ตายแล้วไม่ต้องฝังก็ได้! มาดู 5 พิธีกรรมแปลกๆ ที่เกี่ยวกับ 'ความตาย' จากรอบโลก []

วิว
    สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com อย่าเพิ่งเบื่อกันนะคะถ้าเห็น พี่นิทาน เขียนเรื่องเกี่ยวกับความตายให้อ่านกันอีกแล้ว ไม่ใช่ว่าพี่เป็นคนดาร์กหรืออะไรนะ แต่วันนี้พี่ไปเจอเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ 'พิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย' ที่แปลกไปจากเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว เช่น ในไทยเราก็จะจัดงานศพและเผาศพตามปกติเวลามีใครเสียชีวิต แต่ที่ต่างประเทศนั้นมีพิธีที่เกี่ยวกับงานศพที่แตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง เลยคิดว่าน่าสนใจและรู้ไว้ไม่เสียหายค่ะ 


หอคอยแห่งความเงียบสงบ 

(Zoroastrian Towers of Silence) 

ประเทศอิหร่าน/อินเดีย

ตายแล้วไม่ต้องฝังก็ได้! มาดู 5 พิธีกรรมแปลกๆ ที่เกี่ยวกับ 'ความตาย' จากรอบโลก 

    ส่วนมากเรามักเห็นพิธีกรรมของความตายเป็นแค่การฝังศพหรือเผาศพเท่านั้น แต่ในประเทศอิหร่านและอินเดียที่มีคนนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) จะมีหอคอยเฉพาะสำหรับการทำพิธีศพที่เรียกว่า Towers of Silence หรือ หอคอยแห่งความเงียบสงบ โดยพวกเขาเชื่อว่าการฝังศพจะทำให้เกิดมลภาวะและไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่พวกเขาเคารพ 

    ดังนั้นการจะหลีกเลี่ยงมลภาวะที่จะเกิดขึ้นกับธาตุเหล่านั้นก็คือการนำศพคนตายไปวางเรียงไว้บนหอคอยแห่งนี้ และปล่อยให้สัตว์ล่าเหยื่อต่างๆ เช่น นกแร้ง มากำจัดศพไปเองตามธรรมชาติ หอคอยแห่งความเงียบสงบนี้สร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงกลางๆ ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล มีลักษณะเป็นหอคอยสูงขึ้นมา โดยจะมีวงกลม 3 วงอยู่ภายใน วิธีการเรียงศพของชาวโซโรอัสเตอร์คือวางศพผู้ชายไว้ที่วงกลมนอกสุด ศพผู้หญิงอยู่วงกลมตรงกลาง และศพเด็กๆ จะอยู่ที่วงกลมในสุด และเมื่อศพถูกวางเรียงไว้บนหอคอยแล้ว นกแร้งจะมาทึ้งกินศพจนหมดภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง 

ตายแล้วไม่ต้องฝังก็ได้! มาดู 5 พิธีกรรมแปลกๆ ที่เกี่ยวกับ 'ความตาย' จากรอบโลก 

    หลังจากที่ศพถูกกินโดยนกแร้งและเหลือแต่กระดูกแล้ว แสงอาทิตย์จะช่วยทำให้กระดูกแห้งและเปื่อย เปรียบได้เหมือนกับการทำให้ศพบริสุทธิ์ จากนั้นซากกระดูกจะถูกนำไปเก็บไว้ในโกศภายในหอคอย 

    ปัจจุบันยังสามารถพบเห็นได้ในประเทศอิหร่านและอินเดียในเขตที่ชาวปาร์ซี (Parsi) อาศัยอยู่ ก่อนหน้านี้ที่อิหร่านยังคงมีการใช้หอคอยแห่งนี้เพื่อทำพิธีศพแบบโซโรอัสเตอร์อยู่ แต่ภายหลังโดนรัฐบาลสั่งห้ามในช่วงปี 1970 ค่ะ 


ตัดนิ้วคนเป็น เมื่อมีคนตาย 

ชนเผ่าดานิ ปาปัวนิวกินี

ตายแล้วไม่ต้องฝังก็ได้! มาดู 5 พิธีกรรมแปลกๆ ที่เกี่ยวกับ 'ความตาย' จากรอบโลก 

    เมื่อสมาชิกครอบครัวหรือญาติพี่น้องเสียชีวิตลง แน่นอนว่าความโศกเศร้าย่อมเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่สำหรับชนเผ่าดานิแล้วมีการแสดงออกที่แตกต่างไปกว่านั้นค่ะ ชนเผ่าดานิเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกของปาปัวนิวกินี ซึ่งในแถบนั้นมีประชากรอยู่ประมาณ 25,000 คน และเผ่าดานิก็เป็นหนึ่งในนั้น และพวกเขาถือว่าเป็นกลุ่มชนเผ่าที่มีประชากรมากที่สุดในกลุ่มชาวปาปัว 

    ต้องขอบอกก่อนว่าในปัจจุบันไม่มีประเพณีตัดนิ้วนี้แล้วนะคะ ด้วยหลายๆ สาเหตุที่เราพอจะเดาได้ว่าไม่ใช่เรื่องสมควรเท่าไหร่แม้ว่าจะเป็นการแสดงออกถึงความเสียใจต่อคนตายก็ตาม ประเพณีการตัดนิ้วนี้เคยเกิดขึ้นในช่วงงานศพของครอบครัวคนในชนเผ่า พวกเขาเชื่อว่านิ้วเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความปรองดอง ความสามัคคี ความแข็งแรง และนิ้วทั้ง 5 นั้นเมื่อรวมกันก็จะใช้งานต่างๆ ได้ดีขึ้น เปรียบเสมือนครอบครัวที่ต้องมีสมาชิกหลายคนมารวมกัน 

    ดังนั้นเมื่อสมาชิกในครอบครัวตายไป การตัดนิ้วออกตามจำนวนคนที่ตายจึงเป็นการแสดงความโศกเศร้าและเจ็บปวดต่อการสูญเสีย และป้องกันความชั่วร้ายไม่ให้เกิดขึ้นหลังจากสมาชิกตายไป นอกจากนั้นพวกเขายังเชื่อว่าการตัดนิ้วจะทำให้วิญญาณของผู้ตายมีความสุขและไม่เร่ร่อนด้วยค่ะ

    สิ่งที่ช็อคที่สุดก็คือผู้ที่ถูกตัดนิ้วนั้นจะต้องเป็น 'ผู้หญิง' ที่มีบทบาทสำคัญในครอบครัว แต่บางครั้งก็อาจเป็นผู้ชายถ้าภรรยาตายไป ปัจจุบันแม้ว่าประเพณีนี้จะถูกแบนไปแล้ว แต่คนรุ่นเก่าๆ ในชนเฝ่าดานิก็ยังคงแอบทำกันอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ 


กระโดดเข้ากองไฟตายตามสามี

ประเทศอินเดีย

ตายแล้วไม่ต้องฝังก็ได้! มาดู 5 พิธีกรรมแปลกๆ ที่เกี่ยวกับ 'ความตาย' จากรอบโลก 

    เราอาจเคยได้ยินเรื่องเล่ามาก่อนว่าที่ประเทศอินเดียในบางแห่งนั้น เมื่อสามีตายแล้วภรรยาจะตรอมใจ โศกเศร้า และกระโดดเข้ากองไฟตายตามสามี เมื่อก่อนตอนที่พี่ได้ยินเรื่องนี้มาก็คิดว่าคงไม่จริงหรอก อาจจะเป็นแค่เรื่องเล่า แต่ความจริงแล้วพิธีกรรมนี้เคยมีอยู่จริงๆ ค่ะ โดยจะเรียกกันว่า สตี (Sati) จะเกิดขึ้นในพิธีเผาศพของชาวอินเดีย โดยผู้เป็นภรรยาที่เพิ่งเสียสามีไปมักจะถูกบังคับ หรือไม่ก็สมัครใจตายตามสามีโดยการเดินเข้าไปในกองไฟที่เผาศพสามีจนกระทั่งเสียชีวิตตาม และจะถือว่าพิธีกรรมสิ้นสุดค่ะ 

    นอกจากวิธีเดินเข้ากองไฟแล้วตายตามแล้ว พิธีสตีนี้ยังมีในอีกหลายรูปแบบบ้าง เช่นการโดนฝังทั้งเป็นไปพร้อมกับศพของสามี ฟังดูน่ากลัวมากจริงๆ ค่ะ พิธีสตีนี้ได้ชื่อมาจากพระแม่สตี (หรือพระทักษายณี) เทพเจ้าแห่งการมีอายุยืนของอินเดียที่ตัดสินใจสังเวยชีวิตตัวเองเพราะทนไม่ได้ที่พ่อของเธอลบหลู่เกียรติของสามี จากนั้นชาวอินเดียจึงนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในอินเดียทางตอนใต้ 

    ถึงแม้ว่าในบางกรณีนั้น ฝ่ายภรรยาเลือกที่จะตรอมใจตายตามสามีเอง ด้วยหลายๆ เหตุผล เช่น สามีเป็นที่พึ่งหลักของเธอ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ เมื่อสามีตายภรรยาจึงรู้สึกหมดหวังและไม่เหลือใคร เลยตัดสินใจตายตาม แต่ถึงอย่างไรวิธีการนี้ก็ไม่เหมาะสม พิธีสตีเลยถูกแบนในปี 1920 ในที่สุด 


วันปาร์ตี้กับคนตาย (พิธี Famadihana) 

มาดากัสการ์

ตายแล้วไม่ต้องฝังก็ได้! มาดู 5 พิธีกรรมแปลกๆ ที่เกี่ยวกับ 'ความตาย' จากรอบโลก 

    ในช่วงหน้าหนาว ชาวมาดากัสการ์ที่อาศัยอยู่ตอนเหนือ หรือที่เรียกว่าชาวเมรินา (Merina) จะจัดเทศกาลที่เกี่ยวกับความตายชื่อว่า 'Famadihana' เป็นวันปาร์ตี้กับคนตาย ฟังดูน่ากลัวและสยองๆ เล็กน้อย แต่พวกเขาทำเพื่อจะเคารพญาติๆ ที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยความรื่นเริงสนุกสนานแทนที่จะโศกเศร้าเหมือนคนทั่วๆ ไป 

ตายแล้วไม่ต้องฝังก็ได้! มาดู 5 พิธีกรรมแปลกๆ ที่เกี่ยวกับ 'ความตาย' จากรอบโลก 

    เมื่อเทศกาลนี้เริ่มขึ้น พวกญาติๆ จะทำการขุดศพของผู้ตายขึ้นมาจากหลุมศพและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ศพเหล่านั้นด้วยผ้าไหมแพงๆ พร้อมเครื่องประดับมากมาย จากนั้นจึงฉีดน้ำหอม และห่อศพด้วยผ้าคล้ายๆ พรมขนาดใหญ่เพื่อไม่ให้เครื่องประดับหรือสิ่งต่างๆ ที่ใช้ในพิธีกรรมหลุดร่วงลงมา ก่อนจะขนศพเหล่านั้นไปประกอบพิธีโดยการเต้นรำ กินดื่ม ก่อนจะนำศพกลับมาฝังลงในหลุมก่อนพระอาทิตย์ตก 

    พิธีนี้จะจัดขึ้นทุกๆ 2-5 ปี แล้วแต่ฐานะของครอบครัวนั้นๆ เพราะการจะจัดงานนี้ต้องใช้เงินจำนวนมาก ถ้าครอบครัวไหนที่มีฐานะหน่อยก็จะจัดถี่กว่า และจะทำแบบนี้ไประมาณ 4-5 ครั้งโดยเฉลี่ย สาเหตุที่มีการขุดศพญาติๆ และนำมาประกอบพิธีแบบนี้อยู่บ่อยๆ เนื่องจากชาวเมรินาเชื่อว่าญาติๆ ที่เสียชีวิตไปแล้วจะคอยปกป้องและคอยระวังภัยให้พวกเขาค่ะ 


แขวนโลงศพไว้บนหน้าผา 

ประเทศฟิลิปปินส์

ตายแล้วไม่ต้องฝังก็ได้! มาดู 5 พิธีกรรมแปลกๆ ที่เกี่ยวกับ 'ความตาย' จากรอบโลก 

    ชาวเผ่าอิโกรอต (Igorot) ที่อาศัยอยู่ในเขตภูเขาของประเทศฟิลิปปินส์มีพิธีกรรมเกี่ยวกับศพมายาวนานและไม่เหมือนที่อื่นๆ คือการ 'แขวนโลงศพ' ไว้ที่หน้าผาแทนที่จะฝังหรือเผาเหมือนวัฒนธรรมอื่นๆ โดยการแขวนโลงศพนี้จะใช้การตอกโลงศพเหล่านี้ด้วยตะปูเพื่อยึดอยู่กับหน้าผาสูงๆ ค่ะ

    สาเหตุที่ชาวเผ่าอิโกรอตต้องแขวนโลงศพคนตายไว้บนหน้าผาเพราะเขาเชื่อว่ายิ่งศพอยู่สูงเท่าไหร่ ก็เท่ากับว่ายิ่งใกล้กับวิญญาณบรรพบุรุษเบื้องบนมากเท่านั้น และอีกเหตุผลที่ไม่ฝังศพลงดินเหมือนที่อื่นๆ ก็เพราะการฝังศพลงในดินจะทำให้ศพเน่าและย่อยสลายไปอย่างรวดเร็วและอาจถูกสุนัขหรือสัตว์อื่นๆ มาขุดคุ้ยหรือมากินได้ การเก็บศพไว้ในโลงบนที่สูงอย่างหน้าผาจะทำให้ศพปลอดภัยและคงสภาพไปได้นาน

ตายแล้วไม่ต้องฝังก็ได้! มาดู 5 พิธีกรรมแปลกๆ ที่เกี่ยวกับ 'ความตาย' จากรอบโลก 

    การบรรจุศพลงในโลงก่อนจะขึ้นไปแขวนที่หน้าผาจะต้องใช้เถาวัลย์ของพืชเพื่อผูกศพไว้กับตัวโลง คลุมด้วยผ้า ก่อนจะรมควันศพเพื่อให้ศพย่อยสลายช้าลงและป้องกันกลิ่นเหม็นเน่า ปัจจุบันพิธีกรรมนี้เหลือน้อยมากแล้วเพราะชาวบ้านส่วนมากมักได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาคริสต์ และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้พวกเขาหันมาทำพิธีศพแบบธรรมดา เช่นการฝังศพในหลุม ดังนั้นเด็กๆ ชาวอิโกรอตสมัยนี้อาจไม่ค่อยรู้จักการปีนขึ้นหน้าผาเพื่อไปเคารพศพญาติๆ กันแล้วค่ะ 

 

     เมื่อมีวัฒนธรรมที่ต่างกันก็มักจะมีความเชื่อและพิธีกรรมที่ต่างนะคะ บางครั้งอาจแปลกหลุดโลกไปจากวัฒนธรรมที่เราคุ้นเคยไปหน่อย แต่ไม่ว่ายังไงก็เป็นการเคารพผู้ที่ตายไปแล้วเหมือนกันหมดค่ะ และพิธีกรรมบางอย่างที่ไม่ควร ก็มักมีการแบนไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไปในที่สุดค่ะ 

อ้างอิง
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nitan

พี่นิทาน - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #ตาย #เสียชีวิต #พิธีกรรม #ศพ #พิธีศพ #เผาศพ #นกแร้ง #โซโรอัสเตอร์ #ศาสนา #อินเดีย #อิหร่าน #ปาปัวนิวกินี #มาดากัสการ์ #ฟิลิปปินส์ #ความเชื่อ #วัฒนธรรม

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?