‘เกิร์ล’ นักศึกษาแพทย์ปี 1 ในฮังการี กับชีวิตการเรียนที่ต้องพึ่งวินัยและการเข้าสังคม! []

วิว
       สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าใครมีคณะในใจคือ “แพทย์” และยังฝันอยากไปเรียนต่อในต่างแดนด้วย ห้ามพลาดประสบการณ์ที่หยิบมาบอกต่อกันในวันนี้เลยค่ะ เพราะเราได้ไปพูดคุยกับหนึ่งในนักศึกษาแพทย์ปี 1 ที่เรียนในมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของฮังการี และได้มาแชร์ประสบการณ์เรียนคอร์สระยะสั้นปรับพื้นฐานเป็นระยะเวลา 6 เดือน ถ้าถามว่าเนื้อหาเข้มข้นดุเดือดมั้ย? บอกเลยว่า…หึหึ!

‘เกิร์ล’ นักศึกษาแพทย์ปี 1 ในฮังการี กับชีวิตการเรียนที่ต้องพึ่งวินัยและการเข้าสังคม!
Photo Credit: Ankana Lee


แนะนำตัว
 

       “สวัสดีค่ะ ชื่อ ‘เกิร์ล’ ตอนนี้เป็นนักศึกษาแพทย์ปี 1 ของ University of Debrecen ประเทศฮังการีค่ะ วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดน และการเรียน Shot Basic Medicine Course หรือ Foundation Program เป็นเวลา 6 เดือนที่ฮังการี ให้เพื่อนๆ ที่อยากเป็นหมอเหมือนกับเราเก็บไว้เป็นทางเลือกอีกทางนึงค่ะ ^^”

‘เกิร์ล’ นักศึกษาแพทย์ปี 1 ในฮังการี กับชีวิตการเรียนที่ต้องพึ่งวินัยและการเข้าสังคม!
Photo Credit: Ankana Lee

 

"Debrecen" หนึ่งในมหา'ลัยชั้นนำของฮังการี!
 

       เกิร์ลเริ่มเล่าที่มาที่ไปให้ฟังว่า “เราเองจบ ป.ตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล และฝันอยากเรียนหมอค่ะ เลยไปหาข้อมูลในเน็ตว่ามีหลักสูตรแพทย์ในต่างประเทศที่ไหนน่าเรียนบ้าง แล้วไปสะดุดกับ University of Debrecen ความน่าสนใจคือ ที่นี่เป็นหนึ่งในมหา'ลัยชั้นนำของฮังการี เพราะการเรียนการสอนได้มาตรฐาน เรียนเป็นภาษาอังกฤษตลอดหลักสูตร ที่สำคัญคือมีตัวแทนในประเทศไทย เราจึงสมัครและสอบในไทยได้เลยค่ะ”
 
       วิชาที่สอบเข้าคือชีวะ หรือเคมีและฟิสิกส์ มีทั้งสอบพูดและเขียน ตอนนั้นยอมรับเลยว่าลืมเนื้อหา ม.ปลายไปเยอะมากก 555 จริงๆ เรามีทบทวนก่อนสอบบ้างนะคะ แต่คะแนนก็ไม่ถึงที่จะเข้าเรียนปี 1 ของคณะแพทย์ได้ ทางมหา’ลัยจึงให้เราไปเรียนปรับพื้นฐานก่อนเป็นเวลา 6 เดือน จากนั้นเราก็ตัดสินใจเข้าเรียน Short Basic Medicine Couse (BMC-II) ของ Debrecen เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมานี้เองค่ะ”
 
‘เกิร์ล’ นักศึกษาแพทย์ปี 1 ในฮังการี กับชีวิตการเรียนที่ต้องพึ่งวินัยและการเข้าสังคม!
Photo Credit: Ankana Lee


รีวิวด่านแรก: คอร์สปรับพื้นฐานก่อนขึ้นปี 1
 

       BMC-II เป็นคอร์สระยะสั้นสำหรับคนที่ต้องปรับพื้นฐานวิชาชีวะ เคมี และฟิสิกส์ และเรียนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เริ่มด้วย Placement Test ที่มีเพื่อจัดกลุ่มนักเรียนเข้า Seminar จากคะแนนเฉลี่ยทุกวิชา ได้แก่ ชีวะ เคมี ฟิสิกส์ และ Listening ภาษาอังกฤษ ซึ่งนักศึกษาทุกคนต้องเข้าเรียน (มีเช็กชื่อ) ถ้าคะแนนเฉลี่ยสูงสุดจะเป็นกลุ่ม 1 รองลงมาเป็นกลุ่ม 2, 3, 4… ไปเรื่อยๆ ตามจำนวนนักศึกษา คนที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษหรือได้คะแนนน้อย ต้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มด้วย"

       "ส่วนคาบ Lecture ของแต่ละวิชา เราจะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ (ไม่มีเช็กชื่อ) แต่คลาสนี้ช่วยในการเรียน Seminar และการสอบย่อยได้ค่ะ ถ้าไม่เข้าต้องมีความรับผิดชอบพอที่จะอ่านหนังสือไปสอบเอง”

‘เกิร์ล’ นักศึกษาแพทย์ปี 1 ในฮังการี กับชีวิตการเรียนที่ต้องพึ่งวินัยและการเข้าสังคม!
Photo Credit: Ankana Lee
 
       อยากให้เราช่วยรีวิวทั้งคลาส Seminar กับ Lecture ให้ฟังหน่อยค่ะว่าเข้มข้นแค่ไหน? “เกิร์ลเองเข้าคลาส Seminar ทุกครั้งค่ะ เพราะเค้าจะช่วยติวหัวข้อที่ต้องเรียนในเลกเชอร์ มีการพูดคุยและทำแบบฝึกหัดที่ช่วยตอนสอบย่อยได้มาก ส่วนคาบเลกเชอร์คือถึงแม้ว่าอาจเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ต้องได้อะไรกลับมาแน่ๆ อย่างน้อยก็ผ่านหูผ่านตาตอนอาจารย์อธิบาย เพราะตอนอ่านสอบ ไม่ใช่การจำอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจเพื่อเอาไปอธิบายหรือตอบคำถามด้วยค่ะ”
 
       BMC-II ที่เราเรียนจะมีสอบย่อย 6 ครั้งในแต่ละวิชา เรียกว่า Self-Control Test (SCT) และถ้าสอบ 5 ครั้งได้คะแนนเฉลี่ยตามที่แต่ละคณะกำหนด ก็ไม่จำเป็นต้องสอบไฟนอลของวิชานั้นๆ เช่น เราจะเข้าคณะแพทย์ ต้องได้คะแนนเฉลี่ย 75% ในแต่ละวิชา ถ้าไม่ผ่านก็ต้องสอบไฟนอลให้ได้อย่างน้อย 60% ซึ่งตอนนั้นเราเองสอบชีวะกับเคมีผ่าน และสอบไฟนอลฟิสิกส์เพิ่ม 1 วิชา พอสอบผ่านหมดก็ได้เข้าปี 1 Faculty of Medicine, University of Debrecen โดยไม่ต้องสอบ Entrance Exam (ถ้าใครสนใจลองเข้าไปดูในเว็บมหา’ลัยเพิ่มได้นะคะ ^^)"

‘เกิร์ล’ นักศึกษาแพทย์ปี 1 ในฮังการี กับชีวิตการเรียนที่ต้องพึ่งวินัยและการเข้าสังคม!
Photo Credit: Ankana Lee
 


เนื้อหาแน่นแต่เวลาจำกัด...เลยต้องจัดเวลา
 

       “พอเริ่มเรียนจริงๆ เรารู้สึกวิธีสอนของเค้าต่างจากเราค่ะ อาจารย์จะมีทั้งท่านที่สอนเข้าใจง่ายและสอนไม่เข้าใจ  (ไม่ใช่เรื่องสำเนียงภาษาอังกฤษนะคะ เพราะอาจารย์ทุกท่านที่นี่สื่อสารอังกฤษได้ดีมาก) เราเลยจำเป็นต้องศึกษาด้วยตัวเองหลังเลิกเรียนด้วยค่ะ เนื้อหาที่เรียนจะเยอะมากก แต่ใช้เวลาเรียนแค่ 6 เดือน เราต้องจัดเวลาอ่านหนังสือและอ่านล่วงหน้าก่อนสอบอย่างต่ำๆ 1 อาทิตย์”
 
       “จริงๆ แล้วเรื่องจัดเวลาเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักศึกษาส่วนมากเลยนะคะ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเรียนมหา’ลัยมาก่อน เราต้องมีวินัย ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ต้องแบ่งเวลาให้ดีเลยว่าเวลาไหนอ่านหนังสือ พัก ทำงานบ้าน ทำกับข้าว หรือไปกินข้าวข้างนอก ซึ่งแต่ละคนก็จะแบ่งสไตล์ตัวเอง อย่างเราจะนอนก่อนตอนเย็น แล้วไปอ่านหนังสือเอาตอนดึกๆ เพราะมีสมาธิมากกว่า นอนอีกทีตอนเช้ามืด เป็นแบบนี้จนถึงตอนสอบเลยค่ะ ถ้าอ่านไม่เข้าใจตรงไหนก็ไปถามอาจารย์ ถามเพื่อน หรือหาข้อมูลเพิ่มจากเน็ต” 

‘เกิร์ล’ นักศึกษาแพทย์ปี 1 ในฮังการี กับชีวิตการเรียนที่ต้องพึ่งวินัยและการเข้าสังคม!
Photo Credit: Ankana Lee
 


ผูกมิตรกับเพื่อนจากหลายประเทศ


       “นักศึกษาอย่างเราจำเป็นต้องปรับตัวกับสิ่งใหม่ๆ ค่ะ โดยเฉพาะรูปแบบการเรียนและวัฒนธรรมที่ต่างกับไทย อย่างแรกเลยคือการใส่ชุดไปรเวทไปเรียนได้ ในขณะที่ไทยจะต้องใส่ชุดนักศึกษา ส่วนเพื่อนๆ ในมหา’ลัยนี้ก็มาจากหลายประเทศ ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น แคนาดา อิสราเอล ฯลฯ ทำให้เราต้องฝึกทักษะการเข้าหาคนอื่น ฝึกพูดคุยและผูกมิตรกับเพื่อนๆ ถ้าใครเขินๆ หรือไม่กล้าเข้าหาคน อาจต้องเปลี่ยนตัวเองให้กล้าขึ้นค่ะ”

       ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องเพื่อนแล้ว อยากรู้ว่าการคบเพื่อนส่งผลยังไงต่อการเรียนบ้าง? “ถ้าคบเพื่อนเรียน เราก็จะได้มารวมตัวเพื่อช่วยกันเรียน และแชร์สิ่งที่ตัวเองรู้ให้คนอื่นเข้าใจด้วย แต่อย่างน้อยๆ เราควรพยายามเรียนด้วยตัวเองก่อนค่ะ จากนั้นก็ไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เพื่อเพิ่มความรู้ ไม่ใช่ไปโดยไม่มีอะไรในหัวเลย”

‘เกิร์ล’ นักศึกษาแพทย์ปี 1 ในฮังการี กับชีวิตการเรียนที่ต้องพึ่งวินัยและการเข้าสังคม!
Photo Credit: Ankana Lee

 

ทิ้งท้ายถึงคนอยากเรียนหมอ
 

       “การเรียนอะไรหนักๆ แน่นอนว่าหลายคนต้องกลัวและกังวลเป็นปกติ เราเองก็เป็นค่ะ แต่สิ่งสำคัญเลยคือห้ามท้อ เพราะมันจะบั่นทอนจิตใจเรา ทำให้อะไรแย่ลงทั้งที่จริงๆ เราอาจทำได้ดีก็ได้ และไม่อยากให้คิดว่าการไปเรียนปรับพื้นฐาน Foundation Program จะเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะการเรียนหมอในต่างประเทศต้องใช้ความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่แค่ท่องจำ เราจะได้ปรับตัวให้เข้ากับการเรียนมหา’ลัยก่อนเริ่มปี 1”

‘เกิร์ล’ นักศึกษาแพทย์ปี 1 ในฮังการี กับชีวิตการเรียนที่ต้องพึ่งวินัยและการเข้าสังคม!
Photo Credit: Ankana Lee
 
       คราวนี้เราก็เห็นแล้วว่า การจะเรียนให้ผลออกมาน่าพอใจ ต้องพึ่งทั้งตัวเอง ต้องบริหารเวลาได้ และรู้จักเข้าหาคนอื่นในระดับนึง จริงๆ แล้ววิธีการเรียนของน้องเกิร์ลไม่ได้ใช้ได้แค่สำหรับคณะแพทย์ที่ฮังการีเท่านั้นนะคะ แต่เราหยิบมาใช้ได้กับทุกสภาพแวดล้อมเลย สำหรับวันนี้ พี่หวังว่าชาว Dek-D จะมีตัวเลือกในใจเพิ่มอีก 1 แห่งแล้ว ใครเล็งๆ ไว้อย่าลืมไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและเตรียมตัวให้พร้อมนะคะ ^^
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #แพทย์ #ปรับพื้นฐาน #ฮังการี #Debrecen

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?