"ชื่ออาหาร" ที่เราคุ้นเคย รู้ไหมว่ามีที่มายังไง!? (แซนด์วิช บาร์บีคิว ฯลฯ) []

วิว
       สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com น้องๆ เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวันถึงต้องเรียกชื่อนี้ด้วย และชื่อที่เรียกกันอยู่นี่มีที่มาอย่างไร วันนี้ พี่ภรณ์ เลยนำที่มาที่ไปของอาหาร 5 อย่างมาให้อ่านกันค่ะ บางอย่างรู้แล้วก็ยังแอบงงๆ อยู่เลยว่า ที่มามันเป็นอย่างนี้จริงๆ เหรอเนี่ย ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง ไปอ่านกันเลย!


แซนด์วิช


"ชื่ออาหาร" ที่เราคุ้นเคย รู้ไหมว่ามีที่มายังไง!? (แซนด์วิช บาร์บีคิว ฯลฯ)

​       มาเริ่มกันด้วยอาหารยอดนิยมอย่างแซนด์วิชกันก่อนค่ะ แม้ว่าแซนด์วิชจะเป็นอาหารที่ในสมัยนี้ใครๆ ก็กินได้ แต่รู้ไหมคะว่า จริงๆ แล้ว แซนด์วิชมีต้นกำเนิดมาจากชนชั้นขุนนางเลยทีเดียว ซึ่งผู้คิดค้นอาหารชนิดนี้ขึ้นมาก็คือ จอห์น มอนทากิว เอิร์ลที่ 4 แห่งแซนด์วิช (John Montagu, 4th Earl of Sandwich) รัฐบุรุษชาวอังกฤษผู้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทางด้านการทหารและการเมืองค่ะ โดยท่านลอร์ดแซนด์วิชเสพติดการเล่นการพนันเป็นอย่างมาก จนไม่อยากจะเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียวไปกับการทำอย่างอื่น เขาเลยสั่งให้คนรับใช้นำเนื้อ 1 ชิ้นประกบด้วยขนมปัง 2 แผ่นมาให้กิน เพื่อเขาจะได้กินอาหารโดยไม่ต้องใช้มีดกับส้อม และไม่ต้องเลอะมือ หรือทำไพ่เปื้อนหากกินเนื้ออย่างเดียวด้วยมือเปล่าค่ะ หลังจากนั้น คนอื่นๆ ก็เริ่มสั่งตามท่านลอร์ดด้วยการบอกว่า “เอาเหมือนแซนด์วิช!” ไปๆ มาๆ ก็เหลือแค่ว่า “แซนด์วิช” เท่านั้นค่ะ


บาร์บีคิว


"ชื่ออาหาร" ที่เราคุ้นเคย รู้ไหมว่ามีที่มายังไง!? (แซนด์วิช บาร์บีคิว ฯลฯ)

​       ทุกวันนี้หากพูดถึงบาร์บีคิวทุกคนคงนึกถึงอาหารประเภทปิ้งหรือย่างจนมีกลิ่นหอมๆ กันใช่ไหมล่ะคะ แต่ความจริงแล้วบาร์บีคิวไม่ได้แปลว่าวิธีการปรุงอาหารแบบย่างค่ะ เดิมทีบาร์บีคิวมาจากคำว่า ‘barbacoa’ หมายถึงไม้ที่ใช้ทำเป็นเตาเผาหรือย่างอาหาร โดยเริ่มมาจากการทำอาหารของชาวตาอีโน (Taino) ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศแถบทะเลแคริบเบียน ที่จะขุดหลุมที่มีแผ่นไม้อยู่ด้านบน แล้วนำปลาหรือสัตว์ทะเลไปเผาในหลุมนั้นค่ะ ซึ่งหลุมที่ว่านี่ไม่ได้ใช้แค่เผาอาหารเท่านั้นนะคะ บางครั้งก็ใช้เป็นที่นอน เป็นที่หลบภัย หรือไว้เก็บสะสมอาหารด้วยค่ะ

​       หลังจากนั้นประมาณปี 1526 มีชาวสเปนนำคำว่า ‘barbacoa’ ไปใช้เพื่อพูดถึงสิ่งที่ใช้ทำอาหาร ก่อนที่จะเริ่มมีคนใช้เพื่ออ้างถึงวิธีการทำอาหารแบบย่างแทนค่ะ ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงตัวสะกดเพื่อให้สามารถออกเสียงในภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่ borbecu, barbeque, BBQ และ Bar-B-Que แต่วิธีการเขียนแบบเป็นทางการมากที่สุดคือ “barbecue” ค่ะ


ฮอทด็อก


"ชื่ออาหาร" ที่เราคุ้นเคย รู้ไหมว่ามีที่มายังไง!? (แซนด์วิช บาร์บีคิว ฯลฯ)

​       สำหรับฮอทด็อกที่เราคุ้นเคยกันดีว่าเป็นขนมปังผ่าครึ่ง แล้วใส่ไส้กรอกเอาไว้ตรงกลาง พร้อมราดซอสมะเขือเทศหรือมัสตาร์ดนั้นเชื่อว่า จุดเริ่มต้นที่ใช้ชื่อนี้คือ ในปี 1901 ที่สนามกีฬาของนิวยอร์ก มีคนขายฮอทด็อกคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า “ไส้กรอกกำลังร้อนๆ เลย! รีบซื้อไส้กรอกดัชชุนขณะที่มันกำลังร้อน!”  ที่เขาเรียกว่า “ไส้กรอกดัชชุน” นั่นก็เพราะมันมีลักษณะคล้ายสุนัขพันธุ์ดัชชุน (Dachshund) ค่ะ ในตอนนั้นเอง แทด ดอร์แกน (Tad Dorgan) นักเขียนการ์ตูนชาวอเมริกันก็อยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย เขาจึงได้แรงบันดาลใจเอาเรื่องนี้ไปเขียนล้อเลียนเป็นการ์ตูนตลก แต่แล้วเขากลับเขียนคำว่า ‘Dachshund’ ไม่เป็น เลยเลือกที่จะเขียนง่ายๆ ว่า ‘Hot dog’ แทนนั่นเอง


แฮมเบอร์เกอร์


"ชื่ออาหาร" ที่เราคุ้นเคย รู้ไหมว่ามีที่มายังไง!? (แซนด์วิช บาร์บีคิว ฯลฯ)

​       มีน้องๆ คนไหนสงสัยเหมือนพี่บ้างไหมคะว่า ทำไมถึงเรียกว่า “แฮมเบอร์เกอร์” ทั้งๆ ที่มันไม่ได้มีส่วนประกอบของแฮมเลย เชื่อว่าในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 มีชาวเยอรมันเดินทางไปเอเชียแล้วเห็นวิธีการนำเนื้อไปใส่ไว้ระหว่างอานม้า เพื่อทำให้เนื้อนั้นนิ่มขึ้น เมื่อกลับมาถึงเมืองฮัมบวร์ก (Hamburg) ประเทศเยอรมนี เขาจึงนำวิธีนั้นมาใช้บ้าง ก่อนจะตั้งชื่อว่า Hamburg Meat ค่ะ ไม่กี่ปีต่อมา ชาวเยอรมันที่อพยพไปอยู่อเมริกาก็ได้นำวิธีการทำเนื้อชนิดนี้ไปด้วย ก่อนที่จะมีการเผยแพร่ผ่านนิตยสาร Boston Evening Journal เป็นครั้งแรกในปี 1884 ภายใต้ชื่อ Hamburg Steak อีกหลายปีต่อมาจึงเริ่มมีการพัฒนาอาหารชนิดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการเพิ่มก้อนขนมปังเข้าไป ใส่ผัก ใส่ซอส รวมถึงการเปลี่ยนชื่อเป็น Hamburger ค่ะ


บลัดดี้แมรี


"ชื่ออาหาร" ที่เราคุ้นเคย รู้ไหมว่ามีที่มายังไง!? (แซนด์วิช บาร์บีคิว ฯลฯ)

​       บลัดดี้แมรี (Bloody Mary) คือค็อกเทลชนิดหนึ่งที่มีส่วนประกอบหลักได้แก่ วอดก้าและน้ำมะเขือเทศ บางครั้งอาจใส่ส่วนผสมอย่างอื่นเข้าไปด้วยอย่าง วูสเตอร์ซอส ซอสเผ็ด กระเทียม สมุนไพร พริกไทยดำ น้ำมะนาว หรือมะกอกค่ะ จากชื่อของเครื่องดื่มชนิดนี้ทำให้มีคนเข้าใจว่าน่าจะมาจากตำนานผีบลัดดี้แมรี หรือชื่อของสมเด็จพระราชินีนาถแมรีที่ 1 แห่งอังกฤษ แต่ความจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลยค่ะ

​       บลัดดีแมรีถูกคิดค้นขึ้นในปี 1921 โดยเฟอร์นานด์ เปอตัว (Fernand Petiot) บาร์เทนเดอร์ชาวฝรั่งเศส ขณะที่เขากำลังทำงานอยู่ที่ Harry’s New York Bar ในกรุงปารีส เขาลองนำวอดก้ามาผสมกับน้ำมะเขือเทศกระป๋องอย่างละครึ่ง ตอนแรกคนในบาร์แห่งนั้นบอกว่ารสชาติมันยังเหมือนขาดอะไรบางอย่าง ก่อนที่เขาจะเติมความเผ็ดเข้าไป แล้วเกิดเป็นรสชาติที่ทั้งคู่ถูกใจ เฟอร์นานด์จึงให้ชายคนนั้นเป็นฝ่ายตั้งชื่อ เขาเลยตั้งว่า “Bloody Mary” เนื่องมาจาก เครื่องดื่มนี้ทำให้เขานึกถึงบาร์ “Bucket of Blood Club” ในชิคาโก และผู้หญิงคนหนึ่งที่เขารู้จักชื่อว่า “แมรี” ค่ะ


       ทั้งนี้เราจะเห็นได้ว่า แม้แต่ของรอบตัวที่เราใช้ในชีวิตประจำวันย่อมมีประวัติความเป็นมาและความพิเศษอยู่ในตัวด้วยกันทั้งนั้น บางเรื่องก็ตลกไม่เบา อย่างเรื่องของไส้กรอกกับน้องหมาดัชชุน ส่วนตัวพี่ชอบเรื่องของลอร์ดแซนด์วิชเป็นพิเศษ ที่อยู่ๆ ก็ได้ใช้ชื่อนี้ซะอย่างนั้น แล้วน้องๆ ล่ะคะ ชอบเรื่องไหนกันบ้าง ลองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะคะ



ข้อมูล
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=paul

พี่ภรณ์ - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #แฮมเบอร์เกอร์ #Bloody Mary #ฮอทด็อก #บาร์บีคิว #แซนด์วิช

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?