เรียนที่ไหนดีกว่ากัน? เทียบกันชัดๆ ความแตกต่างการเรียน ป.ตรี “อังกฤษ vs. อเมริกา” []

วิว
     ถ้าพูดถึงประเทศที่น้องๆ ชาว Dek-D.com หลายคนอยากเรียนต่อมากที่สุด พี่เชื่อว่าคำตอบอันดับต้นๆ จะต้องมี “อังกฤษและสหรัฐอเมริกา” แน่นอน และพี่เองก็เชื่อว่าน้องๆ หลายคนคงมีคำถามว่า เรียนที่ไหนดีกว่ากัน? มันแตกต่างกันอย่างไรบ้าง? วันนี้ พี่วุฒิ ได้รวบรวมควมแตกต่างของการเรียนปริญญาตรีทั้งสองประเทศ มาให้น้องๆ ลองอ่านแล้วไปตัดสินใจกันเองว่าชอบที่ไหนมากกว่ากัน แต่ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนว่าบทความนี้จะโฟกัสแค่ระบบการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี จะไม่พูดถึงเรื่องวิธีการสมัครสอบเข้านะครับ :) 


 
เรียนที่ไหนดีกว่ากัน? เทียบกันชัดๆ ความแตกต่างการเรียน ป.ตรี “อังกฤษ vs. อเมริกา”

 

ระยะเวลาในการเรียน
 

     โดยปกติแล้วการเรียนระดับปริญญาตรีที่อเมริกา จะใช้เวลาเรียน 4 ปี แต่ที่อังกฤษจะเรียนแค่ 3 ปี แต่น้องๆ อย่าลืมนะครับว่า ที่อังกฤษเค้าเรียนจบมัธยมจนถึง Year13 ซึ่งจะต่างจากที่ไทยและอเมริกาที่เรียนทั้งหมด 12 ปี (Grade12) ซึ่งใน Year13 ของอังกฤษเนี่ย จะเป็นปีที่เรียนเพื่อเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กอังกฤษครับ ถ้าจะสรุปง่ายๆ คือ สุดท้ายแล้วเด็กอังกฤษและเด็กอเมริกาก็ใช้เวลาเรียนจบปริญญาตรีพร้อมๆ กันอยู่ดี แต่ถ้าใครคิดจะเรียนปริญญาโทต่อเลย ที่อังกฤษก็อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะว่าโดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาเรียนในระดับนี้แค่ 1 ปีเพียงเท่านั้น แต่ถ้าเรียนโทที่อเมริกาอาจใช้เวลาถึง 2 ปีเลย  

 
เรียนที่ไหนดีกว่ากัน? เทียบกันชัดๆ ความแตกต่างการเรียน ป.ตรี “อังกฤษ vs. อเมริกา”

 

การเปิดปิดภาคเรียน
 

อังกฤษ
 
     ที่อังกฤษ ใน 1 ปีการศึกษาจะเรียนทั้งหมด 3 เทอม หรือที่เรียกว่าระบบ “Trimester” แบ่งช่วงของแต่ละเทอมดังนี้
 
1. Michaelmas Term (ตุลาคม - ธันวาคม)
2. Lemt Term (มกราคม - มีนาคม)
3. Summer Term (เมษายน - มิถุนายน)
 
     โดย 2 เทอมแรกจะเป็นเทอมหลักสำหรับการเรียนการสอน ส่วนเทอมสุดท้าย จะเป็นช่วงเวลาที่นักศึกษาในการทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา เพื่อใช้ในการสอบไฟนอลที่ 1 ปี จะมีการสอบเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น! และในระหว่างเทอมนั้น ก็จะมีวันหยุดคั่นอยู่ในทุกๆ เทอม เช่น ในช่วงเดือนธันวาคม จะมีวันหยุด คริสต์มาส ปีใหม่ และในช่วงมีนาและเมษา จะมีวันหยุดวันอีสเตอร์ 
 
อเมริกา   
 
     น้องๆ หลายคนน่าจะพอคุ้นเคยกับการเปิดปิดเทอมของอเมริกา เพราะว่าสถาบันต่างๆ ในไทยได้เริ่มทำตามมาสักพักแล้ว โดยการเรียนจะมีแค่ 2 เทอม ได้แก่
 
1. Fall Semester (สิงหาคม - ธันวาคม)
2. Spring Semedter (มกราคม - พฤษภาคม)
 
     สำหรับวันหยุดโดยส่วนใหญ่จะเป็นไปตามเทศกาลของอเมริกา ที่เห็นชัดๆ ก็คงจะเป็นการหยุดช่วงวันขอบคุณพระเจ้า ในเดือนพฤศจิกายน และหยุดช่วงวันคริสต์มาส ปีใหม่ และจะปิดเทอมใหญ่อีกที ช่วงเดือนมีนาคม

 
เรียนที่ไหนดีกว่ากัน? เทียบกันชัดๆ ความแตกต่างการเรียน ป.ตรี “อังกฤษ vs. อเมริกา”

 

ระบบมหาวิทยาลัย
 

อังกฤษ
 
     โดยส่วนใหญ่แล้ว ทุกๆ มหาวิทยาลัยจะมี “College” ที่แยกออกไป (คล้ายๆ กับคณะในไทย) ซึ่งแต่ละ college จะดูแลและจัดการกันเอง และชีวิตของนักศึกษาส่วนใหญ่ก็จะวนเวียนอยู่แต่ใน college ของตัวเอง ทั้งเรียน ทำงาน กินข้าว พูดเลยว่าจะเจอแต่หน้าซ้ำๆ แค่ใน college ตัวเอง 
 
     และสำหรับการสมัครเข้าเรียนของมหาวิทยาลัยในอังกฤษ น้องๆ จะสามารถเลือกสมัครเรียนกับวิทยาลัยในสาขาที่เราอยากเรียนได้โดยตรง หรือถ้าใครจะนำคะแนนไปยื่นสมัครเรียนผ่านระบบเอนทรานซ์ของอังกฤษ (UCAS) เราก็เลือก college และสาขาที่อยากเรียนได้ตั้งแต่แรก สามารถเลือกได้ 4 - 5 ที่ (คล้ายๆ กับการแอดมิชชั่นของไทย)
 
อเมริกา 
 
     กาเรียนปริญญาตรีของอเมริกาจะมีความแตกต่างจากอังกฤษ อย่างที่บอกไปว่า ที่อังกฤษ น้องๆ จะสามารถเลือกเรียน college และสาขาที่สนใจได้ตั้งแต่แรกเลย แต่ของอเมริกานั้น ในช่วงสองปีแรก น้องๆ จะต้องทำการศึกษาแบบกว้างๆ ไปก่อน อารมณ์ประมาณว่าเรียนวิชาศึกษาทั่วไป หรือที่นักศึกษาไทยเรียกว่า ‘วิชามอ’ ตัวอย่างวิชา เช่น วรรณคดี, วิทยาศาสตร์, สังคมศาสตร์, ศิลปศาสตร์, ประวัติศาสตร์ และวิชาอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งการเรียนแบบนี้จะช่วยให้นักศึกษารู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยากเรียนต่อสาขาเฉพาะทางด้านใดต่อ 
 
     อีกเรื่องที่ควรรู้คือ มหาวิทยาลัยของอเมริกาจะมีการเรียกคณะว่า “School”  ซึ่งจะได้เลือกเรียนประมาณปี 2 และได้เรียนใน school จริงๆ ในช่วงปี 3 และหลังจากที่เราได้เลือก school ใดไปแล้วก็ตาม และถ้ายังอยากที่จะเรียนวิชาเลือกอื่นๆ ต่างคณะ เราก็สามารถทำได้ จึงถือว่ามีความยืดหยุ่นกว่าของอังกฤษ ที่จะเรียนแค่เฉพาะ college และโฟกัสอยู่แค่สาขาของตัวเอง

 
สรุป 
     การเรียนปริญญาที่อเมริกาค่อนข้างที่จะมีอิสระและยืดหยุ่นมากกว่าที่อังกฤษ ที่สามารถเลือกเรียนวิชาเลือกต่างคณะได้ ต่างจากที่อังกฤษที่จะเน้นเรียนแค่เฉพาะสาขาของตัวเอง ถ้าใครจะเรียนวิชาเลือก ก็อาจจะเรียนได้ไม่มากนัก อย่างมากก็แค่เรียนได้แค่ตัวสองตัว แต่ก็ต้องเข้าใจว่า ด้วยความที่ระยะเวลาค่อนข้างจำกัดในการเรียนแค่ 3 ปี จึงต้องเน้นที่วิชาหลักของ college มากกว่า  

 
เรียนที่ไหนดีกว่ากัน? เทียบกันชัดๆ ความแตกต่างการเรียน ป.ตรี “อังกฤษ vs. อเมริกา”

 

ระบบการเรียน 
 

     ถ้าพูดการเรียนการสอนแล้วอาจจะไม่แตกต่างกันมาก บรรยากาศในห้องเรียนก็อาจจะคล้ายๆ กัน แต่ก็จะมีความแตกต่างอยู่บ้าง อย่างเวลาที่เราจะเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง อาจารย์จะแจกแผนการเรียนการสอนของวิชานั้นๆ (Course Syllabus) ถ้าเป็นของมหาวิทยาลัยที่อังกฤษส่วนใหญ่ ในแผนการเรียนนั้นจะบอกแค่ว่าอุปกรณ์ในการเรียนของรายวิชานั้นมีอะไรบ้าง ต้องใช้อะไรบ้าง จะไม่บอกรายละเอียดว่าสัปดาห์นี้เรียนเรื่องนี้ ชั่วโมงนี้จะเรียนเรื่องนี้ นักศึกษาจะต้องจัดการเอง อ่านหนังสือเตรียมตัวเอง ไม่มีคนมาคอยบอกว่าว่าชั่วโมงหน้าจะเรียนเรื่องนี้นะ จะต้องไปอ่านล่วงหน้า แบบนี้แทบจะไม่มีเลย ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่ปลูกฝังให้นักศึกษามีความรับผิดชอบเป็นของตัวเอง
 
     แต่ถ้าเป็นระบบของอเมริกา ในแผนการเรียนการสอนจะระบุรายละเอียดไว้ครบว่า ในแต่วันจะเรียนเรื่องอะไรบ้าง นักศึกษาควรอ่านเรื่องอะไรมาก่อน ซึ่งระบบนี้ก็จะคล้ายๆ กับหลายๆ มหาวิทยาลัยในไทยทำกัน   

 
เรียนที่ไหนดีกว่ากัน? เทียบกันชัดๆ ความแตกต่างการเรียน ป.ตรี “อังกฤษ vs. อเมริกา”

 

การบ้านและการให้เกรด 
 

อังกฤษ
 
     เป็นปกติในการเรียนที่จะต้องมีคะแนนแบบฝึกหัด การบ้าน หรือการทำรายงาน แต่สำหรับที่อังกฤษนั้น ถึงแม้จะมีงานให้นักศึกษาทำ แต่คะแนนที่ได้นั้นก็ไม่ได้เยอะเลยครับ อาจจะเป็นแค่เพียงคะแนนเสริมด้วยซ้ำ เพราะว่าคะแนนในส่วนการบ้าน ส่วนใหญ่จะให้คะแนนแค่เพียง 5-10% เพียงเท่านั้น และอย่างที่พี่ได้บอกไปข้างต้นว่า ที่อังกฤษ ใน 1 ปีการศึกษานั้น จะมีการสอบแค่เพียงครั้งเดียว ใช่ครับ! ที่อังกฤษจะไม่มีการสอบย่อย สอบมิดเทอม แต่จะสอบไฟนอลทีเดียวจบเลย และคะแนน 100% การตัดเกรดก็จะมาจากการสอบไฟนอลนี่แหละ นักศึกษาจึงจะต้องอ่าน อ่านและอ่าน! ในช่วง Summer Term ที่ใช้สำหรับการทบทวนอ่านหนังสือ เพราะการสอบเพียงแค่ครั้งเดียวสามารถตัดสินชะตาชีวิตได้เลย โหดมากกก! (บางคณะสาขาในไทยก็ใช้ระบบนี้เหมือนกัน)
 
อเมริกา 
 
     ถ้าพูดถึงระบบของอเมริกา พี่คิดว่าน้องๆ หลายคนน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะว่าในไทยใช้ระบบนี้ กล่าวคือ จะมีการแบ่งคะแนนเป็นสัดส่วน ทั้งคะแนนเก็บจากชิ้นงาน คะแนนสอบย่อย สอบมิดเทอม และสอบไฟนอล ส่วนการให้เกรดก็แล้วแต่เกณฑ์ของแต่ละที่ว่าจะให้อย่างไร จึงถือว่าระบบนี้มีความยืดหยุ่นมากกว่าของอังกฤษเยอะเลย  

 
เรียนที่ไหนดีกว่ากัน? เทียบกันชัดๆ ความแตกต่างการเรียน ป.ตรี “อังกฤษ vs. อเมริกา”

 

ค่าเล่าเรียน
 

     ถ้าพูดถึงเรื่องค่าครองชีพ โดยรวมแล้วที่อเมริกาจะค่อนข้างถูกกว่าอังกฤษ แต่ถ้าพูดถึงค่าเล่าเรียนทั้ง 2 ประเทศนั้น บอกได้เลยว่าห่างไกลคำว่าถูกทั้งคู่เลยครับ 5555 ว่าแล้วเราก็มาเปรียบเทียบค่าเล่าเรียนระหว่างอังกฤษและอเมริกาดีกว่า
 
อังกฤษ
 
     โดยปกติแล้วค่าเล่าเรียนต่อปี จะสตาร์ทประมาณ 9,000 ปอนด์ หรือเกือบๆ 4 แสนบาทไทย แต่ราคานี้เป็นราคาของนักศึกษาอังกฤษและคนยุโรปนะครับ ถ้าเป็นนักศึกษาต่างชาติแบบเราๆ ก็อาจจะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มไปอีก ขั้นต่ำก็จะเริ่มต้นที่ประมาณ 12,000 ปอนด์ (ประมาณ 5 แสนกว่าบาท) โดยส่วนใหญ่แล้วเรทราคาค่าเรียนหลายๆ สถาบันก็จะประมาณนี้ รวมถึงมหา’ลัยดังๆ อย่างอ๊อกซ์ฟอร์ดด้วยเช่นกัน แต่ถ้าน้องๆ คิดว่าคงจ่ายไม่ไหวแน่ๆ พี่แนะนำให้ลองสมัครทุนการศึกษาของแต่ละมหาวิทยาลัยดูครับ เพราะหลายสถาบันมักจะแจกทุนเรียนต่อสำหรับนักศึกษาต่างชาติตลอดปีเลย และมีเยอะมากๆ เลยด้วย 
 
อเมริกา
 
     อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าโดยส่วนใหญ่แล้วค่าเล่าเรียนที่อเมริกาจะแพงกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถาบันของแต่ละรัฐด้วย รวมไปถึงมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชน ก็จะมีค่าธรรมเนียมที่ต่างกัน ถ้าเป็น ม.เอกชน ค่าเรียนต่อปี ตกปีละประมาณ 29,000 ดอลลาร์ หรือเกือบๆ หนึ่งล้านบาทเลยทีเดียว และบางสถาบันก็มีราคาสูงลิ่วตกปีละประมาณ 50,000 ดอลลาร์ก็มีเหมือนกัน ดังนั้น หลายๆ สถาบันจึงมีการมอบทุนให้กับนักศึกษาต่างชาติที่สนใจมาเรียนอยู่เสมอ 

 
เรียนที่ไหนดีกว่ากัน? เทียบกันชัดๆ ความแตกต่างการเรียน ป.ตรี “อังกฤษ vs. อเมริกา”


 
     ถึงแม้ว่าทั้งอังกฤษและอเมริกาจะเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีมากๆ แต่ก็ยังมีรายละเอียดของระบบการศึกษาที่แตกต่างกัน ถ้าจะให้บอกว่าเรียนที่ไหนดีกว่ากัน ก็คงจะบอกไม่ได้ เพราะนอกจากเรื่องระบบการศึกษาแล้ว ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ดังนั้น ถ้าเราสนใจที่จะเรียนต่อจริงๆ ก็ควรมีศึกษาและค้นหาข้อมูลไว้ล่วงหน้า หรืออาจจะสอบถามรุ่นพี่ที่ไปเรียนต่อทั้ง 2 ประเทศ แล้วลองมาชั่งน้ำหนักดูว่าเราชอบที่ไหนมากกว่ากัน ระหว่างที่ตัดสินใจก็ควรเตรียมตัวเรื่องคุณสมบัติต่างๆ เกรด ผลสอบที่ใช้ในการสมัคร และเอกสารต่างๆ ควรเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ  

 
Source:
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=wut_

พี่วุฒิ - ผู้เขียน

มนุษย์ 4 มิติผู้หลงใหลในเพลงเกาหลี ชาเนสที และหมูกระทะ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #เรียนต่อนอก #อังกฤษ #อเมริกา #เรียนต่ออังกฤษ #เรียนต่ออเมริกา #UK #USA

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?