'ปาล์ม' กับประสบการณ์งานพี่เลี้ยงเด็กในสวีเดน พร้อมสวัสดิการสุดเริ่ด! []

วิว
     สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D วันนี้พบกับ พี่วุฒิ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกอีกเช่นเคย ตามปกติแล้วในคอลัมน์นี้มักจะเป็นเรื่องราวของคนไปเรียนต่อนอกซะส่วนใหญ่ แต่คราวนี้เรามาเปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง เพราะเรื่องที่พี่นำมาฝากเป็นประสบการณ์ของสาวไทยที่ไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านการทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กในโครงการออแพร์ (Au Pair) ที่ประเทศแถบสแกนดิเนเวียสุดน่ารักอย่าง ‘สวีเดน’ อยากรู้แล้วใช่มั้ยล่ะครับ ว่าเรื่องราวของเธอเป็นยังไงบ้าง เลื่อนหน้าจอตามมาเลยครับ!

 
'ปาล์ม' กับประสบการณ์งานพี่เลี้ยงเด็กในสวีเดน พร้อมสวัสดิการสุดเริ่ด!

 
       สวัสดีค่ะ เราชื่อ “ปาล์ม” นะคะ อายุ 24 ปี เรามีโอกาสไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การศึกษาและทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กผ่านโครงการออแพร์ (Au Pair) ที่เมืองสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เป็นเวลา 1 ปี นี่ก็เพิ่งกลับมาหมาดๆ เลยค่ะ 
 
        ก่อนอื่นขอเล่าถึงที่มาที่ไปที่เลือกไปออแพร์ในครั้งนี้ เอาจริงกว่าจะได้ไปคือมันค่อนข้างดราม่าสำหรับเรามากค่ะ ย้อนไปเมื่อช่วงปีที่แล้ว ตอนนั้นเราอยู่ปี 4 เป็นช่วงที่เราต้องเตรียมตัวเพื่อไปฝึกงานสหกิจศึกษาในเทอม 2 แต่ก่อนที่จะไปสหกิจนั้น เราจะต้องอบรมให้ครบจำนวนชั่วโมงที่ทางคณะกำหนด ซึ่งการอบรมนั้นจะจัดทุกวันเสาร์ แล้วตอนนั้นเราเองก็เรียนไปด้วย และทำงานพาร์ตไทม์ไปด้วยในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำให้เราเองไม่สามารถเข้าอบรมได้ครบจำนวนชั่วโมงที่คณะกำหนด พอเป็นแบบนั้นเราเลยไม่ได้รับการอนุมัติให้ไปสหกิจศึกษา นั่นหมายความว่าเราจะต้องรอไปอีก 1 ปีเพื่อไปฝึกงานในปีหน้า และก็ทำให้เราเรียนจบช้ากว่าเพื่อนด้วย เรียกว่าขาดอบรมไป 3 ชั่วโมง แต่มันเปลี่ยนชีวิตของเราไปเลยก็ว่าได้ 

 
'ปาล์ม' กับประสบการณ์งานพี่เลี้ยงเด็กในสวีเดน พร้อมสวัสดิการสุดเริ่ด!

 
      ความจริงแล้วเราก็ยอมรับว่าเป็นเพราะเราเองด้วยที่ไม่จัดการเวลาให้ดี เลยทำให้ไม่สามารถมาเข้าอบรมตามที่คณะจัดให้ได้ และทำให้ไม่ได้ไปฝึกงานเหมือนเพื่อน ตอนนั้นเฟลมาก คือไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตเลย มืดแปดด้านไปหมด แพลนที่เคยวาดไว้ก็พังไม่เป็นท่า แต่เราเองก็ไม่อยากเป็นคนที่จมกับความเสียใจนานด้วย และคิดว่าคงไม่ปล่อยเวลา 1 ปี ให้ว่างไปอย่างเสียเปล่า จากนั้นเลยตัดสินใจว่าจะไปออแพร์ที่ต่างประเทศ ตอนนั้นเราคิดแค่ว่าอยากไปให้ห่างไกลจากจุดนี้ ไม่อยากจมกับความรู้สึกผิดหวัง บวกกับเราเองก็อยากไปลองใช้ชีวิตต่างประเทศอยู่แล้ว การตัดสินใจเลยง่ายมากค่ะ เราเลยหาเอเจนซี่ และใช้เงินเก็บที่เราหามาได้จากการทำงานพาร์ตไทม์เพื่อสมัครไปออแพร์ค่ะ 
 
       หลังจากที่เราหาเอเจนซี่โครงการออแพร์ได้แล้ว เค้าก็ช่วยเราจัดการทุกอย่าง ขั้นตอนก็คือ เอเจนซี่จะส่งโปรไฟล์ของเราให้กับทางโฮสต์แฟมิลี่ (Host Family) ซึ่งจะเป็นครอบครัวที่จะรับเราไปออแพร์และอยู่ด้วยที่บ้านของเค้า ตอนเรากรอกใบสมัครไปสามารถเลือกว่าจะไปประเทศอะไรก็ได้ในยุโรป ซึ่งใจจริงเราอยากไปประเทศเบลเยียมนะ ก็เขียนโน๊ตไปแล้วแหละ 5555 แต่ไปๆ มาๆ หลังสัมภาษณ์เสร็จ เราดันไปคลิกกับครอบครัวชาวสวีเดน บวกกับเราเองก็ไปหาข้อมูลมาเพิ่มด้วยว่า ประเทศสวีเดนนั้นเป็นประเทศที่น่าอยู่ ผู้คนน่ารัก คุณภาพชีวิตก็ดี ซึ่งเราเองก็อยากพิสูจน์เหมือนกันว่า มันดีจริงเหรอ? ก็เลยตอบรับและไปออแพร์ที่นั่นค่ะ และนี่นับว่าเป็นครั้งแรกของชีวิตเลยล่ะที่ได้ไปต่างประเทศ 

 
'ปาล์ม' กับประสบการณ์งานพี่เลี้ยงเด็กในสวีเดน พร้อมสวัสดิการสุดเริ่ด!

 
        เกริ่นความดราม่ามายาวมากกก มาเริ่มเรื่องราวชีวิตในสวีเดนกันบ้างดีกว่า หลังจากบินตรงแลนดิ้งลงกรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดนปุ๊บ พลังบวกมาเลยค่ะ รู้สึกว่าหลังจากนี้ชีวิตชั้นต้องดีแน่ๆ (และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ค่ะ อิอิ) เพราะว่าครอบครัวโฮสต์ที่เรามาอยู่ด้วยนั้นน่ารักมากกก เค้าใจดีกับเรามาก แทบไม่ตั้งกฏอะไรเลย แต่เราต้องรับผิดชอบงานของเราให้ดี เน้นความปลอดภัย เคยเขียนไว้ในโปรไฟล์ตอนสมัครว่ายังไงก็ต้องเป็นแบบนั้นนะ (ตอนนั้นเขียนไปว่ารักเด็กและมีความรับผิดชอบสูงค่ะ 555555) 
 
       พูดถึงหน้าที่ที่เราต้องในแต่ละวันบ้างดีกว่า หลักๆ เลยคือ ดูแลลูกของโฮสต์แฟมิลี่ที่เรามาอยู่ด้วยน้องที่เราดูแลอายุแค่ 4 ขวบ ในแต่ละวันเรามีหน้าที่ไปรับ-ส่งน้องที่โรงเรียน นอกนั้นก็เป็นงานดูแลบ้าน ทำความสะอาด ซักผ้า ทำอาหาร ก็จะแบ่งเวลากับพี่ๆ แม่บ้านคนอื่นไว้เรียบร้อยแล้ว โดยปกติแล้วในหนึ่งสัปดาห์เราจะทำงาน 25 ชั่วโมง มีวันหยุด 2 วัน จะไปเที่ยวหรือทำอะไรก็ได้ค่ะ แต่บางครั้งถ้านอกเหนือเวลางานแล้วโฮสต์อยากให้เราช่วยเหลืองาน เราก็ควรช่วยค่ะ เค้าก็จะให้ค่าทำงานล่วงเวลาหรือ OT เพิ่มกับเราด้วย ไม่มีการเอาเปรียบกัน 

 
'ปาล์ม' กับประสบการณ์งานพี่เลี้ยงเด็กในสวีเดน พร้อมสวัสดิการสุดเริ่ด!

 
     รู้เรื่องขอบเขตงานไปบ้างแล้ว เรามาพูดถึงอุปสรรคในการทำงานกันบ้างดีกว่า สำหรับปาล์มแล้ว ปัญหาหลักของเราเลยก็คือเรื่องภาษา เพราะที่นี่เค้าสื่อสารกันเป็นภาษาสวีดิช โดยเฉพาะกับน้องที่เราดูแล จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย พ่อแม่ของน้องก็เป็นคนสอนภาษาสวีดิชให้กับเรา อย่างเช่น พวกประโยคที่สำคัญจริงๆ ส่วนเราเอง จังหวะนั้นก็ต้องเปิด Google Translate เลยค่ะ ต้องแปลเป็นภาษาสวีดิชเพื่อคุยกับน้อง เรียกว่าปรับตัวกันหนักมากกกก กว่าจะพูดและเข้าใจกันจริงๆ ก็เข้าเดือนที่ 6 แล้ว ก่อนหน้านั้นก็เล่นเอาปวดหัวไปเบอร์ใหญ่เหมือนกัน 
 
     อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงจะเกิดคำถามใช่มั้ยคะว่าทำไมถึงเลือกไปสวีเดนล่ะ ในเมื่อตัวเองไม่รู้ภาษาสวีดิชเลย (นั่นสิ ไปทำไมเนี่ย 5555) ความจริงคือ เราไปอยู่ที่นู่นไปไม่ได้แค่ทำงานอย่างเดียวนะ เราไปเรียนภาษาสวีดิชด้วย ซึ่งความดีงามคือ เราได้เรียนฟรี ไม่เสียเงินสักบาทเลย และที่เรียนฟรีเพราะว่า เมื่อเราไปอยู่ที่นั่น เราต้องเสียภาษีค่ะ ซึ่งอาจจะไม่ได้แพงเท่าชาวสวีดิช แล้วเราโชคดีตรงที่ว่า ครอบครัวโฮสต์ของเราเค้าช่วยจ่ายค่าภาษีให้เราด้วย รู้สึกขอบคุณมากๆ เลย TT จากนั้นพอเราเสียภาษีแล้ว ก็จะได้รับสวัสดิการอย่างดีงามเลย ตั้งแต่เรียนภาษาสวีดิชฟรี หรือบางคนอาจจะเทคคอร์สเรียนภาษาฟรีกับมหาวิทยาลัยของสวีเดนก็สามารถทำได้เช่นกัน นอกจากนั้นถ้าเจ็บป่วยก็สามารถรักษาที่โรงพยาบาลได้ฟรีอีกด้วย เรียกว่าคุณภาพชีวิตดีมาก แถมสุขภาพจิตของเราที่เคยหดหู่ตอนแรก ก็กลับมาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลย 

 
'ปาล์ม' กับประสบการณ์งานพี่เลี้ยงเด็กในสวีเดน พร้อมสวัสดิการสุดเริ่ด!
หน้าตาพอดูไปวัดไปวามั้ยคะ สุดฝีมือแล้ว 5555
 
     การได้มาออแพร์ที่นี่ทำให้เราได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะมาก บางอย่างไม่เคยได้ทำมาก่อน ก็ได้มาทำที่นี่แหละ แต่ที่เรารู้สึกเป็นความท้าทายและประทับใจที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องของการทำอาหาร เพราะว่าตามตารางงานของแต่ละวีค เราจะต้องทำอาหารให้โฮสต์ทานอย่างน้อย 1 ครั้งค่ะ โดยอาหารที่ทำก็จะเป็นสไตล์สวีดิชบ้าง แล้วก็อาหารไทยบ้าง อย่างโฮสต์ที่เราไปอยู่ เค้าชอบทานอาหารไทยมากค่ะ พูดมาแบบนี้ฟังดูเหมือนจะเข้าทางกุลสตรีศรีสยามแบบชาวเราใช่มั้ยคะ? แต่เปล่าเลยค่ะ พื้นฐานของเราคือ เป็นคนไม่เข้าครัวเลย ทำอาหารไม่เป็น ทำไข่เจียวได้ก็ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว 55555555 แต่พอมาอยู่ที่นี่ เราต้องมารับบทเชฟทำอาหาร อยากหัวเราะให้ตัวเองเลยค่ะ แต่น้ำตาก็จะไหลเหมือนกัน แม่จะต้องภูมิใจในลูกสาวแน่นอน ฮ่าๆ 

 
'ปาล์ม' กับประสบการณ์งานพี่เลี้ยงเด็กในสวีเดน พร้อมสวัสดิการสุดเริ่ด!
ทำหลายเมนู ขออวดหน่อยนะ อิอิ
 
       จริงๆ ก่อนไปที่สวีเดน เราก็พอรู้มาบ้างว่าอาจจะต้องทำอาหารด้วย เราก็เลยศึกษาข้อมูลมาบ้าง เรียนตาม Youtube เปิดสูตรตามเว็บไซต์ต่างๆ เตรียมพร้อมรับบทเป็นมาสเตอร์เชฟสาวไทยใจซื่อ และคอยรังสรรค์อาหารไทยให้ชาวสวีดิชได้ลิ้มรสกัน อ่านแล้วดูเวอร์เนอะ 5555 เมนูที่เราทำบ่อยๆ ก็จะเป็นแกงเขียวหวาน มัสมั่น ต้มข่าไก่ น้ำพริกอ่อง เรียกว่าเปิดสูตรในเน็ตไปแล้วก็ทำไป สนุกมากค่ะ
 
       แล้วมันยิ่งสนุกตรงที่ บางเมนูมันหาซื้อวัตถุดิบในสวีเดนไม่ได้ เราก็ต้อง mix and match ว่าจะเอาอะไรมาใส่แทนดีให้มันสามารถพอไปวัดไปวาได้ และความฟินมันอยู่ตรงที่ โฮสต์ของเราบอกว่าอร่อยค่ะ ทำอะไรให้ก็บอกอร่อยหมด กินหมดด้วย และมีครั้งนึงโฮสต์พาเพื่อนมาปาร์ตี้ที่บ้าน และเรามีหน้าที่ทำอาหารไทยให้กินกัน พอแต่ละคนได้ลิ้มรสแล้ว ทุกคนชอบมากค่ะ ชมว่าเราทำอาหารเก่ง (นี่ไม่ได้อวยตัวเองเด้อ555) ตอนนั้นตัวลอยเลยแหละ ทั้งที่ความจริงเราก็เพิ่งมาทำเองเป็นครั้งแรกที่นี่ ฮ่าๆ ตอนนั้นรู้สึกภูมิใจในความเป็นกุลสตรีศรีสยามมากค่ะ รีบโทรไปบอกแม่เลย

 
'ปาล์ม' กับประสบการณ์งานพี่เลี้ยงเด็กในสวีเดน พร้อมสวัสดิการสุดเริ่ด!

 
      พูดมาเยอะขนาดนี้ มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้นเลย เอาจริงชีวิตมันก็ไม่ได้สวยงามไปทั้งหมดขนาดนั้นหรอกค่ะ เราเองก็เคยมีช่วงนึงที่รู้สึกท้อแท้ เพราะเราต้องทำงานกับคนและเวลาส่วนใหญ่เราต้องคอยดูแลน้อง ซึ่งอย่างที่บอกว่าเค้าเป็นเด็ก 4 ขวบ แล้วด้วยความเป็นเด็กอ่ะค่ะ มันก็มีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ บางครั้งก็ตามฟีลน้องไม่ทัน เดี๋ยวโมโห เดี๋ยววีนบ้าง แล้วยิ่งเรากับน้องสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย ในช่วงแรกๆ ก็ทำให้เราหัวเสียไปพอสมควรเลย บอกตามตรงตอนนั้นเราเหนื่อยกับงานมาก แล้วยิ่งต้องไปเรียนภาษาสวีดิชอีก ซึ่งก็ยากมากกก มันเลยท้อแท้และเกิดอาการงอแงจนไม่ไปเรียน (ไม่ดีเลยเนอะ) แต่เพื่อนเราที่ไปออแพร์เหมือนกันก็เป็นคนดึงเรากลับมาค่ะ พร้อมเตือนสติเราในหลายๆ เรื่อง พอคิดได้เหมือนเดิมก็กลับไปตั้งใจเรียน จากจุดนี้ทำให้เรารู้ว่า การปรับตัวมันสำคัญมาก ถึงแม้เราจะเป็นตัวเองมากแค่ไหน มันก็ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น ทุกอย่างต้องเรียนรู้กันไป พอปรับตัวได้ เราก็จะมีความสุขเอง

 
'ปาล์ม' กับประสบการณ์งานพี่เลี้ยงเด็กในสวีเดน พร้อมสวัสดิการสุดเริ่ด!

 
     เล่าเรื่องการทำงานไปพอหอมปากหอมคอแล้ว มาพูดถึงเรื่องการใช้ชีวิตในสวีเดนบ้างดีกว่า อย่างที่เกริ่นไปว่า ‘ชีวิตที่นี่ดีมาก’ ตั้งแต่เรื่องสวัสดิการต่างๆ ที่ได้รับ เรื่องระบบขนส่งมวลชนก็ดีมาก ทุกอย่างตรงเวลามาก เรียกว่าเราสามารถกะเวลาชีวิตในแต่วันได้เลย แต่เรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ก็จะเป็นเรื่องสภาพอากาศค่ะ อย่างตอนเช้าอากาศดีมาก แต่พอตกบ่ายกลับหนาวมากจนตั้งตัวไม่ทันก็มี พอเจอแบบนี้บ่อยๆ เข้า เราก็ต้องปรับตัว โฮสต์ก็คอยแนะนำว่าควรเตรียมเรื่องการใส่เสื้อผ้ายังไงบ้างในแต่ละวัน 
 
      อ้อ! จริงๆ ก็มีเรื่องที่เราไม่เอ็นจอยเลยนะ ซึ่งก็คือ เรื่องค่าครองชีพของที่นี่ค่ะ ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าแพงมากกกกก ของทุกอย่างแพงไปหมด เราโชคดีตรงที่ว่าอาศัยกินอยู่กับโฮสต์ เลยประหยัดไปได้เยอะ แต่ก็มีครั้งนึงลองไปทานอาหารข้างนอก คือน้ำตาจะไหลเลย เอาแบบถูกสุดแบบธรรมดาเลย ราคาอยู่ที่ 65 โครน คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 240 บาทแล้ว ทุกอย่างแพงมาก ใครคิดจะมาก็ต้องเตรียมใจเรื่องนี้เอาไว้เลยนะ   

 
'ปาล์ม' กับประสบการณ์งานพี่เลี้ยงเด็กในสวีเดน พร้อมสวัสดิการสุดเริ่ด!

 
     และคำถามที่หลายคนถามบ่อยมาก ว่าเกิดอาการ Culture Shock บ้างมั้ยเมื่อมาอยู่ที่นี่ ส่วนตัวเราแทบไม่มีเลยค่ะ มีแค่ตกใจเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องการ Skinship เพราะคนที่นี่จะชอบทักทายโดยการกอด เราก็ไม่คิดว่าจะถึงเนื้อถึงตัวขนาดนี้ แต่อยู่ไปเรื่อยๆ ก็ปรับตัวได้ เอาจริงไอ้อาการ Culture Shock นี่แทบไม่มีเลย เราเพิ่งจะช็อกก็ตอนกลับไทยมากกว่า เพราะตอนอยู่สวีเดนคือสงบมาก บรรยากาศมันค่อนข้างเงียบ ไม่วุ่นวาย รถลาไม่ได้เยอะเหมือนที่ไทย อย่างตอนที่เราอยู่ที่บ้านโฮสต์ คือเงียบมากกก แต่ละวันได้ยินแต่เสียงนกเสียงไม้ เงียบชนิดที่ว่าได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองอ่ะ แต่พอกลับมาไทยปุ๊บ ก็นั่นแหละค่ะ ก็ต้องปรับชุดใหญ่เหมือนเจออีกโลก แม้ว่าเราอาจจะคุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้มาก่อนแล้ว แต่ก็ยังช็อกอยู่ดี (ก็ไปอยู่นู่นตั้งปีนึงนี่นา)
 
     ยัง ยังไม่จบค่ะ! เราขอพูดถึงความประทับใจในตัวคนสวีเดนบ้างดีกว่า สิ่งที่เราชอบคือ คนที่นี่เป็นคนเฟรนด์ลี่มากกกก แบบบางคนไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เค้าก็คุยด้วยเหมือนสนิทชิดเชื้อกัน ไม่ได้บึ้งตึงใส่ เราเองพอมาอยู่ที่นี่ก็มีเพื่อนชาวสวีเดนหลายคนเลย แต่ละคนน่ารักมาก และอีกเรื่องที่ประทับใจสุดๆ ก็คือ เรื่องความมีมารยาท อย่างที่บอกไปว่าเรามีโอกาสได้ทำอาหารให้ครอบครัวโฮสต์และเพื่อนของเค้าได้ทานกัน ในทุกๆ ครั้งหลังทานเสร็จ พวกเค้าจะกล่าวขอบคุณคนที่ทำอาหารให้ทาน มันเหมือนเป็นวัฒนธรรมของคนที่นั่น ไม่ว่าจะเด็กกว่าหรือแก่กว่า หลังทานเสร็จพวกเค้าก็ขอบคุณหมด เราว่ามันน่ารักมากเลยอ่ะ

 
'ปาล์ม' กับประสบการณ์งานพี่เลี้ยงเด็กในสวีเดน พร้อมสวัสดิการสุดเริ่ด!

 
      มาถึงโค้งสุดท้ายจริงๆ แล้วค่ะ 55555 มันมีเรื่องที่อยากเล่าอีกเยอะมากกก แต่ให้เล่าครั้งนี้คงไม่จบ แต่เอาเป็นว่า การไปออแพร์ในครั้งนี้เราถือว่าเราตัดสินใจไม่ผิด เพราะมันทำให้เราได้เปิดโลกเยอะมาก และมันทำให้สภาพจิตใจเราดีมากขึ้นด้วย (หลังจากที่คณะไม่ให้เราไปฝึกงานสหกิจศึกษา) ถ้าจะบอกว่า 3 ชั่วโมงที่เราขาดอบรมในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเรา มันก็คงจะเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่มันก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีนะ เพราะมันทำให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น กล้ามากขึ้น เข้มแข็งมากขึ้น ได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองก็มาคิดมาก่อน พูดแล้วก็อยากกลับไปอีกครั้งเลยค่ะ ซึ่งถ้ามีโอกาสจริงๆ เราก็คงจะกลับไปอีกแน่นอน
 
      ส่วนใครที่มีความคิดอยากไปออแพร์ หรือลองไปใช้ประสบการณ์ในเมืองนอก ถ้าตัวเราพร้อมจริงๆ ก็แนะนำให้ลองไปเลยค่ะ ตอนนี้เราอาจไม่รู้ว่าทางข้างหน้ามันจะดีหรือเปล่า แต่อย่างน้อยเราก็ได้ไปลองให้เห็นกับตาของเรา เชื่อเถอะค่ะ สิ่งที่ได้รับกลับมามันประเมินค่าไม่ได้เลย ^^     

 
'ปาล์ม' กับประสบการณ์งานพี่เลี้ยงเด็กในสวีเดน พร้อมสวัสดิการสุดเริ่ด!

 
       อ่านมาถึงตรงนี้ บอกตรงๆ ว่าอิจฉามากครับ อยากลองไปสัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวสวีเดนบ้างจัง 55555 อีกอย่างก็ต้องยอมรับในความใจสู้ของปาล์มมากๆ เลย แม้ว่าจะเจอเรื่องแย่มา แต่เธอก็สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสให้กับตัวเองได้ และทำให้เรารู้ว่า ‘ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ’ มันเป็นอย่างไร … 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=wut_

พี่วุฒิ - ผู้เขียน

มนุษย์ 4 มิติผู้หลงใหลในเพลงเกาหลี ชาเนสที และหมูกระทะ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #ประสบการณ์เด็กนอก #ออแพร์ #Au Pair #สวีเดน #เรียนจบช้า

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?