สันโดษที่แท้ทรู! เรื่องราวของ 3 ลุงผู้ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตบนเกาะร้างนานเป็นทศวรรษ []

ในอดีตเขาเป็นใคร? ทำไมอยากมาอยู่เกาะร้าง?
10,222 0
        สวัสดีค่ะชาว Dek-D เชื่อว่าถ้าคนส่วนใหญ่เลือกได้ คงเลือกชีวิตที่สะดวกสบายในบั้นปลายชีวิต หรือไม่ก็ได้อยู่กับธรรมชาติแบบฟินๆ พร้อมกับคนที่เรารัก แต่ขอบอกว่าสิ่งที่จะน้องจะได้อ่านต่อไปนี้ คือเรื่องราวของ 3 ลุง 3 มุม ที่หลีกหนีผู้คนมาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวกับธรรมชาติบนเกาะร้าง แถมแต่ละคนยังอยู่นานเป็นสิบๆ ปีเลยด้วย มาดูกันเหตุผลอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจแบบนี้? และปรับตัวใช้ชีวิตบนเกาะยังไงบ้าง?

สันโดษที่แท้ทรู! เรื่องราวของ 3 ลุงผู้ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตบนเกาะร้างนานเป็นทศวรรษ
 

1. Masafumi Nagasaki (76 ปี)

คุณลุงผู้โดนพายุวิ่งราวเสื้อผ้าหนีไป...แต่ไม่แคร์~
 
        ประเดิมกันด้วยเรื่องฤๅษีคนล่าสุดที่ชื่อ “มาซาฟูมิ นางาซากิ” (Masafumi Nagasaki) วัย 82 ปี เขาคนนี้เป็นลุงชาวญี่ปุ่นที่เปลือยกายใช้ชีวิตบนเกาะโซโตบานาริ (Sotobanari) ในหมู่เกาะยาเอะยามะ (ใกล้ไต้หวัน) ตั้งแต่ปี 2012 และใช้ชีวิตที่นั่นนานกว่า 30 ปี  นางาซากิบอกว่าเขาเคยเป็นคนงานในโรงงานที่โอซาก้า วันนึงเขาได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดถึง “หมู่เกาะลึกลับ” ประจวบเหมาะกับที่เขาอยากหนีไปจากอารยธรรม เพราะคนที่มีอารยธรรมปฏิบัติเหมือนเขาเป็นคนโง่ และทำให้เขารู้สึกโง่ด้วย 

สันโดษที่แท้ทรู! เรื่องราวของ 3 ลุงผู้ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตบนเกาะร้างนานเป็นทศวรรษ
Photo Credit: News.com.au

        แต่พอมาอยู่ที่เกาะ ความรู้สึกก็ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ที่นั่นเขาไม่ต้องมาตอกบัตรเหมือนที่เขาทำมาร่วม 30 ปี ไม่ต้องมีคนมาบอกให้ทำนู่นนี่ เขาเพียงแค่ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติเท่านั้น ถึงแม้ว่าบนเกาะร้างจะไม่มีทั้งโทรศัพท์ แสงไฟ น้ำสะอาด และแน่นอนคือไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ (จริงๆ ตอนแรกที่มาถึงเกาะ ลุงยังสวมเสื้อผ้าอยู่ แต่พายุไต้ฝุ่นได้ทำลายข้าวของของเขาไป ซึ่งมันก็ไม่ใช่ปัญหาอีกนั่นแหละ เพราะลุงบอกว่าการเปลือยกายเหมือนเป็นยูนิฟอร์มของที่นี่ไปแล้ว)
 

        การใช้ชีวิตแต่ละวันของลุงก็เข้มงวดไม่น้อย เขาตื่นมาออกกำลังกายในตอนเช้า ตามด้วยการสวมถุงมือและถือคราดเพื่อทำความสะอาดชายหาด ซึ่งก็สะอาดเอี่ยมอ่องจนบล็อกเกอร์ที่ไปตามติดชีวิตลุง (คนในรูป) ยังบอกว่าไม่เคยเห็นหาดที่สะอาดขนาดนี้มาก่อน ส่วนเรื่องอาหาร ลุงไม่กินทั้งเนื้อสัตว์ ปลา และไข่เต่า เพราะเวลาที่เห็นลูกเต่าเกิดใหม่แล้วคลานไปยังทะเล มันทำให้รู้สึกขนลุกทุกครั้งที่เห็น และทำให้รู้ว่าการมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งมหัศจรรย์แค่ไหน

        วิถีสันโดษทำให้รอยเตอร์ตั้งสมญานามให้ลุงบนพาดหัวข่าวว่า “ฤาษีเปลือยกาย” โดยเขาบอกกับสื่อว่า ตนหวังจะตายบนเกาะแห่งนี้ และจะไม่จากไปไหนถึงแม้จะมีใครแนะนำที่อื่นที่ดีกว่า เขาปรารถนาจะตายท่ามกลางธรรมชาติ ไม่รบกวนใคร ไม่ต้องมีใครมาพยายามช่วยชีวิต ซึ่งนั่นถือเป็นการตายที่สมบูรณ์แบบในความคิดของลุงแล้ว

สันโดษที่แท้ทรู! เรื่องราวของ 3 ลุงผู้ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตบนเกาะร้างนานเป็นทศวรรษ
Photo Credit: News.com.au

        สำหรับใครที่กำลังยิ้มตามกับโลกน่ารักๆ ของลุง เราขอแสดงความเสียใจด้วยที่ต้องดับฝันลงตรงนี้ค่ะ เพราะลุงถูกพาออกจากเกาะอย่างเป็นทางการเมื่อเดินเมษายน และไปอยู่บนเกาะอิชิงากิ (Ishigaki) ที่อยู่ไม่ห่างจากเกาะโซโตบานาริ และห่างจากทำเนียบรัฐบาลเพียง 60 กิโลเมตร เหตุผลเพราะมีคนไปเห็นลุงอยู่บนเกาะในสภาพอ่อนแอ เลยโทรเรียกตำรวจ แล้วตำรวจลากเขากลับมาสู่แดนอารยธรรมตามเดิม สถานการณ์ตอนนั้นคือลุงไม่ต่อสู้ใดๆ เลย เขาดูเหมือนป่วยตอนที่ถูกจับ แต่ไม่ว่าจะยังไง เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมให้เขากลับไปอยู่ที่เกาะร้างอีก
 


 

2. Mauro Morandi

คุณลุงผู้หลงใหลหาดทรายสีชมพู (แถมอัปรูปให้ดูครบ 3 แอปฯ)
        เมื่อปี 1989 “เมาโร โมรันดี” (Mauro Morandi) ในวัย 50 ปี เลือกหลีกหนีความวุ่นวายมาอาศัยในเกาะ Budelli ที่อยู่ระหว่างซาร์ดิเนียกับคอร์ซิกา (ปัจจุบันเมาโรอายุ 79 ปี) เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ CNN Travel ว่าลุงมีความคิดเป็นกบฏมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว คิดจะหนีออกจากบ้านครั้งแรกก็ตอนอายุแค่ 9 ขวบ ตอนอยู่โรงเรียนก็ขัดใจครู ตอนอยู่บ้านก็หงุดหงิดพ่อแม่ พอโตมาก็รู้สึกเหมือนโดนจำกัดสิทธิในสังคม

สันโดษที่แท้ทรู! เรื่องราวของ 3 ลุงผู้ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตบนเกาะร้างนานเป็นทศวรรษ
Photo Credit: Atlasobscura.com

        เขาเคยอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วงตั้งแต่อายุ 68 ปี แต่หลังจากนั้นลุงก็ไม่ขอเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอีก เพราะเขาไม่ชอบการปะทะและเกลียดการใช้อาวุธ ในขณะเดียวกันก็เริ่มคิดหลีกหนีออกจากสังคมที่คิดแต่เรื่องอำนาจและเงินตรา

        หลังจากนั้น เขาก็ตัดสินใจเดินทางออกจากกิลลิโปลิ (Gullipoli) ทางตอนใต้ของอิตาลีพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน จุดหมายคือพอลีนีเชีย (Polynesia) เพื่อหาเกาะร้างสักเกาะสำหรับเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่แล้วก็มาจอดที่ชายฝั่ง "เกาะบูเดลิ" (Budelli) ที่อยู่ระหว่างคอร์ซิกา (Corsica) กับซาร์ดิเนีย (Sardinia)

        ความพิเศษของเกาะนี้คือเป็น “หาดทรายสีชมพู” (Pink Beach) ซึ่งทรายสีแบบนี้เกิดจากการที่คลื่นไปกัดเซาะปะการังและเปลือกหอยซ้ำๆ เป็นเวลานานจนกลายเป็นผงนั่นเองค่ะ และช่วงหลังศตวรรษที่ 20 เกาะก็ได้เปลี่ยนเจ้าของไปหลายต่อหลายคน เมื่อโมรันดีเดินทางไปถึง ก็รู้เลยว่าเกาะแสนเพอร์เฟกต์อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ประจวบเหมาะกับที่ผู้ดูแลคนเก่ากำลังจะเกษียณอายุ

        แล้วอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาก็ได้กลายเป็นผู้ดูแลเกาะอย่างเป็นทางการ และได้พักในกระท่อมที่ผู้ดูแลคนเก่าเคยอยู่มาก่อน ช่วงปีแรกๆ ของการทำงาน เขารู้สึกแย่มาก ไม่อยากสื่อสารกับใครที่มาเที่ยวเกาะนี้เลย และอยากเก็บความงามไว้มองแค่คนเดียว (เหมือนหึงเกาะอะ)

สันโดษที่แท้ทรู! เรื่องราวของ 3 ลุงผู้ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตบนเกาะร้างนานเป็นทศวรรษ
Photo Credit: Atlasobscura.com
 
        หลายปีผ่านไป เขารู้สึกกลัดกลุ้ม คิดว่าตัวเองน่าจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย เลยอยากแชร์ความงดงามของเกาะนี้ให้คนทั่วโลกเห็น เพราะเขาคิดว่า ความงามสามารถปกป้องไม่ให้โลกถูกทำลายได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่มาท่องเที่ยวเกาะนี้มากขึ้น โดยเฉพาะพวกเด็กๆ และยังใช้เวลาไปกับการถ่ายภาพมุมต่างๆ เอาไว้

       เขาได้ปกป้องชายฝั่งบูเดลิด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศวิทยาและวิธีปกป้องให้แก่นักท่องเที่ยว ทั้งที่เขาเองก็ไม่ใช่นักพฤกษศาสตร์หรือนักชีววิทยาใดๆ เลย รู้เพียงชื่อของพืชและสัตว์ ซึ่งงานจริงๆ มันยากกว่านั้น เพราะการดูแลพืชเป็นงานด้านเทคนิค เขาพยายามบอกให้คนอื่นๆ เข้าใจว่าทำไมพืชถึงจะเป็นต้องดำรงอยู่
        แล้วในเวลาต่อมา บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งก็ได้มาติดตั้งเราเตอร์ไวเลสเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่นักท่องเที่ยวบนเกาะนี้ จากที่เมาโรไม่เคยรู้จัก iPad มาก่อน ก็เริ่มสมัครแอคเคาท์ Twitter, Facebook และ Instagram เพื่อแบ่งปันความสวยงามที่เขาเห็นให้แก่คนทั่วโลก ในแต่ละวัน เขาจะตื่นมาเก็บภาพตอนพระอาทิตย์กำลังขึ้น กินอาหารเช้า ให้อาหารแมวและไก่ จากนั้นเปิดแท็บเล็ตเพื่อจัดการกับรูปต่างๆ คอมเมนต์ และคำถามจากเพื่อนในเฟซที่มีราวๆ 5,000 คน และเขาคิดว่าน่าจะมีคนดูภาพของเขาใน Google Maps อีกเกือบ 600,000 คน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับแหล่งท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
        ช่วงหน้าร้อนจะมีคนมาท่องเที่ยวเยอะมาก ส่วนในหน้าหนาวอาจมีไม่มากนัก แต่โมรันดีไม่เคยรู้สึกเหงาเลย เขาเพลิดเพลินกับการนั่งปล่อยให้ความเงียบของธรรมชาติช่วยปลอบโยน ฟังเสียงลมและคลื่นที่มาคั่นความเงียบแทนเสียงเพลงโอเปร่า ใช้เวลาตกแต่งไม้สนให้เป็นงานประติมากรรม ตั้งใจศึกษาปรัชญาและวรรณกรรมซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวกรีก เก็บภาพมุมต่างๆ ของเกาะ 
 
สันโดษที่แท้ทรู! เรื่องราวของ 3 ลุงผู้ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตบนเกาะร้างนานเป็นทศวรรษ
Photo Credit: Michele Ardu / Nationalgeographic

สันโดษที่แท้ทรู! เรื่องราวของ 3 ลุงผู้ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตบนเกาะร้างนานเป็นทศวรรษ
Photo Credit: Atlasobscura.com
 
        จริงๆ แล้วคุณลุงมีครอบครัวอยู่ที่แผ่นดินใหญ่ของอิตาลีนะคะ แต่เขาตั้งใจจะอยู่ที่เกาะบูเดลิตลอดชีวิต และแน่นอน เมาโรไม่มีคำว่ากลัว และยืนกรานว่าจะอยู่ที่นี่จนลมหายใจสุดท้าย
 
        ...แต่บางครั้ง การตัดสินใจก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาซะทีเดียว เพราะผู้ครอบครองเกาะบุลเดลิถูกเปลี่ยนบ่อยครั้ง จนในปี 2016 ศาลตัดสินให้บูเดลิเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของ ทำให้สิทธิในการอยู่อาศัยของเขาเริ่มสั่นคลอน และโมรันดีเองก็มั่นใจว่าเขาต้องโดนไล่ออกแน่ๆ สิ่งที่เขาทำคือรอไปเรื่อยๆ จนกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะตัดสินใจว่าจะเอายังไงกับเขาดี? อย่างไรก็ตาม มีคนถึง 18,000 รายชื่อที่ยื่นคำร้องคัดค้านการตัดสินใจครั้งนี้ของรัฐบาลด้วย 

สันโดษที่แท้ทรู! เรื่องราวของ 3 ลุงผู้ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตบนเกาะร้างนานเป็นทศวรรษ

3. David Glasheen (73 ปี)

เมื่อหุ้นทำพิษ...ลุงเลยหนีมาติดเกาะ

 
        ต่อไปเราจะมาพูดถึงชีวิตของคุณปู่ “เดวิด แกลชชีน” (David Glasheen) ที่ใช้ชีวิตบนเกาะ Restoration ซึ่งเป็นเกาะร้างที่อยู่ตอนเหนือของออสเตรเลีย โดยมีคู่หูดูโอ้คือมะหมาคู่ใจนาม “พอลลี่” (Polly) 
 
        ย้อนไปสมัยปี 1987 ลุงเดวิดเคยเป็นนายทุนและเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์มาก่อนค่ะ แต่ตลาดหุ้นก็พังครืน ทำให้สูญเสียทรัพย์สินไปร่วม 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แถมภรรยาที่รักก็มาโทษว่าเป็นความผิดลุงอีก แล้วในที่สุดก็กลายเป็นครอบครัวล้มละลายเมื่อปี 1991 การตัดสินของศาลสิ้นสุดลง ธนาคารก็แวะมาหาในปี 1993 และทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเขาก็ถูกยึดไป แล้วหลังจากหย่ากับภรรยา ก็ไปปิ๊งรักกับสาวซิบบับเวที่เพิ่งหย่ามาหมาดๆ เหมือนกัน 
 
        สถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่ ประจวบเหมาะกับที่ได้ยินเพื่อนพูดถึง "เกาะ Restoration" (เกาะร้างทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ขนาด 64 เอเคอร์) ทำให้เขารีบจูงมือพาสุดที่รักไปตั้งต้นชีวิตใหม่ในกระท่อมเล็กๆ ริมหาดบนเกาะนี้ และมีแผนจะสร้างรีสอร์ทหรู 60 ห้อง! 
        แต่แล้วหวานใจคนใหม่ก็ตีจาก ตัวลุงเองเริ่มมีหนวดเคราและเลิกสวมเสื้อเพื่อเข้าสู่วิถีฤๅษี แถมยังต้องเผชิญหน้ากับชนเผ่าพื้นเมืองที่คัดค้านการสร้างรีสอร์ทของเขาด้วย ความฝันของเขาพังทลายลง และต้องใช้ชีวิตในกระท่อมน้อยๆ นั้นต่อไป
 
        สำหรับชีวิตบนเกาะของแกลชชีน ก็ไม่ได้เรียกว่ามีแฮปปี้ซะทีเดียวนะคะ เขาใช้เวลากว่าสองศตวรรษในการซ่อมแซมด่านหน้าเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กลายมาเป็นบ้าน พร้อมพลังงานแสงอาทิตย์และอินเทอร์เน็ต ในปีนึงจะมี 2-3 ครั้งที่ต้องนั่งเรือเป็นชั่วโมงๆ ไปร้านขายของชำในตัวเมือง แต่ละวันต้องประทังชีวิตพืชผักที่ปลูกเอง และจับปูปลาสดๆ มาประกอบอาหาร อีกหนึ่งบทบาทของลุง คือเป็นเจ้าภาพให้กับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก รวมถึง “รัสเซล โครว์” (Russell Crowe) ซึ่งเคยจอดเรือยอร์ชมาเพื่อรับประทานอาหารเย็นที่นี่
 

        ส่วนสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตของลุงเดวิด คือ "คู่ชีวิต" ที่จะมาแชร์ทุกข์สุขด้วยกัน ลุงเคยโพสต์โฆษณาลงในเว็บหาคู่เพื่อมองหาแฟนสาวสักคน ปรากฏว่ามีแค่สาวอิตาเลียนคนนึงที่แวะเวียนมาแค่ช่วงสั้นๆ แต่แล้วเธอก็พูดถึงความสัมพันธ์แบบเปิด ซึ่งลุงเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร คิดว่าน่าจะหมายถึงว่าพวกเขาจะไม่มีความลับต่อกันมั้ง?

        (Note: ความสัมพันธ์แบบเปิด" หรือ Open Relationship = การคบแบบไม่ผูกมัด คุยกับหลายๆ คนได้พร้อมกัน สามารถพบได้ชัดเจนในสังคมตะวันตก ส่วนพี่ไทยก็มีเหมือนกัน แต่ไม่เปิดเผยตัวตนเท่าไหร่)

        ลุงเล่าว่าสิ่งที่ดีที่สุดในการมาทำตัวเหมือนเป็น “ฤๅษี” คือความสงบของเกาะนี้ที่ช่วยฟื้นฟูความเป็นตัวของตัวเองของเขากลับมาได้ แต่ถึงจะยังงั้นก็เถอะ เขาดูเหมือนผู้ลี้ภัยมากกว่านักธรรมชาติวิทยา เขามาอยู่ที่นี่เพราะไร้ทางเลือก ไม่ได้มีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่อย่างที่คริสโตเฟอร์ในหนังเรื่อง Into the wild เพราะสังเกตได้จากตอนที่มีสื่อลงไปสัมภาษณ์ เขายังดูมีเรื่องการลงทุนอยู่ในหัว แถมยังพร้อมให้คำแนะนำในเรื่องนี้แก่นักข่าวด้วย
 
       คุณลุงสมัยยัง 69 พูดคุยกับสื่อว่า “ตลาดหุ้นมันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมนะ มันทำให้เราได้เงินดอลลาร์มาแบบง่ายๆ และรวดเร็วมาก ดีกว่าทำงานอีก คุณสามารถได้เงิน 50 เท่า โดยใช้เวลาแค่ 1 ในสิบเท่านั้น” และถือว่าน่าแปลกมากที่เขาไม่โทษตลาดเลยสำหรับสถานการณ์ที่ทำให้เขาล้มละลาย เขาบอกว่าตนปล่อยให้ตัวเองถลำลึกเกินไป และไม่ฉลาดพอที่จะมองเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

        สุดท้ายคุณลุงรายนี้ก็บอกเหมือนลุงโมรันดิว่า “เขาอยากตายที่เกาะนี้” เพราะที่นี่เหมือนเป็นสวรรค์บนดินค่ะ บางทีการไม่สวมเสื้อผ้าอยู่ในเขตร้อน และกินปูทั้งวัน อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนักหรอก?
        พอมาศึกษาเรื่องลุงๆ ทั้งสามคนอย่างละเอียดก็ยอมใจเลยค่ะ เพราะต้องนอนกลางดินกินกลางทราย ไร้สังคมและห่างไกลเทคโนโลยี (ยกเว้นลุงเมาโรผู้ชอบอัปรูปและเก่งโซเชียล) ส่วนข้อดีก็ใช่จะไม่มีเลย เพราะการอยู่เงียบๆ คนเดียวก็ทำให้สบายใจไปอีกแบบเหมือนกัน ไม่ต้องทุกข์จากการเอาตัวไปยึดติดอำนาจกับเงินทอง ...แต่ถ้าชาว Dek-D คนไหนกำลังเตรียมเก็บข้าวของมองหาเกาะร้างค้างคืนเป็นทศวรรษแบบนี้บ้าง อย่าเพิ่งนะคะ!! เดี๋ยวพ่อแม่เป็นห่วงเด้ออออ
 
Sources:
#Studyabroad #เกาะร้าง #ฤๅษี #Mauro Morandi #David Glasheen #Masafumi Nagasaki #Budelli #Restoration #Sotobanari

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?