เปิด 5 สูตรลับฉบับ ‘ไอซ์แลนด์’ จากทีมที่เริ่มจากศูนย์ สู่การเป็นทีมดาวรุ่งใน #ฟุตบอลโลก2018 []

"ไอซ์แลนด์" จากความพยายาม ที่เริ่มต้นจากศูนย์ สู่การเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2018
4,081 0
     ถ้าพูดถึงกระแสที่มาแรงสุดๆ ในตอนนี้ จะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจาก FIFA World Cup 2018 หรือ การแข่งขันฟุตบอลโลกที่หลายคนรู้จัก ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมที่เปิดน่าจับตามองและถูกพูดถึงมากที่สุดก็คงจะเป็น “ทีมฟุตบอลจากประเทศไอซ์แลนด์” ซึ่งได้เข้าร่วมสังเวียนลูกหนังโลกเป็นครั้งแรก แถมประเดิมสนามโดยการสร้างประวัติศาสตร์ หลังทำแต้มเสมอทีมรองแชมป์เก่าอย่าง ประเทศอาร์เจนตินา 
 
     พอพูดแบบนี้น้องๆ ชาว Dek-D อาจจะคิด แล้วมันน่าสนใจตรงไหนเหรอ? ตอนแรกพี่ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่พอไปสืบไปเรื่อยๆ ก็พบจุดที่น่าสนใจตรงที่ว่า ไอซ์แลนด์ใช้เวลาเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น ในการก่อร่างสร้างทีมฟุตบอลให้แข็งแกร่งจนสามารถทะลุผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลโลก และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทีมชาติมนุษย์น้ำแข็งได้สร้างเรื่องพีคๆ ในสนามบอล เพราะย้อนไปเมื่อบอลยูโร 2016 ทีมชาติไอซ์แลนด์ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ในการล้มทีมยักษ์ใหญ่ระดับตำนานอย่าง ‘ทีมชาติอังกฤษ' มาแล้ว พอพูดแบบนี้น้องๆ สงสัยเหมือน พี่วุฒิ มั้ยครับว่าทำไมไอซ์แลนด์ถึงสามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่งในระยะเวลาสั้นๆ ได้ขนาดนี้ ว่าแล้วเราก็มาคลายความสงสัยไปพร้อมๆ กันเลยครับ 

 
เปิด 5 สูตรลับฉบับ ‘ไอซ์แลนด์’ จากทีมที่เริ่มจากศูนย์ สู่การเป็นทีมดาวรุ่งใน <a href="https://www.dek-d.com/tag/ฟุตบอลโลก2018/" class="hashtag" target="_blank">#ฟุตบอลโลก2018</a>

 

สูตรที่ 1 "คนน้อย ใช้สอยอย่างประหยัด"
 

     ต้องบอกก่อนเลยว่าประเทศไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กมาก ถ้าเทียบแล้วขนาดก็คงจะพอๆ กับประเทศอังกฤษ แต่จะเทียบให้ชัดกว่าก็คือ มีขนาดเล็กกว่าภาคอีสานของไทยด้วยซ้ำ ด้วยความที่ว่าเป็นประเทศที่มีมาไม่นาน เพิ่งแยกจากเดนมาร์กได้ 100 ปีพอดิบพอดี และแน่นอนว่าเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กแบบนี้ ประชากรของไอซ์แลนด์ก็คงจะมีจำนวนไม่มาก โดยปัจจุบันมีประชากรทั้งหมดราวๆ 340,000 คน เพียงเท่านั้น และถ้าถามถึงนักบอลของประเทศนี้ว่ามีเยอะแค่ไหน ถ้าเทียบกับประเทศอื่นแล้วก็อาจจะไม่ได้เยอะมาก และบางคนก็ทำอาชีพอื่นในขณะที่เป็นนักบอลทีมชาติด้วย 
 
เปิด 5 สูตรลับฉบับ ‘ไอซ์แลนด์’ จากทีมที่เริ่มจากศูนย์ สู่การเป็นทีมดาวรุ่งใน <a href="https://www.dek-d.com/tag/ฟุตบอลโลก2018/" class="hashtag" target="_blank">#ฟุตบอลโลก2018</a>
ไฮเมียร์ ฮอลล์กริมส์สัน โค้ชของทีมไอซ์แลนด์ และบทบาทของทันตแพทย์
 
     สำหรับนักบอลที่เป็นที่ฮือฮากันสุดๆ ก็คงจะเป็น มือรักษาประตูของทีมมนุษย์น้ำแข็งอย่าง ‘ฮานเนส ฮัลล์ดอร์สสัน’ ที่เซฟจุดโทษของ ‘เมสซี’ ดาวดังซุป’ตาร์ทีมอาร์เจนตินาที่เจอกันในนัดแรก ซึ่งมีการเปิดเผยว่า นอกจากเป็นนายประตูทีมชาติแล้ว เค้ายังมีอาชีพเป็นผู้กำกับหนัง และกำลังถ่ายทำโฆษณาอยู่ด้วย (เอาเวลาไหนไปซ้อมเนี่ย พีคมาก!) และที่พีคไปกว่านั้นคือ โค้ชของทีมไอซ์แลนด์ อย่าง ‘ไฮเมียร์ ฮอลล์กริมส์สัน’ ที่เป็นกุนซือคนแรกที่พาไอซ์แลนด์เข้าสู่ฟุตบอลโลก มีการเปิดเผยว่าแท้จริงแล้ว เค้าเป็นทันตแพทย์ ที่มีความสนใจและรักในฟุตบอล เค้าจึงทุ่มเวลาในยามที่ว่างให้กับทีมลูกหนังของชาติ และความตั้งใจของเค้าก็สามารถพาทีมมาได้ไกลอย่างที่เห็นในตอนนี้       

 
เปิด 5 สูตรลับฉบับ ‘ไอซ์แลนด์’ จากทีมที่เริ่มจากศูนย์ สู่การเป็นทีมดาวรุ่งใน <a href="https://www.dek-d.com/tag/ฟุตบอลโลก2018/" class="hashtag" target="_blank">#ฟุตบอลโลก2018</a>
ฮานเนส ฮัลล์ดอร์สสัน มือรักษาประตูทีมชาติ กับบทบาทผู้กำกับ

 

สูตรที่ 2 "ความพยายามในระยะเวลาสั้น"
 

      สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ไอซ์แลนด์ได้เข้าสู่รอบสุดท้าย และถือว่าเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กมากที่สุดในบรรดาทุกทีมในสังเวียนลูกหนังโลก แต่ใครบ้างที่จะรู้ว่า แท้จริงแล้วประเทศไอซ์แลนด์นั้นถือเป็นประเทศที่เริ่มต้นจากศูนย์ด้วยซ้ำ ด้วยสภาพภูมิอากาศที่หนาวเหน็บแทบจะไม่เอื้ออำนวยต่อการเล่นบอลด้วยซ้ำ และอย่างที่ทุกคนรู้ว่าที่นี่มีประชากรน้อยมาก แถมฟุตบอลก็ไม่ใช่กีฬากระแสหลักของประเทศอีก แต่ด้วยความพยายามในการที่จะสร้างทีมชาติที่แข็งแกร่ง และด้วยความเป็นชาตินักสู้ ที่ผ่านอุปสรรคในการส้รางประเทศมามากมาย ก็คงไม่มีที่จะยากเกินความสามารถถ้าตั้งใจจริง 
 
เปิด 5 สูตรลับฉบับ ‘ไอซ์แลนด์’ จากทีมที่เริ่มจากศูนย์ สู่การเป็นทีมดาวรุ่งใน <a href="https://www.dek-d.com/tag/ฟุตบอลโลก2018/" class="hashtag" target="_blank">#ฟุตบอลโลก2018</a>

 
     ไอซ์แลนด์ใช้เวลาในการสร้างโค้ชที่มีคุณภาพ ผ่านโครงการฝึกอบรมโค้ชฟุตบอลที่ได้รับการสนับสนุนจากยูฟ่า แถมค่าการฝึกอบรมก็ถือว่าถูกมากถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ และผู้ฝึกก็เป็นโค้ชเก่งๆ จากสโมสรดังระดับโลกทั้งนั้น จึงทำให้มีคนสมัครเพื่อฝึกการเป็นโค้ชมากมาย กล่าวได้ว่า ไอซ์แลนด์ทุ่มเทกับการผลิตโค้ชที่มีคุณภาพ รวมไปถึงการฝึกฝนปั้นนักฟุตบอลเก่ง ใช้เวลารวมเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น ซึ่งผลลัพธ์ของความพยายามก็หอมหวานอย่างที่เห็นคือ เมื่อปี 2016 ทีมนักเตะไอซ์แลนด์สามารถล้มทีมยักษ์ใหญ่ระดับตำนานอย่างอังกฤษ ในฟุตบอลยูโร จนเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก และสำหรับฟุตบอลโลกในนัดแรก ก็สามารถตีเสมอทีมรองแชมป์เก่าอย่างอาร์เจนตินาได้อย่างน่าภาคภูมิใจ 

 

สูตรที่ 3 “ไม่ว่าใครก็สามารถเล่นบอลได้”
 

เปิด 5 สูตรลับฉบับ ‘ไอซ์แลนด์’ จากทีมที่เริ่มจากศูนย์ สู่การเป็นทีมดาวรุ่งใน <a href="https://www.dek-d.com/tag/ฟุตบอลโลก2018/" class="hashtag" target="_blank">#ฟุตบอลโลก2018</a>
Cr. Tom Jamieson for The New York Times
 
     การที่ทีมจะไปได้ดี จะอาศัยแค่ความสามารถของแต่ละคน แค่นั้นมันก็คงไม่พอ สิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นพื้นฐานอย่างแรกในการทำงานเป็นทีม ก็คงจะเป็นเรื่อง ‘การมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งที่เราทำอยู่’ และเช่นเดียวกับการสร้างทีมฟุตบอล สิ่งแรกที่นักบอลทุกคนควรจะมีก็คือ ทัศนคติที่ดีต่อการเล่นฟุตบอล และสำหรับประเทศไอซ์แลนด์ ที่ปลูกฝังความคิดกับทุกคนว่า ฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬาสำหรับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถเล่นได้ ไม่ว่าจะเป็นเพศใดหรืออายุเท่าไหร่ก็ตาม 
 
     และอย่างที่บอกไปในข้อที่แล้วว่า เลือดของความเป็นนักสู้ของชาตินี้ในการจะสร้างทีมชาติที่แข็งแกร่ง พอตั้งใจจะทำอะไรก็ทุ่มเทแบบหมดหน้าตัก ไอซ์แลนด์ได้เริ่มสร้างสนามฟุตบอลทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2002 และในปัจจุบันมีสนามบอลเกือบๆ 400 แห่ง ซึ่งรวมทั้งสนามขนาดมตรฐาน และสนามที่ติดฮีตเตอร์ปรับอากาศให้อบอุ่นจะได้สามารถเล่นฟุตบอลในประเทศที่เหน็บหนาวได้ ซึ่งสนามเหล่านี้สร้างเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลตั้งแต่ยังเล็ก แทนที่จะไปสร้างสนามเริ่ดๆ หรือสเตเดียมหรูๆ แต่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ ก็เหมือนเป็นการกระทำที่ไร้ค่า แต่ไอซ์แลนด์กลับเลือกทุ่มเทกับกับการสร้างสนามตามโรงเรียน ตามหมู่บ้านที่เข้าใกล้ถึงผู้คนมากกว่า แถมในช่วงของการฝึกฟุตบอลนั้น ก็ได้เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ฝึกกับนักฟุตบอลรุ่นพี่ นอกจากจะได้รับทักษะเพิ่มแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และใกล้ชิดกันมากขึ้น เด็กๆ ที่ได้ฝึกก็เหมือนได้พูดคุยกับไอดอลของตัวเอง ยิ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นนักฟุตบอลมากขึ้น  

 

สูตรที่ 4 “ให้โอกาสดาวรุ่งในการเล่นลีกอินเตอร์”
 

เปิด 5 สูตรลับฉบับ ‘ไอซ์แลนด์’ จากทีมที่เริ่มจากศูนย์ สู่การเป็นทีมดาวรุ่งใน <a href="https://www.dek-d.com/tag/ฟุตบอลโลก2018/" class="hashtag" target="_blank">#ฟุตบอลโลก2018</a>

 
     อย่างที่บอกไปในข้อที่แล้วว่า ประเทศไอซ์แลนด์เปิดโอกาสให้ลูกเล็กเด็กแดงได้เริ่มเล่นและฝึกฟุตบอลกับรุ่นพี่เก่งๆ หลายต่อหลายคนก็พัฒนาฝีมือจนสามารถเล่นในระดับลีกของประเทศ ซึ่งว่ากันว่าการแข่งขันฟุตบอลในประเทศนี่แหละถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เยาวชนหลายคนได้มีโอกาสโกอินเตอร์ไปเล่นกับสโมสรต่างประเทศตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะว่าในการแข่งขันลีกแต่ละครั้งจะมีแมวมองมาสอดส่องคนที่มีแววอยู่ข้างสนาม ทำให้เด็กๆ หลายคนที่เล่นในแต่ละเกม ไม่ใช่แค่เพียงแข่งให้ทีมชนะเพียงเท่านั้น เพราะยังต้องแข่งกับตัวเองอีกด้วย 
 
      และตัวอย่างของนักเตะรุ่นพี่ทีมชาติไอซ์แลนด์ที่ไปโลดแล่นในสโมสรดังๆ ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น กิลฟี่ ซิเกิร์ดส์สัน, อัลเฟร็ด ฟินน์โบเกสัน และ กุ๊ดมุนด์สสัน ก็ล้วนได้รับโอกาสจากแมวมองจากการเล่นในบ้านของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เช่นกัน 

 

สูตรที่ 5 “กองเชียร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” 
 

เปิด 5 สูตรลับฉบับ ‘ไอซ์แลนด์’ จากทีมที่เริ่มจากศูนย์ สู่การเป็นทีมดาวรุ่งใน <a href="https://www.dek-d.com/tag/ฟุตบอลโลก2018/" class="hashtag" target="_blank">#ฟุตบอลโลก2018</a>

 
      ความสัมพันธ์ของนักฟุตบอลไอซ์แลนด์นั้นไม่ได้แน่นแฟ้นแค่ระหว่างนักบอลรุ่นพี่กับนักบอลรุ่นน้องแค่เพียงเท่านั้น เพราะนักฟุตบอลของชาติมนุษย์น้ำแข็งยังมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับแฟนบอลชาวไอซ์แลนด์อีกด้วย ไม่ว่าเหล่านักบอลจะไปแข่งที่ใดก็ตาม แฟนบอลก็จะยกขบวนตามไปเชียร์เกาะขอบสนามอยู่เสมอ พูดแบบนี้น้องๆ คงจะคิดว่า มันแปลกตรงไหนล่ะ ประเทศอื่นๆ ก็คงจะมีแฟนบอลตามไปเชียร์เหมือนกันแหละ จริงๆ มันพีคตรงที่ว่าจำนวนแฟนบอลไอซ์แลนด์ที่ตามไปเชียร์นั้นเยอะมาก อย่างฟุตบอลโลกปีนี้ มีการเปิดเผยว่ามีชาวไอซ์แลนด์บินมาเชียร์ถึงรัสเซียเกือบถึง 30,000 คน จากประชากรทั้งประเทศที่มีแค่เพียง 3 แสนกว่าคน นับว่าคนไอซ์แลนด์ตามมาเชียร์ถึงที่กันคิดเป็น 1 ใน 10 ของประชากรทั้งหมดนั่นเอง หลายคนจึงบอกว่าทีมกองเชียร์ของไอซ์แลนด์นั้นแข็งแกร่งจริงๆ แถมยังยกฉายาว่าเป็น ‘กองเชียร์ที่แข็งที่สุดในปฐพี’ 
 
      และไฮไลต์สำคัญที่หลายคนเฝ้ารอชมทุกครั้งหลังจบการแข่งขันก็คงจะเป็นการปรบมือให้กำลังใจฉบับกองเชียร์ไอซ์แลนด์ที่ปรบไปพร้อมๆ กับนักบอล ไม่ว่าผลที่ได้จะแพ้หรือชนะ ก็ถือเป็นการแสดงกำลังใจให้เหล่านักเตะทีมชาติตัวเอง ซึ่งเรียกการปรบมือแบบนี้ว่า ‘Viking Thunder Clap’ หรือการปรบมือแสดงให้เห็นถึงเลือดนักสู้ลูกหลานชาวไวกิ้งนั่นเอง ยอมรับเลยครับว่าเห็นทีไรก็รู้สึกทึ่งและขนลุกมากๆ 

 

Clip


 
     ซึ่งกำลังใจและความผูกพันธ์ระหว่างนักบอลและกองเชียร์ก็ถือเป็นอีกเคล็ดลับที่สำคัญมากๆ สำหรับทีมไอซ์แลนด์ โดย ‘อารอน กุนนาร์สสัน’ กองกลางของทีมชาติได้กล่าวไว้ว่า 
 
     “ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างเราและกองเชียร์ชาวไอซ์แลนด์นั้นเป็นสิ่งที่ผมไม่เชื่อว่า ทีมอื่นๆ จะมีแบบเดียวกับพวกเรา ผมมักบอกกับเพื่อนๆ ในทีมเสมอ ไม่ว่าจะไปแข่งที่ไหน พวกเค้าก็ตามไปด้วย และผมก็อยากให้พวกเค้ารู้เหมือนกันว่า พวกเค้าก็อยู่ในใจพวกผมเหมือนกัน พวกเค้ามักให้การสนับสนุนพวกเราเสมอ และเป็นแรงผลักดันสำหรับพวกเราที่แท้จริง ซึ่งเราเป็นชาติเล็กๆ และสิ่งที่เรารู้อยู่แก่ใจเสมอก็คือ ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกัน ผมไม่อยากที่จะพ่ายแพ้และทำให้พวกเค้าต้องเสียใจ”

 
เปิด 5 สูตรลับฉบับ ‘ไอซ์แลนด์’ จากทีมที่เริ่มจากศูนย์ สู่การเป็นทีมดาวรุ่งใน <a href="https://www.dek-d.com/tag/ฟุตบอลโลก2018/" class="hashtag" target="_blank">#ฟุตบอลโลก2018</a>
 
     ปิดท้ายที่มุกของ 9GAG กันสักหน่อย ในรูปเขียนไว้ว่า 
 
ประชากรของไอซ์แลนด์: 337,656 คน
ผู้หญิง: 165,884 คน
ผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี: 48,452 คน
ผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 35 ปี: 77,502 คน
คนที่มีน้ำหนักเกิน: 13,675 คน
คนที่กำลังล่าปลาวาฬอยู่ในช่วงนี้: 701 คน (ที่ไอซ์แลนด์จะมีเทศกาลล่าปลาวาฬทุกปี ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับเทศกาลนี้)
คนที่เฝ้าดูเพื่อระวังภูเขาไฟระเบิด: 219 คน (ไอซ์แลนด์ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขาไฟโบราณที่มีมานานหลายล้านปี ปัจจุบันก็ยังมีภูเขาไฟหลงเหลืออยู่)
คนเลี้ยงแกะ: 1,062 คน (การเลี้ยงแกะเป็นอาชีพยอดนิยมของคนแถบนี้)
นายธนาคารที่ถูกจับ: 23 ราย (คดีจับนายธนาคารเป็นคดีที่ดังมากในไอซ์แลนด์)
คนขาพิการ: 122 คน
คนตาบอด: 108 คน
กองเชียร์ฟุตบอลในสเตเดียม: 29,881 คน
ฝ่ายปฐมพยาบาล & หมอนวด & เจ้าของทีม : รวม 3 คน
โค้ชฟุตบอล: 1 คน
ผู้ชายที่เหลือ: 23 คน

 
    ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศน้องใหม่ในสนามฟุตบอลโลกปีนี้ แต่ไอซ์แลนด์ก็ถือเป็นประเทศที่น่าจับตามองมากๆ และยิ่งได้มารู้เกี่ยวกับระบบการฝึกและการสร้างทีมของไอซ์แลนด์ที่ใช้ระยะเวลาสั้นๆ แล้ว ก็รู้สึกอึ้งมากๆ เลยครับ ตอนแรกพี่ก็ไม่รู้ว่าจะเชียร์ทีมไหนดี ตอนนี้ขอเชียร์ทีมไอซ์แลนด์ละกัน 55555 แล้วน้องๆ ชาว Dek-D ล่ะครับ บอลโลกปีนี้เชียร์ทีมอะไรกันบ้าง? 

 
Source:
#Studyabroad #ไอซ์แลนด์ #ฟุตบอลโลก2018 #FIFA WORLD CUP 2018

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?