พาไปดู "ระบบแอดมิชชั่น" ใน 4 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "การศึกษาดีที่สุดในโลก" !! []

มาดูกันว่า ประเทศที่มีระบบการศึกษาระดับท็อปของโลก เค้ามีระบบแอดมิชชั่นอย่างไรบ้าง?
29,302 5
     ในขณะที่ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของบางประเทศยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เด็กๆ หลายต่อหลายรุ่น นอกจากจะเป็นทั้งผู้ล่าฝันของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นหนูทดลองให้กับระบบการสอบในเวลาเดียวกัน แต่พอลองมองไปดูที่ประเทศอื่นๆ นอกจากจะมีระบบการเรียนการสอนที่ดีแล้ว ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังมีการจัดการได้ดีอีกด้วย วันนี้ พี่วุฒิ จะพาน้องๆ ชาว Dek-D ไปดูว่า ประเทศที่มีระบบการศึกษาดีเยี่ยมและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มาดูกันว่ามีระบบสอบเข้าอย่างไรบ้าง... ʢᵕᴗᵕʡ    


 

ประเทศฟินแลนด์
 

พาไปดู "ระบบแอดมิชชั่น" ใน 4 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "การศึกษาดีที่สุดในโลก" !!

 
     นอกจากขึ้นชื่อเรื่อง 'แสงเหนือ' แล้ว ฟินแลนด์ ก็ยังเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก และไม่ใช่แค่ระบบการเรียนการสอนที่มีความยืดหยุ่นและเอื้อให้เด็กนักเรียนรู้ตัวถึงความชอบของตัวเอง ในส่วนของระบบการสอบคัดเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัยก็ดีงามไม่แพ้กัน ที่ฟินแลนด์มีระบบแอดมิชชั่นที่ชื่อว่า “The Finnish Matriculation Examination” แปลเป็นไทยก็คือ ‘การสอบคัดเลือกนักศึกษาของฟินแลนด์’ ซึ่งความเก๋ของระบบนี้คือ “เป็นทั้งการสอบจบ ม.6 และ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย” แต่คนที่จะสอบได้นั้นก็ต้องเรียนให้ครบทุกวิชาและทำคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของรายวิชานั้นๆ 
 
     และที่ดีงามกว่านั้นคือ เกรดเฉลี่ยที่จะนำไปยื่นเรียนต่อมหาวิทยาลัย จะไม่นำเกรดทุกวิชามาคิดเฉลี่ยรวมเป็น GPAX เพราะในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของฟินแลนด์ จะใช้แค่คะแนนเกรดแค่เฉพาะวิชาที่สาขานั้นๆ กำหนด และ GPAX ที่นำมาใช้ในการเรียนต่อมหา’ลัย จะใช้แค่เฉพาะของ ม.6 พูดง่ายๆ คือ ของ ม.4-5 แทบจะไม่นำมาคิดเลยด้วยซ้ำ (มีบางมหา’ลัยที่คิด แต่น้อยมากๆ) แบบนี้จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่เราจะเห็นว่าเด็กฟินแลนด์ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเคร่งเรื่องเกรดกันจนมากเกินไป แต่จะตั้งใจทำเกรดเฉพาะวิชาที่ตังเองจะนำไปยื่นสอบเข้าให้ดีก็พอ ซึ่งค่อนข้างต่างจากไทยที่เด็กนักเรียนจะต้องนำเกรดทุกวิชามาเฉลี่ยเป็น GPAX ในการยื่นสอบเข้าเรียนต่ออุดมศึกษา 

 
     สำหรับการสอบ Matriculation นั้น จะจัดสอบ 2 ครั้งต่อปี คือในช่วงฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง  มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะใช้แค่คะแนนสอบอันนี้เพื่อเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก แต่บางมหาวิทยาลัยก็อาจจะมีการจัดสอบคัดเลือกแยกอีกที เพื่อเป็นการคัดกรองคนอีกด่านนึง  และในการสอบเข้าของฟินแลนด์นั้น จะสอบแค่เพียง 4 วิชาครับ ใช่ครับ น้องๆ อ่านไม่ผิด 555555 เพราะอย่างที่บอกไปว่าเด็กฟินแลนด์จะโฟกัสทำคะแนนแค่วิชาที่สาขาที่ตัวเองอยากเรียนต่อให้ดีก็พอ ซึ่งเกณฑ์ของแต่ละสาขาวิชาก็ต้องไปดูประกาศของแต่ละสถาบันไว้ก่อนแต่แรก และวิชาที่เด็กฟินแลนด์จะต้องสอบมีดังต่อไปนี้ 
 
1.  Second Domestic Language
 
     ประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศที่พูด 2 ภาษา คือ ภาษาฟินแลนด์และภาษาสวีเดน วิชานี้เป็นวิชาบังคับในการสอบ กล่าวคือ คนที่พูดฟินแลนด์เป็นภาษาแม่จะต้องสอบภาษาสวีเดน ส่วนคนที่พูดภาษาสวีเดนเป็นภาษาแม่จะต้องสอบภาษาฟินแลนด์      
 
2. Foreign Language
 
     นอกจากภาษาแม่ของตัวเองแล้ว เด็กฟินแลนด์จะเลือกสอบวิชาภาษาต่างประเทศ โดยเลือกมา 1 วิชาตามความถนัดของตัวเอง โดยส่วนใหญ่เด็กฟินแลนด์จะเลือกสอบภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาอิตาเลียน และยังมีให้เลือกอีกหลายภาษา รวมถึงพวกภาษาถิ่นพื้นเมืองด้วย โดยในการสอบจะมีให้เลือกทำข้อสอบระดับ Advance สำหรับคนที่เชี่ยวชาญมากๆ กับ ระดับ Immediate สำหรับคนที่มีพื้นฐานปานกลาง 
 
3. Maths
 
     วิชาคณิตศาสตร์ก็เป็นอีกวิชาที่เป็นวิชาบังคับสอบ แต่ก็สามารถเลือกระดับในการสอบได้เหมือนกับสอบภาษาต่างประเทศ คือเลือกทำข้อสอบง่ายหรือข้อสอบยาก แล้วแต่ว่าเราสะดวกแบบไหน แต่มีข้อแม้คือ ถ้าเราเลือกทำข้อสอบภาษาต่างประเทศระดับปานกลาง ก็จะต้องสอบคณิตศาสตร์ระดับยาก หรือถ้าเลือกสอบคณิตระดับยาก ก็สามารถเลือกสอบภาษาต่างประเทศในระดับปานกลางได้ โอ๊ย ดีงามอะไรเบอร์นี้อะ!
 
4. วิชาอื่นๆ 
 
     วิชานี้เป็นวิชาที่แล้วแต่ว่าเราจะเลือกสอบวิชาไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาคะแนนไปยื่นเข้าสาขาที่เราต้องการ โดยจะมีวิชาให้เลือก 13 วิชา ซึ่งจะเป็นวิชาที่เราเรียนทั้งนั้นนั่นแหละ สามารถเลือกสอบแค่ 1 วิชาก็ได้ หรือใครอยากจะตุนคะแนนไว้เผื่อยื่นหลายๆ สาขา ก็สามารถเลือกสอบได้หลายวิชาแล้วแต่เราต้องการ (พิมพ์ไปก็อิจฉาไปครับ พูดแค่นี้)

 
     ความดีงามของระบบการสอบเข้าของฟินแลนด์ยังไม่หมดแค่นี้นะครับ ถ้าคนไหนคะแนนไม่ดี ไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะยื่น ก็สามารถสอบแก้ตัวได้ แต่สอบให้ครบทุกวิชาที่ตัวเองต้องการ ให้ครบภายใน 3 ฤดูกาลสอบ เช่น ถ้าสอบไม่ผ่านฤดูกาลนี้ ก็ยังมีเวลาให้แก้ตัวอีก 2 สนาม รวมๆ เวลาก็ประมาณ 1 ปีเต็มๆ และยังไม่พอครับ น้องๆ สามารถสอบรีเกรด หรือสอบซ้ำจนกว่าคะแนนตัวเองจะเป็นที่พอใจได้ อีกทั้งถ้าสมมติคะแนน 4 วิชาที่เราจะใช้ในการยื่นสอบเข้ามหา’ลัย มีตัวใดตัวนึงไม่ผ่านเกณฑ์ เราก็สามารถใช้เกรดจากวิชาอื่นๆ ที่เราทำได้ดีมาเป็นคะแนนชดเชยได้อีก โอ้โห อึ้งมั้ยล่ะ! และในขั้นตอนสุดท้าย เมื่อเราสอบแอดมิชชั่นผ่าน ก็จะได้รับประกาศนียบัตรพร้อมหมวกกัปตันอย่างในรูปที่พี่โชว์นี่แหละครับ น่ารักมากเลยยยย   

 
พาไปดู "ระบบแอดมิชชั่น" ใน 4 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "การศึกษาดีที่สุดในโลก" !!
ปัจจุบันฟินแลนด์เริ่มมีการสอบแอดมิชชั่นผ่านระบบคอมพิวเตอร์
ที่มีชื่อว่า "Digital Matriculation Exam" 


 

ประเทศสิงคโปร์
 

พาไปดู "ระบบแอดมิชชั่น" ใน 4 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "การศึกษาดีที่สุดในโลก" !!

 
     ถ้าพูดถึงระบบการศึกษาของสิงคโปร์ นอกจากจะเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียแล้ว ยังติดอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย เพราะว่าการเรียนการสอนของสิงคโปร์นั้น เรียกได้ว่าเข้มข้นทุกระดับชั้นเลยครับ แม้แต่การสอบเข้าระดับประถมศึกษาก็มีการแข่งขันที่สูงมาก และมีการจัดอันดับแบบจริงจังมากด้วย และสำหรับระดับมัธยมศึกษาที่สิงคโปร์จะเรียนแค่ 4 ปีเท่านั้น แต่วุฒิการศึกษาสามารถเทียบเท่ากับจบ ม.6 ที่ไทยเลย แต่ก่อนจะเรียนต่อมัธยมได้ เด็กสิงคโปร์จะต้องสอบแยกเรียนต่อออกเป็น 2 ระบบ ดังนี้ 
 
- 4 Year Express 
 
     คนที่สอบผ่านส่วนใหญ่จะเป็นคนที่หัวกะทิมากๆ และหลังจากเรียนจบ 4 ปี จะต้องสอบ O-Level เพื่อเรียนต่อ Junior College อีก 2 ปี (เป็นการเรียนเตรียมตัวเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย) ซึ่งการเรียนในระดับนี้ จะเทียบเท่ากับการเรียน A-Level ที่นิยมใช้กันประเทศอังกฤษ และหลังจากเรียนจบก็สามารถสอบ A-Level เพื่อนำผลคะแนนไปใช้ยื่นสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัย  
 
- 4 Year Normal     
 
     ส่วนคนที่สอบได้ระบบ 4 Year Normal ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ตั้งใจจะเรียนต่อ ‘โปลิเทคนิค’ อาจคล้ายๆ กับอาชีวศึกษาของบ้านเรา แต่การเรียนการสอนของที่นี่ก็มีคุณภาพมาก และหลังจากเรียนจบ 4 ปี จะต้องสอบ N-Level เพื่อเรียนต่อ 1 Year Foundation ซึ่งเป็นการเรียนปรับพื้นฐาน 1 ปี เพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยโปลิเทคนิค แต่ถ้าใครที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัยระดับท็อปๆ ของประเทศ ก็อาจจะต้องเรียนและสอบ A-Level อีกที ซึ่งอาจจะใช้เวลานานกว่าพวกที่เรียนแบบ 4 Year Express 

 
พาไปดู "ระบบแอดมิชชั่น" ใน 4 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "การศึกษาดีที่สุดในโลก" !!

 
      ที่ประเทศสิงคโปร์อาจจะไม่ได้มีระบบการสอบกลางเหมือนกับที่ไทย เพราะอย่างที่บอกไปว่า ที่นั่นเค้ามีการคัดกรองโดยการสอบหลายด่านตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา จึงทำให้เด็กหลายคนรู้ตัวเองว่าอยากเรียนอะไรตั้งแต่เนิ่นๆ ส่วนคนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยระดับท็อปๆ ของประเทศจริงๆ ก็จะตั้งใจสอบเพื่อให้ตัวเองได้เข้ามาเรียนในระบบ 4 Year Express และ Junior College เพื่อจะได้มีเรียนและมีผลสอบ A-Level ไปใช้ในการยื่นเรียนต่อมหาวิทยาลัย 

 
พาไปดู "ระบบแอดมิชชั่น" ใน 4 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "การศึกษาดีที่สุดในโลก" !!

 
     น้องๆ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าหลักสูตร A-Level คืออะไร? พี่จะอธิบายแบบคร่าวๆ ก็คือ ในการเรียนหลักสูตรนี้ นักเรียนจะต้องเลือกเรียน 3-4 วิชา จากจำนวนหลายวิชาของ A-Level ที่โรงเรียนเปิดสอน ถ้าเป็นพวกโรงเรียนใหญ่ๆ จะมีวิชาเปิดสอนเยอะมาก พอเห็นแบบนี้น้องๆ อาจจะคิดว่า วิชาเรียนน้อยจัง คงง่ายๆ สบายแน่ๆ แต่ตัดภาพมาที่ความจริงแล้ว การเรียนการสอบของ A-Level นั้นเข้มข้นมากกกก (ก.ไก่ล้านตัว) และจะมีการสอบวัดผลออกมาเป็นเกรด A* A B C D E จากนั้นก็ก็จะนำคะแนนไปยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าใครอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยดังๆ อย่างน้อยเกรดที่ได้ควรได้ต้อง A ทุกวิชา ถ้าใครที่ยังรู้สึกว่าเกรดตัวเองไม่ดี ก็สามารถสอบใหม่ได้จนกว่าจะได้เกรดที่ต้องการ 
 
     ความจริงแล้วการเรียนแบบนี้ พี่ว่ามันมีข้อดีตรงที่เราสามารถเลือกเรียนวิชาที่เราชอบได้ ไม่ต้องไปเรียนจับฉ่ายหลายวิชา เราสามารถเลือกเรียนเฉพาะแค่วิชาที่เราอยากใช้ไปสอบเข้าเรียนต่อจริงๆ ซึ่งตัวเราเองจะต้องเช็กแต่แรกว่า “สาขาและมหาวิทยาลัยที่เราอยากเข้า” เค้าได้กำหนดว่าจะต้องใช้ผลสอบ A-Level วิชาใดบ้าง ซึ่งแต่ละที่อาจมีการกำหนดเกณฑ์ไม่เหมือนกัน (อ่านรายละเอียด “หลักสูตร A-Level” เพิ่มเติมได้ที่ คลิกที่นี่)

 

ประเทศอังกฤษ
 

พาไปดู "ระบบแอดมิชชั่น" ใน 4 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "การศึกษาดีที่สุดในโลก" !!
 
     ที่ประเทศอังกฤษจะมีระบบสมัครเข้าเรียนปริญญาตรีของส่วนกลางที่ชื่อว่า Universities and Colleges Admissions Service หรือที่เรียกว่า “UCAS” โดยขั้นตอนการสมัครนั้นก็อาจจะคล้ายๆ กับแอดมิชชั่นของบ้านเรา ที่สามารถเลือกคณะ สาขา มหาวิทยาลัยที่อยากเรียนได้สูงสุดถึง 5 อันดับ และคนที่จะสมัครได้ส่วนใหญ่จะต้องเรียนจบจากหลักสูตร A-Level โดยจะต้องเข้าไปสมัครที่เว็บไซต์ www.ucas.com และสิ่งที่เราต้องเตรียมเพื่ออัปโหลดเป็นข้อมูลการสมัครระบบ UCAS มีดังต่อไปนี้
 
Transcript (ใบรับรองผลการเรียน ) 
- ใบรับรองจากสถาบันการศึกษา 
- ผลคะแนน IELTS/TOEFL เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
- Letter of Recommendation จดหมายแนะนำจากอาจารย์หรือบุคคลที่น่าเชื่อถือได้  
- Statement of Purpose หรือ เรียงความที่จะทำให้กรรมการผู้คัดใบสมัครรู้จักเรามากขึ้น
- Resume

 
พาไปดู "ระบบแอดมิชชั่น" ใน 4 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "การศึกษาดีที่สุดในโลก" !!

 
     จากนั้นเมื่อเราอัปโหลดข้อมูลและเอกสารเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องรอว่าจะมีมหาวิทยาลัยไหนตอบรับเราเข้าเรียนบ้าง ซึ่งตรงนี้จะต่างจากแอดมิชชั่นของไทยที่จะสามารถสอบติดได้แค่เพียงที่เดียว แต่ถ้าเป็นของ UCAS ถ้าคนไหนที่เรียนเก่งจริงๆ สอบติดครบหมดทั้ง 5 ที่ เราก็สามารถเลือกเองได้อีกทีว่าจะเรียนที่ไหน หรือบางคนถึงแม้ว่าอาจจะได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยมาแล้ว แต่ทางมหาวิทยาลัยเห็นว่าเรายังขาดทักษะภาษาอังกฤษ เค้าก็อาจจะยื่นข้อเสนอให้เราเรียนคอร์สปรับฟื้นฐาน 1 ปี ของมหาวิทยาลัยมาให้เรา (Foundation) และจากนั้นก็สามารถเรียนระดับปริญญาตรีได้เลย
 
     ส่วนตัวพี่ชอบระบบ UCAS ตรงที่ไม่ต้องสอบอะไรให้เยอะแยะวุ่นวาย และระบบการคัดเลือกก็ค่อนข้างแฟร์กับผู้สมัคร และถ้าใครที่ยังสอบไม่ผ่านจริงๆ ก็ยังสามารถยื่นสมัครในรอบเก็บตกที่มีชื่อว่า “UCAS Clearing” ได้อีก เรียกได้ว่าระบบแอดมิชชั่นของอังกฤษนั้นมีการวางแผนมาดี เข้าใจง่ายและไม่ยุ่งยากจนมากเกินไป   

 

ประเทศเกาหลีใต้
 

พาไปดู "ระบบแอดมิชชั่น" ใน 4 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "การศึกษาดีที่สุดในโลก" !!

 
     ประเทศเกาหลีใต้เป็นอีกประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีมากๆ มีการเรียนการสอนอย่างเข้มข้นและค่อนข้างกดดัน เด็กเกาหลีใต้ส่วนใหญ่จึงมีความจริงจังต่อการเรียนสุดๆ และถ้าพูดถึงระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของแดนโสมขาวนี้ ก็บอกได้เลยว่าโหดสุดอะไรสุด ที่เกาหลีใต้มีระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า College Scholastic Ability Test (CSAT) หรือที่หลายคนรู้จักว่า “ซูนึง (수능)” โดยผลสอบซูนึงสามารถนำไปยื่นสอบเข้าได้ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชน และใน 1 ปีจะจัดสอบแค่เพียงครั้งเดียว และจัดสอบทุกวิชาแค่เพียงวันเดียวเท่านั้น (ชี้เป็นชี้ตายกันเลยทีเดียว) และจะจัดสอบในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี 
 
     ในปัจจุบัน วิชาที่ใช้ในการสอบซูนึงมีหลักๆ ดังต่อไปนี้ 
 
1. ภาษาประจำชาติ (วิชาบังคับ)
2. คณิตศาสตร์ (วิชาบังคับ)
3. ภาษาอังกฤษ (วิชาบังคับ)
4. ประวัติศาสตร์เกาหลี (วิชาบังคับ)   
5. สังคมศึกษา / วิทยาศาสตร์ / อาชีวศึกษา (เป็นวิชาเลือก สามารถเลือกสอบได้มากที่สุดหมวดละ 2 วิชา)
6. ภาษาต่างประเทศ (เลือกสอบ 1 วิชา)
 
     โดยส่วนใหญ่แล้ววิชาที่เราจะเลือกสอบนั้น ผู้สมัครแต่ละคนก็ต้องดูมาก่อนว่าคณะและสถาบันที่เราอยากจะเรียนต้องใช้วิชาอะไรบ้าง เพราะวิชาที่ต้องสอบนั้นจะถูกกำหนดโดยคณะและมหาวิทยาลัยที่เราต้องการจะเข้า แต่ละที่มีเกณฑ์ไม่เหมือนกัน บางครั้งคณะเดียวกัน สาขาเดียวกันแต่ละต่างมหาวิทยาลัย คะแนนที่ใช้ก็ต่างกัน จะไม่เหมือนกับของไทยที่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้คะแนนวิชาสอบเหมือนๆ กัน ดังนั้น เด็กเกาหลีส่วนใหญ่จึงต้องมีเป้าหมายและรู้ตัวเองเลยว่า ต้องการจะเข้าคณะหรือมหา’ลัยไหน เพราะจะได้เลือกสอบถูกวิชา  

 
พาไปดู "ระบบแอดมิชชั่น" ใน 4 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "การศึกษาดีที่สุดในโลก" !!

 
     นอกจากจะจัดสอบแค่เพียงวันเดียวแล้ว หลังจากสอบเสร็จก็สามารถรู้คะแนนของตัวเองได้เลย เพราะว่ากระดาษคำตอบที่ถูกต้องจะถูกเผยออกมาทันทีหลังจากสอบเสร็จ และหลังจากนั้นก็นำผลคะแนนไปยื่นตามมหาวิทยาลัยที่ตัวเองอยากสอบเข้า แน่นอนว่ามีทั้งคนสอบได้และสอบไม่ได้ สำหรับคนที่สอบไม่ติด ถ้ายังมีแรงฮึดสู้ต่อ ปีหน้าก็มาสอบใหม่ เพราะว่าการสอบซูนึงไม่ได้จำกัดอายุของผู้เข้าสอบ จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นว่าในทุกๆ ปี จะมีผู้คนหลากหลายวัยตั้งแต่เด็กนักเรียนไปยันเหล่าอาจุมม่า เข้าร่วมสอบด้วย และแต่ละปีนั้นก็จะมีผู้เข้าร่วมสอบไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน พูดได้เลยว่าอัตราการแข่งขันสูงมากๆ ยอมแล้วววว

 
พาไปดู "ระบบแอดมิชชั่น" ใน 4 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "การศึกษาดีที่สุดในโลก" !!

 
     ที่เกาหลีใต้จะให้ความสำคัญกับการสอบซูนึงมากๆ เรียกว่าเป็นวาระแห่งชาติเลยก็ว่าได้ หลายๆ ภาคส่วนจะให้ความร่วมมือกับการสอบในวันนี้ เช่น ห้างสรรพสินค้าและตลาดหลักทรัพย์จะเปิดช้ากว่าปกติ 1 ชั่วโมง และในช่วงการทดสอบการฟังภาษาอังกฤษ จะห้ามเครื่องบินบินผ่าน เพราะเสียงเครื่องบินอาจจะรบกวนการสอบได้ รวมถึงระบบขนส่งมวลชนในประเทศก็จะคอยบริการรับ-ส่งนักเรียนให้ทันช่วงเวลาสอบ เรียกว่าทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญกับวันนี้สุดๆ เพราะมันอาจะเป็นวันกำหนดชะตาชีวิตของคนๆ นึงได้เลย 

 
พาไปดู "ระบบแอดมิชชั่น" ใน 4 ประเทศที่ขึ้นชื่อว่า "การศึกษาดีที่สุดในโลก" !!

ภาพนักเรียนเกาหลีเช่าห้องอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำเพื่อเตรียมตัวสอบซูนึง
Cr. https://twitter.com/bluesherbet_/status/976828081762521088



 
     พอเห็นระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของแต่ละประเทศแล้ว ส่วนตัวพี่ชอบของประเทศฟินแลนด์มากกกกก ต้องยอมรับเลยว่าตั้งแต่ระบบการเรียนการสอน จนถึงระบบแอดมิชชั่นของเค้ามีการวางแผนมาดีจริงๆ และค่อนข้างแฟร์กับผู้สมัครสุดๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฟินแลนด์ถึงถูดจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก 

     แล้วน้องๆ ชาว
Dek-D ล่ะครับ รู้สึกชอบระบบแอดมิชชั่นของประเทศไหนกันบ้าง? ʕ→ᴥ←ʔ

 
Source:
#Studyabroad #เรียนต่อนอก #UCAS #CSAT #ซูนึง #A-Level #เรียนต่อสิงคโปร์ #เรียนต่อเกาหลี #เรียนต่ออังกฤษ #TCAS #แอดมิชชั่น ##dek61 ##dek62 #เรียนต่อฟินแลนด์ #ฟินแลนด์ #Matriculation

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

4 ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?