอาจไม่มีทางเลือกแต่ก็อยากทำงานด้านนี้ ผมว่าน่าจะมีข้อมูลมากกว่านี้เช่น สถิติของการสอบผ่าน ศรว ของนักเรียนที่จบจากจีนเปรียบเทียบกับที่จบในไทย แบบสอบถามความพึงพอใจ ปัญหาของแพทย์ที่ดูแลแพทย์จบจากจีนตอนฝึกงาน รวมไปจนถึงสถิติของแพทย์ที่จบจากจีนที่สอบผ่านจนได้เป็นแพทย์แล้วได้ทำงาน หรือเรียนต่ออย่างไร ทั้งนี้จะได้เป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กนักเรียนในการตัดสินใจไปเรียน ที่สำคัญไปกว่านั้นมันจะเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ไทยที่จะได้อยู่บนพื้นฐานข้อมูลว่าเราเป็นยังไง มีการแข่งขันที่ยุติธรรม มีการพัฒนา ไม่หลอกตัวเอง สุดท้ายไม่อยากให้มองนักเรียนที่ไปเรียนจีนกลุ่มนี้ไม่ดี แต่อยากให้มองว่าพวกเขาเป็นคนเสียสละบุกเบิก ให้เราได้มองเห็นความเจริญก้าวหน้าของอารยประเทศ เป็นตัวเชื่อมประสานสองประเทศ อย่าลืมว่าจีนเองก็พยายามพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆเช่นกันซึ่งเราจะเห็นจากหลายสิ่งที่เขาทำ เขาไปไกลกว่าเราแล้ว เราอย่าจมอยู่กับความคิดเดิมๆแต่เราน่าจะใช้สิ่งนี้เกาะเพื่อก้าวไปข้างหน้าที่ดีที่สุด

    ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?