ใครๆ ก็เป็นล่ามได้ จริงเหรอ? รวม 8 เรื่องที่คนเป็น ‘ล่าม’ ต้องเจอและอยากให้ทุกคนเข้าใจ []

เป็นล่ามง่ายจริงเหรอ? บอกเล่า 8 เรื่องของ 'งานล่าม' ที่อยากให้ทุกคนเข้าใจ
12,143 0
     สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D … ช่วงนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่คน ‘ล่าม’ (Interpreter) เข้ามามีบทบาทในหลายๆ เรื่อง อย่างล่าสุดในข่าวเด็กติดถ้ำ ก็มีหลายอาชีพที่ได้รับความสนใจและเป็นที่พูดถึง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ได้รวมอาชีพ ‘ล่ามภาษา’ ไปด้วย หรือถ้าใครที่เป็นสายเกาหลี สายญี่ปุ่น ก็อาจจะได้ติดตามรายการ PRODUCE48 ซึ่งเป็นรายการที่ดังมากๆ ซึ่งรายการนี้จะเป็นรายการเซอไววัลแข่งขันเพื่อค้นหานักร้องไอดอลเกิร์ลกรุ๊ป 2 สัญชาติ เกาหลี- ญี่ปุ่น และในรายการนี้จะต้องมีล่ามภาษาคอยติดตามและแปลให้ผู้เข้าแข่งขันอยู่ตลอดเวลา และในรายการนั้นใช้ล่ามเยอะมากกกก 
 
     ว่าแต่อาชีพนี้มันเป็นได้ง่ายจริงเหรอ? แล้วมีเรื่องอะไรบ้างที่คนที่ทำงานล่ามจะต้องเจอ ว่าแล้ว ก็เลื่อนหน้าจอตามมาอ่านกันเลยครับ

 
ใครๆ ก็เป็นล่ามได้ จริงเหรอ? รวม 8 เรื่องที่คนเป็น ‘ล่าม’ ต้องเจอและอยากให้ทุกคนเข้าใจ
น้องสมเจตน์ แซ่จาง ล่ามหนุ่มภาษาจีน วัย 19 ปี
เป็นล่ามให้กับทีมอาสากู้ภัยจากจีน จากเหตุการณ์เด็กติดอยู่ในถ้ำหลวง
อ่านบทสัมภาษณ์ของน้องสมเจตน์


 
ใครๆ ก็เป็นล่ามได้ จริงเหรอ? รวม 8 เรื่องที่คนเป็น ‘ล่าม’ ต้องเจอและอยากให้ทุกคนเข้าใจ
รายการดังของเกาหลี "Prodece48" มีผู้เข้าแข่งขันจากเกาหลี ญี่ปุ่น จีน อเมริกา จึงจำเป็นต้องมีล่ามเยอะมาก
รวมไปถึง ฮงกี FT Island ที่รับบทเป็นทั้งกรรมการและเป็นล่ามภาษาญี่ป่นในเวลาเดียวกัน 

 
*** ต้องบอกไว้ก่อนนะครับว่า บทความนี้จะพูดถึงงานล่ามเป็นหลัก ไม่ได้รวมถึงงานนักแปลนะครับ และก็ไม่ได้เจาะลึกถึงเรื่องรายได้ของงานล่าม แต่จะพูดถึงเฉพาะเนื้องานและเรื่องที่คนทำงานล่ามจะต้องเจอครับ ***

 

1. เป็นล่ามต้องเรียนจบคณะอะไร?
 

     เป็นคำถามแรกๆ ที่หลายคนสงสัยและถามบ่อยมาก “คนที่จะทำงานเป็นล่ามจะต้องเรียนจบอะไร?” จริงๆ แล้ว งานนี้ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะต้องเรียนจบคณะใดคณะหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะเรียนจบอะไรมา ก็สามารถเป็นล่ามได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าน้องๆ คนไหนที่อยากเป็นล่ามจริงๆ พี่ก็อยากแนะนำให้เรียนด้านภาษาเฉพาะทางจะดีกว่าครับ เพราะว่าคนที่เรียนมาสายตรงค่อนข้างที่จะได้เปรียบในเรื่องของหลักภาษาและไวยากรณ์ แต่ก็อย่างที่บอกแหละครับว่าจะเรียนจบอะไรก็เป็นล่ามได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องมีใจรักในงานล่ามจริงๆ 
 
สรุป ลักษณะของคนที่จะทำงานล่ามได้
 
  • เรียนจบด้านภาษานั้นๆ โดยตรง 
  • อาจเรียนจบด้านอื่น แต่ว่ามีใจรักและมีความสามารถในการใช้ภาษาได้เป็นอย่างดี
  • มีความสามารถในการใช้ภาษานั้นจริงๆ อาจเพราะมีประสบการณ์อยู่ต่างประเทศ หรือบางคนโตในต่างประเทศและมีความสามารถในการใช้ภาษานั้นเหมือนภาษาแม่ของตัวเอง 

2. ต้องแม่นภาษาขนาดไหน ถึงจะเป็นล่ามได้?   
 

     “แค่รู้ภาษา ก็เป็นล่ามได้แล้ว” ประโยคนี้เป็นประโยคที่ได้ยินบ่อยมาก และถ้าจะถามว่าจริงมั้ย มันก็อาจจะจริงอยู่ แต่ก็อย่างที่พี่บอกไปในข้อแรกว่า เป็นล่ามมันจะต้องอาศัยใจรักด้วย และถ้าถามว่าเราจะต้องมีความแม่นยำทางภาษาขนาดไหนถ้าจะทำงานล่าม อันนี้ก็ต้องเจาะไปอีกว่า ขอบเขตของงานล่ามที่เราจะทำนั้นเป็นอย่างไร บางคนอาจจะทำงานล่ามที่ไม่ได้เฉพาะทางมาก อาจเป็นเรื่องทั่วไป ถามทาง ถามร้านอาหาร อันนี้มันก็ค่อนข้างที่จะเบสิกอยู่ แต่ถ้ามองไปที่งานล่ามที่มีความเฉพาะทางจริงๆ เช่น ล่ามในบริษัท ล่ามธุรกิจ พวกนี้นอกจากจะต้องอาศัยเรื่องพื้นฐานภาษาแล้ว ก็ยังจะต้องมีภูมิความรู้ในสายงานที่เราทำด้วย 
 
     แต่สิ่งที่น้องๆ ควรจำเอาไว้ก็คือ ถ้าเราจะทำงานล่ามภาษาใดก็ตาม เราควรมีความเชี่ยวชาญในภาษานั้นมากๆ ต้องเน้นว่ามากๆ และต้องอยู่ในระดับดี ยกตัวอย่าง ถ้าน้องจะเป็นล่ามแปลภาษาจีนเป็นภาษาไทย น้องจะต้องเข้าใจภาษาจีนในระดับที่ดี และควรจะต้องมีความเชี่ยวชาญภาษาไทยในระดับเซียน พูดง่ายๆ คือ เราควรแม่นภาษาปลายทางที่เราจะแปล หรือถ้าใครที่เป็นล่ามทั้ง 2 ภาษา ก็ควรจะมีความเชี่ยวชาญทั้ง 2 ภาษามากๆ ซึ่งข้อนี้เป็นข้อที่หลายคนมักมองข้าม บางคนอาจจะโฟกัสแค่ภาษาต่างประเทศที่เราจะแปล และมักมองข้ามภาษาไทยที่จะสื่อสาร บางคนนึกคำไทยไม่ออก เลยเลือกใช้คำทับศัพท์ ซึ่งบอกเลยว่า ลักษณะแบบนี้ไม่ถือว่าเป็นการทำงานล่ามที่ดี เพราะการแปลที่ดีก็คือ ทำให้คนเข้าใจและใช้ภาษาปลายทางได้ถูกต้อง 

 
ใครๆ ก็เป็นล่ามได้ จริงเหรอ? รวม 8 เรื่องที่คนเป็น ‘ล่าม’ ต้องเจอและอยากให้ทุกคนเข้าใจ

 

3. ทำไมล่ามชอบแปลสั้นกว่าที่ลูกค้าพูด?
 

      จริงๆ เรื่องนี้พี่เองก็เคยสงสัยครับ เพราะเคยมีครั้งนึงได้คุยกับคนญี่ปุ่น และก็มีล่ามมาคอยแปลให้ ตอนนั้นพี่ก็งงๆ ว่าทำไมเราพูดไปตั้งเยอะ แต่ล่ามแปลสั้นจัง เราเองก็กลัวว่าสิ่งที่เราพูดกับสิ่งที่ล่ามแปล อาจจะไม่ละเอียดพอ กลัวว่าจะสื่อความหมายผิดไป แต่พอได้ลองสอบถามคนรอบข้างที่ทำงานเป็นล่าม เค้าก็บอกว่า คนที่ทำงานล่าม มันไม่ใช่แค่แปล หน้าที่หลักๆ อีกอย่างของล่ามก็คือ การสื่อภาษาให้เข้าใจทั้งสองฝ่าย บางทีจึงอาจมีการการปรับคำให้กระชับมากขึ้น เพราะล่ามต้องทำงานแข่งกับเวลา ยิ่งถ้าเป็นล่ามปากเปล่าก็จะยิ่งยากและมีความท้าทาย เพราะคนที่เป็นล่ามจะต้องเลือกคำมาใช้ให้เหมาะสม หลายคนอาจจะคิดว่าการแปลที่ดี จะต้องแปลแบบถอดถ้อยคำออกมาหมดเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจ ซึ่งจริงๆ มันก็ใช่ แต่แค่เข้าใจมันไม่พอ มันต้องนึกถึงความน่าฟังด้วย     
 
      ดังนั้น ล่ามไม่จำเป็นต้องแปลทั้งหมด หลายคนจึงเลือกสรุปเนื้อหาที่ฟัง และเลือกแปลเฉพาะเนื้อหาสำคัญ พูดง่ายๆ ก็คือ เอาเนื้อไม่เอาน้ำนั่นเอง จึงทำให้อาจดูสั้นลงมามากๆ จนบางคนอาจเข้าใจผิดคิดไปว่า ล่ามแปลผิดหรือแปลไม่ครบหรือเปล่านั่นเอง  

 

4. บางครั้งล่ามไม่ใช่แค่แปล แต่ยังเป็น 'ผู้รักษาสันติภาพ'
 

     ข้อนี้อาจจะต่อมาจากข้อที่แล้วที่หลายคนมักสงสัยว่า “คนเป็นล่ามจะต้องแปลทุกคำพูดเลยหรือไม่?” และอย่างที่บอกไปว่า อาจจะไม่จำเป็นต้องแปลทั้งหมด เราจะเน้นที่เนื้อหาสำคัญจริงๆ แต่ว่าก็ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่ล่ามเลือกจะไม่แปลทั้งหมด และมักจะเกิดขึ้นกับล่ามบริษัท โดยล่ามเหล่านี้มักจะรับบทเป็นฝ่ายประนีประนอมคอยรักษาสันติภาพระหว่าง 2 ฝ่าย ถ้าพูดแบบนี้น้องอาจจะไม่เห็นภาพ พี่จะลองยกตัวอย่างสถานการณ์ เช่น น้องๆ ลองนึกภาพถ้าน้องทำงานเป็นเลขาฯ ของบริษัท แล้วน้องจะต้องเป็นล่ามแปลภาษจีนให้กับเจ้านายที่กำลังด่าพนักงานคนหนึ่งของบริษัท และถ้าน้องแปลตามที่เจ้านายพูดทุกอย่าง มันก็เหมือนกับว่า น้องอาจจะกำลังด่าพนักงานคนนั้นอยู่ด้วยเช่นกัน และผลที่ตามมาคือ คนที่ต้องมารองรับอารมณ์ทั้งหมดของ 2 ฝ่าย ก็คือคนที่เป็นล่ามนั่นแหละ 
 
      ดังนั้น คนที่เป็นล่ามจะต้องเป็นผู้ที่คอยรักษาสันติภาพ จะต้องแปลโดยไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน รวมไปถึงไม่ให้ขัดแย้งกับตัวเราด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องบิดเบือนเนื้อหาความเป็นจริงนะครับ เราก็แค่เลือกใช้คำและประโยคที่เหมาะสมและดูซอฟต์ลงนั่นเอง         

 
ใครๆ ก็เป็นล่ามได้ จริงเหรอ? รวม 8 เรื่องที่คนเป็น ‘ล่าม’ ต้องเจอและอยากให้ทุกคนเข้าใจ

 

5. เรื่องอะไรที่ล่ามไม่อยากแปล?
 

     ไม่ว่าใครที่ทำอาชีพอะไรก็ตาม หลายคนก็จะต้องล้วนมีงานบางอย่างที่ไม่ชอบ ไม่อยากทำ ถ้าเลี่ยงได้ก็พยายามที่จะเลี่ยง เช่นเดียวกับคนที่ทำงานเป็นล่าม ก็มีบางอย่างที่ไม่อยากแปล ถ้าเลี่ยงได้ก็ต้องขอเซย์กู๊ดบายเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น
 
  •  ภาษาถิ่น 
     เวลาเจอภาษาถิ่นแต่ละที ล่ามบางคนต่อให้แม่นภาษาแค่ไหน ก็ต้องส่ายหน้าให้กับภาษาถิ่น เพราะบางคำก็เป็นคำที่ใช้เฉพาะกลุ่มจริงๆ และภาษาถิ่นมันก็ไม่ได้มีแค่แบบเดียวด้วยสิ มีเยอะมากกกก น้องๆ ลองนึกภาพสิครับ แค่ภาษาถิ่นของคนไทยมีตั้งกี่แบบ เราเองก็ยังไม่รู้เลย และถ้ายิ่งเป็นภาษาถิ่นต่างภาษา ก็จะทวีคูณความยากไปอีก ดังนั้น คนเป็นล่ามก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องรู้ไปทั้งหมดหรอกนะ
 
  • สำเนียง
     ข้อนี้ก็จะคล้ายๆ กับภาษาถิ่นเลยครับ บางสำเนียงนั้นฟังยากเหลือเกิน ถ้าอย่างเป็นภาษาอังกฤษที่ใช้ในประเทศอังกฤษ แค่สำเนียงบริทิชเราก็ว่าฟังยากแล้ว และบางเมืองก็มีการออกสำเนียงต่างกันไปอีก พอเจอแบบนี้ ต่อให้เราเก่งแปลขนาดไหน ก็อาจเกิดอาการอ๊องกับสำเนียงแปลกๆ ไม่คุ้นหูได้เหมือนกัน  
 
  • เรื่องตลก/ มุกตลก 
     ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก ถ้าจะแปลเรื่องตลกหรือมุกตลกให้อีกฝ่ายเข้าใจ เพราะการแปลเรื่องตลกๆ เราจะต้องรู้จักเลือกใช้คำมาให้เข้าบริบทจริงๆ และจะต้องอาศัยการแปลและเล่าให้มันตลกด้วย ความยากคือ เราจะเล่ายังไงให้ตลกเท่ากับผู้ส่งสารตั้งใจสื่อ (แค่เราเล่าเรื่องตลกเป็นภาษาไทยให้เพื่อนฟัง เราก็ยังรู้สึกว่ายากเลย และจะเล่าให้อีกคนรู้สึกตลกเหมือนที่เราตลก มันก็ไม่ใช่ง่ายๆ และถ้าเราไปแล้วอีกฝ่ายไม่รู้สึกตลก คนเล่าแบบเราก็ไฝแห้งไปอีก) 

 
ใครๆ ก็เป็นล่ามได้ จริงเหรอ? รวม 8 เรื่องที่คนเป็น ‘ล่าม’ ต้องเจอและอยากให้ทุกคนเข้าใจ

 

6. วอนคนรอบข้างโปรดเข้าใจ เราไม่ใช่ล่ามตลอดเวลา 
 

      พอใครๆ ก็ตามรู้ว่าเราเป็นล่าม เค้าก็จะเกิดความคาดหวังว่าเค้าจะพึ่งพาเราได้อยู่ตลอดเวลา ถ้าสงสัยอะไร ก็จะแปลได้เลย ซึ่งขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยครับว่า บางคำถ้ามันเฉพาะทางจริงๆ และเป็นคำศัพท์ที่อยู่เหนือขอบเขตของงานที่เราแปลอยู่ เราก็ไม่ได้รู้ไปทุกคำหรอกครับ แต่ถึงจะบ่นไปอย่างงั้น เราก็ต้องไปเปิดพจนานุกรมและตอบเค้าอยู่ดี 55555
 
     และมันจะมีบางสถานการณ์ที่ทำคนเป็นล่ามกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน จะเรียกว่าหงุดหงิดก็ไม่เชิง โดยเฉพาะเวลาที่ดูหนังหรือซีรีส์ต่างประเทศกับเพื่อนหรือคนรอบข้าง บางครั้งถ้าเราดูคนเดียว บางทีแค่เราเห็นซับไตเติ้ลที่แปลประหลาดๆ เราก็รู้สึกหงุดหงิดแล้ว และยิ่งถ้าดูร่วมกับคนอื่นที่คอยถามอยู่เสมอว่าเค้าพูดว่าอะไร อันนี้แปลว่าอะไร หรือบางคนอาจแปลได้แต่ไม่เข้าใจมุกของหนังที่ต้องการจะสื่อ เค้าก็อาจจะถามเราอยู่ตลอด เราเองกะว่าจะดูหนังเพลินๆ ก็ต้องมาคอยตอบคนอื่น บางทีก็รู้สึกรำคาญไม่น้อย อันนี้ก็ต้องเข้าใจด้วยนะว่าเราไม่ได้เป็นล่ามตลอดเวลา (แต่ถ้าจ่ายเงิน ก็พร้อมแปลจ้า 5555)   

 

7. โปรดเข้าใจ! งานล่ามกับงานแปลมันต่างกัน    
 

      หลายคนเข้าใจว่าคนที่เป็นล่ามจะต้องสามารถทำงานแปลได้ดีเหมือนกัน เพราะมันก็ถือว่าเป็นการแปลเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว รายละเอียดของงานล่ามกับงานแปลนั้นค่อนข้างแตกต่างกัน ถ้าเป็นงานล่ามจะเน้นการแปลที่กระชับ รวดเร็ว และเน้นภาษาพูดที่เข้าใจและน่าฟัง แต่ถ้าเป็นงานแปลเอกสาร แปลหนังสือ จะเน้นการแปลที่ค่อนข้างถูกหลักภาษาและใช้ภาษาเขียนที่สละสลวย อีกทั้งการแปลหนังสือบางอย่าง ก็ต้องมีการทำการรีเสิร์ชข้อมูลไปอีก จึงอาจใช้เวลาพอสมควร ดังนั้น ทั้ง 2 งานนี้จึงมีความค่อนนข้างแตกต่างกัน คนที่ทำงานล่ามก็ไม่ได้แปลว่าเค้าจะทำงานแปลเอกสารได้ดี และคนที่เป็นงานแปลเอกสารก็อาจจะไม่ได้ทำงานล่ามได้ดีเช่นกัน (แต่ก็มีคนที่ทำทั้ง 2 อย่างได้ดีเหมือนกัน อันนี้ต้องขอคารวะเลย)

 

8. หัวใจสำคัญของการเป็นล่าม 
 

     ข้อนี้อาจเป็นคำนิยามและสรุปเรื่องที่พูดมาทั้งหมดได้ที่สุด สำหรับหัวใจสำคัญของการเป็นล่าม ก็คือ “แปลเก่ง มีความจำดี ประมวลความคิดเร็ว สมาธิคือสิ่งสำคัญ สรุปใจความสำคัญได้เร็ว และต้องมีทักษะการพูดที่ดี มีความประนีประนอม และมีใจรักที่จะเป็นล่าม” 

 
ใครๆ ก็เป็นล่ามได้ จริงเหรอ? รวม 8 เรื่องที่คนเป็น ‘ล่าม’ ต้องเจอและอยากให้ทุกคนเข้าใจ

 
     พอได้อ่านมาทั้งหมด น้องๆ ยังอยากเป็นล่ามกันอยู่มั้ยครับ? 5555 จริงๆ งานล่ามมันก็มีทั้งง่ายและยากปะปนกันไปเนอะ แต่พี่ว่างานนี้ก็เป็นอีกงานที่มีความท้าทายไม่น้อยเลย ต้องดึงทักษะหลายๆ อย่างมาแก้ไขเฉพาะหน้าเยอะมากกกก 
 
     และที่พี่เอามาเล่าทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่เจอมากับตัวและเรื่องราวจากคนรอบข้างที่ทำงานสายนี้อยู่ ถ้ามีใครที่ทำงานล่ามและมีประสบการณ์นอกเหนือกว่านี้ หรือมีเรื่องพีคๆ อยากจะแชร์ ก็เขียนเล่าให้ชาว Dek-D ได้อ่านกันด้วยนะครับ รออ่านอยู่นะ ><
#Studyabroad #ล่าม #งานล่าม #งานแปล #Interpreter #อาชีพ #ภาษา #เรียนจบภาษา #หางาน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?