"เรียนคำเปรียบเปรยผ่านเพลงฮิต" เทคนิคเก็ตภาษาอังกฤษแบบ Native Speaker! []

วิว
   
      สวัสดีค่ะชาว Dek-D วันนี้พี่หมิวจะมาอธิบายเรื่องคำเปรียบเปรยในภาษาอังกฤษให้เราเข้าใจง่ายๆ กันค่ะ น้องๆ อาจจะคิดว่ามันสำคัญยังไง ทำไมถึงต้องรู้ เหตุผลก็คือ คำเปรียบเปรยพวกนี้มักจะพบบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นในบทความ วรรณกรรม หรือบทกลอน เเต่ที่เราน่าจะคุ้นเคยเเละพบบ่อยที่สุดก็คงจะเป็นในบทเพลงนั่นเองค่ะ
 
       การเรียนรู้คำเปรียบเปรยมีส่วนช่วยให้เราเข้าใจภาษาได้ดีขึ้น อย่างเช่น ถ้าเราเจอคำพวกนี้ในบทกลอน หรือในเพลง เราก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าจริงๆ เเล้วเนื้อหาต้องการที่จะสื่อถึงอะไร บางทีศิลปินอาจจะต้องการสื่อความหมายหนึ่ง เเต่เลือกที่จะไม่พูดตรงๆ ออกมา เเละเพื่อเป็นการอธิบายให้น้องๆ เข้าใจง่ายๆ วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องนี้ผ่านบทเพลงฮิตกันค่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาดูไปพร้อมๆ กันเลยค่ะว่ามีเพลงไหนที่มีคำเปรียบเปรยซ่อนอยู่บ้าง

 

       การเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยเป็นการเขียนรูปแบบหนึ่ง ที่เรามักจะเห็นในบทกลอน นวนิยาย ภาพยนตร์ เพื่อจะเปรียบเทียบระหว่าง 2 สิ่ง ถ้าเป็นในเพลง ผู้แต่งมักจะเปรียบเทียบความรู้สึก การกระทำ เหตุการณ์หรือสถานที่นั้นๆ กับอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ขึ้นมาเเทน
     
      เรามารู้จัก คำอุปมา (Simile) และ อุปลักษณ์ (Metaphor) กันก่อนค่ะ หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า แล้วมันต่างกันยังไง คำอุปมา คือ การเปรียบเหมือน เราสามารถสังเกตง่ายๆ ว่าจะมีคำว่า เหมือน ยกตัวอย่างประโยค อย่างเช่น 'เธอสวยเหมือนนางฟ้า' อันนี้คืออุปมา เพราะมีคำว่าเหมือน หรือถ้าเป็นคำในภาษาอังกฤษก็คือคำว่า Like, As เป็นต้นค่ะ ส่วนคำอุปลักษณ์ คือ เปรียบเป็น จะไม่มีคำบ่งบอกอยู่แต่จะเป็นการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งเลยค่ะ ยกตัวอย่างประโยคที่เห็นได้ชัดคือ 'เธอคือนางฟ้า' จากประโยคนี้คือการเปรียบเธอเป็นสิ่งนั้นเลยค่ะ 

 
"เรียนคำเปรียบเปรยผ่านเพลงฮิต" เทคนิคเก็ตภาษาอังกฤษแบบ Native Speaker!

เรามาดูตัวอย่างในภาษาอังกฤษกันบ้างค่ะ
ตัวอย่างของอุปมา (Simile)

You were as brave as a lion.
She’s as fierce as a tiger 
ทั้งสองตัวอย่างคือคำ อุปมา เพราะมีคำว่า as เป็นการยกตัวอย่างเปรียบเทียบ

ตัวอย่างของอุปลักษณ์ (Metaphor)

Life is a rollercoaster.
Laughter is the music of the soul.
จะสังเกตได้ว่า อุปลักษณ์คือการเปรียบเป็นสิ่งนั้นเลย โดยการใช้คำว่า is 

She’s a tiger when she’s angry คือ อุปลักษณ์ เป็นการเปรียบว่าเธอเป็นเสือเมื่อเธอโกรธ 
 
"เรียนคำเปรียบเปรยผ่านเพลงฮิต" เทคนิคเก็ตภาษาอังกฤษแบบ Native Speaker!
 
      สังเกตกันมั้ยคะว่า เวลาเราฟังเพลงเราชอบได้ยินคำศัพท์หรือประโยคแปลกๆ อย่างเช่น อยู่ดีๆ ศิลปินก็ร้องว่า “I am Titanium” เราก็คงคิดว่า ทำไมอยู่ดีๆ ถึงบอกว่าฉันคือไทเทเนียม แต่จริงๆ แล้วถ้าเราลองฟังเนื้อเพลงทั้งเพลงดีๆ เราจะรู้ว่ามันคือการเปรียบเปรยอย่างหนึ่งนั่นเองค่ะ วันนี้พี่จะยกตัวอย่างเพลงที่มีการเปรียบเทียบในเนื้อเพลงมา 8 เพลงให้น้องๆ ได้ดูกัน 

มาเริ่มที่เพลงแรกกันเลยค่ะ เพลง "Firework" ของ Katy Perry 
 

ต้องบอกว่าเพลง "Firework" มีการเปรียบเทียบเยอะมากๆ เลยค่ะ อย่างเช่น 
     
      เริ่มจากประโยคแรกของเพลง “Do you ever feel like a plastic bag.” สามารถตีความคำว่า Plastic bag ได้ว่า ชีวิตที่น่าเบื่อ เรียบง่ายเกินไป ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต เพราะถุงพลาสติกเป็นสัญลักษณ์ของด้านลบ ไม่มีค่า 
      
      ประโยคต่อมา “Do you ever feel , feel so paper thin like a house of cards.” House of cards ในที่นี้คือการเอาไพ่มาเล่นต่อๆ กันเป็นบ้านค่ะ คือบ้านที่สร้างจากไพ่ ไม่มีความแข็งแรงเป่าลมทีก็ล้ม ในเพลงจึงเอามาถามว่าเคยรู้สึกเหมือนชีวิตเป็นกระดาษบางๆ อ่อนเเอ ไม่มีความมั่นคงบ้างมั้ย
 

มาถึงท่อนฮุกของเพลงกันค่ะ 

"Cause, baby, you‘re a firework"
"Come on, show ’em what you‘re worth"

      คำว่า "Firework" ในเพลงนี้ สื่อถึงว่าทุกๆ คนก็เหมือนกับดอกไม้ไฟ เหมือนกับพลุ ที่มีความพิเศษ ทุกคนสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆ ออกมาให้ดีได้ จงออกไปแสดงความสามารถของเธอให้ทุกคนเห็นซะว่าในตัวทุกคนมีดีอยู่ แค่ขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง กล้าเอาไว้ แล้วก็แสดงมันออกมา

      ในส่วนของการเปรียบเทียบเป็นดอกไม้ไฟนั้น ศิลปินอาจจะต้องการสื่อว่า ตอนแรกมันก็แค่ของธรรมดาที่ไม่มีอะไร เหมือนดอกไม้ไฟที่ยังไม่จุด เเต่ถ้าจุดติดเมื่อไหร่ (จุด=สร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเอง) ก็จะกลายเป็นแสงสว่างที่งดงาม

 
"เรียนคำเปรียบเปรยผ่านเพลงฮิต" เทคนิคเก็ตภาษาอังกฤษแบบ Native Speaker!

เพลงต่อไปคือเพลง "Red" ของ Taylor Swift 

ยกตัวอย่างอุปลักษณ์ในเนื้อเพลง ที่ Taylor เปรียบความรู้สึกของเธอกับคนรักเป็นสีต่างๆ 
 
- “Losing him was blue like I’d never known”
 ความหมายของคำว่า Blue ที่เรารู้ๆ กัน คือ สีฟ้าและความเศร้า ซึ่งในความหมายนี้หมายถึงว่า สูญเสียเขาไปนั้นเหมือนกับสีฟ้า
 
- “Missing him was dark grey all alone”
คำว่า Grey ในที่นี้หมายถึงสีเทาที่แสถงถึงความเหงา เปล่าเปลี่ยวเพียงลำพัง ความหมายก็คือ การคิดถึงเขามันก็เหมือนกับสีเทาเข้มๆ เหงาๆ อยู่เพียงลำพัง 

- “Loving him was red
สีแดงที่อยู่ในเนื้อเพลงนี้แสดงถึงหลากหลายทางอารมณ์ ทั้งความรัก ความโกรธ ความสับสน ที่ตัว Taylor มีความรู้สึกกับคนรักของเธอ โดยที่อารมณ์เหล่านั้นเหมือนกับสีแดงนั่นเองค่ะ 
 
ยกตัวอย่างอุปมาในเพลง โดยมีคำว่า 'Like' เปรียบเทียบอยู่ในเพลง 

- "Forgetting him was like trying to know somebody you never met"
การลืมเขาก็เหมือนกับการพยายามจะทำความรู้จักกับคนที่ไม่เคยพบ 

- "Fighting with him was like trying to solve a crossword and realizing there's no right answer" 
การทะเลาะกับเขานั้นเหมือนกับการพยายามจะแก้ปริศนาครอสเวิร์ดและเราก็ได้รู้ว่าไม่มีคำตอบที่ถูกเลย
จากทั้งสองเนื้อเพลงจะเห็นได้ว่า มีการใช้คำว่า 'Like' เพื่อเปรียบเทียบความรู้สึกของเธอต่อคนรักเป็นสิ่งอื่น 
 

 
เพลง "Titanium" ของ David Guetta ft. Sia

“You shoot me down but I won’t fall”
I am titanium” 

      ในเนื้อเพลงคือนักร้องเปรียบตัวเองเป็น ธาตุไทเทเนียม คือธาตุที่แข็งแกร่ง มีความแข็งแรงมากกว่าโลหะชนิดอื่นๆ โดยในเนื้อเพลงได้พูดถึงว่า ไม่ว่าใครจะมาทำอะไรเธอ ปาอะไรใส่เธอ พยายามทำให้เธอพ่ายแพ้ ทุกคนไม่มีทางทำสำเร็จ เพราะเธอคือ ไทเทเนียม 
 

 
เพลง "One Thing" ของ One Direction

“Shot me out of the sky you’re my kryptonite
“You keep making me weak Yeah, frozen and can't breathe”

      จากในเนื้อเพลง "You’re my Kryptonite" จริงๆ แล้ว Kryptonite มีที่มาจากการ์ตูนเรื่องซุปเปอร์แมน คือแร่ธาตุที่ทำให้ตัวละครซุปเปอร์แมนอ่อนแอลงได้ เรียกได้ว่าเป็นจุดอ่อนของซุปเปอร์แมนนั่นเอง ในเนื้อเพลงหมายถึงว่า เธอคือ Kryptonite ของฉัน เธอทำให้ฉันอ่อนแอ ตัวแข็งเป็นหิน และหายใจไม่ออก 

 

 

เพลง "Can't Stop the Feeling" ของ Justin Timberlake 

“I got that sunshine in my pocket

      “Sunshine in my pocket” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่า มีแสงอาทิตย์ในกระเป๋า แต่หมายถึงว่า ฉันมีความสุขมากๆ นั่นเอง โดยส่วนมากแล้ว Sunshine มีความหมายโดยนัยว่า ความสุข เพราะฉะนั้นในเพลงต้องการสื่อว่า ฉันมีความสุขอยู่กับตัวนะ ไม่ได้มีความสุขอยู่ในประเป๋าจริงๆ 

 

เพลง “Adventure of a Lifetime"  ของ Coldplay

จากเพลงนี้พี่จะหยิบตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของอุปลักษณ์มาให้ดูกันค่ะ 
 
“Under this pressure, under this weight”
We are diamonds"

      ศิลปินต้องการเปรียบถึงความรักของคนสองคนเป็น เพชร โดยในท่อน  “Under this pressure, under this weight, We are diamonds” จะสื่อว่า จริงๆ แล้วการผลิตเพชรขึ้นมาในแต่ละขั้นตอนมันยากมาก ต้องใช้แรงกดดันและบ่มเพาะเป็นเวลานานกว่าจะได้เพชรเม็ดงาม 1 เม็ด ศิลปินเลยเปรียบเทียบว่า การที่เราสองคนผ่านความกดดัน ผ่านอุปสรรคมามากมายแล้ว สุดท้ายเราสองคนก็คือเพชรเม็ดงาม  

นอกจากนี้ยังสามารถตีความเป็นอีกความหมายได้ด้วยนะคะ

      อีกความหมายหนึ่งก็คือ ศิลปินต้องการบอกว่าคนรักของเขาเป็นคนให้กำลังใจฉันในการทำสิ่งต่างๆ ทำให้ฝันของฉันสำเร็จ ความกดดันต่างๆ เป็นตัวหล่อหลอมให้เราแกร่งดังเพชร 


 

 
เพลง “Take me to Church” ของ Hozier

      จริงๆ แล้วเนื้อเพลง "Take me to Church" ของ Hozier นั้นมีคนตีความเอาไว้หลากหลายแบบมากค่ะ เพราะมีความลึกซึ้งและสามารถตีความไปได้กว้างมาก พี่ก็ขอตีความในแบบที่พี่เข้าใจมาให้อ่านกันนะคะ 

“Take me to church
“I’ll worship like a dog at the shrine of your lies”

      “Take me to church” ในที่นี้หมายถึงว่า พาฉันไปโบสถ์ ซึ่งก็คือ พาไปพบกับทางสว่าง เป็นคำเปรียบเปรยที่ตัวเอกในบทเพลงเปรียบเทียบคนรักของเขาเข้ากับความเชื่อทางศาสนา 

      “I’ll worship like a dog at the shrine of your lies” หมายถึงว่า ฉันจะเคารพคุณเหมือนกับสุนัขเฝ้าแท่นบูชาอันแสนโป้ปด ตรงนี้ศิลปินได้เปรียบตัวเองเป็นสุนัข เพราะสุนัขได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ เหมือนกับที่ศิลปินรักคนรักของเขามากๆ เช่นกัน 
 

เพลง "I’ll Make a Man Out of You"  ประกอบการ์ตูนเรื่อง มู่หลาน

"Be a man"
“With all the force of a great typhoon
“Be a man”
“With all the strength of a raging fire
"Mysterious as the dark side of the moon"    
     
       เรามาดูในส่วนของเพลงประกอบการ์ตูนดิสนีย์กันบ้างค่ะ คำอุปลักษณ์จากเรื่องมู่หลาน ในท่อน “With all the force of a great typhoon” และ “With all the strength of a raging fire” คือเปรียบเทียบว่าให้มู่หลานเเละทหารในกองทัพที่ฝึกอยู่ทั้งหมดเข้มแข็งและกล้าหาญเหมือนกับพายุไต้ฝุ่นและเปลวไฟอันร้อนแรง 

      ส่วนคำอุปมาในท่อน "Mysterious as the dark side of the moon"  แปลได้ว่า ดั่งดวงจันทราลึกลับเกินกว่าจะรู้ โดยมีคำว่า 'As' เป็นคำเปรียบเทียบ
 


      เสน่ห์ของแต่ละเพลงนั้นอยู่ที่เนื้อเพลงจริงๆ ค่ะ ศิลปินอาจจะซ่อนความหมายแฝงเอาไว้ในเพลงโดยที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน พี่แนะนำว่าการฟังเพลงที่เราชอบ หรือเพลงจากศิลปินคนโปรดของเรา จะยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากรู้ว่าเพลงนั้นจะสื่อถึงอะไร เป็นเหมือนแรงกระตุ้นที่ทำให้เราอยากเรียนรู้ อยากฟังภาษาที่เขาพูดออก แล้วถ้าเราฝึกฝนไปเรื่อยๆ มันก็จะทำให้ทักษะการฟังของเราพัฒนาขึ้นด้วยค่ะ พี่ก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคนที่กำลังฝึกภาษากันอยู่ด้วยนะคะ ^^   

 

Souces:
jcinkovich.weebly.com/uploads/3/7/2/7/37275735/lib-songs-teach-metaphors-36331-article_and_quiz.pdf
medium.com/@georgiemorvis/all-the-similes-and-metaphors-in-taylor-swifts-red-ranked-366e18faaa47
www.teenink.com/nonfiction/travel_culture/article/930421/The-Special-Meaning-Behind-Katy-Perrys-Firework/
medium.com/@georgiemorvis/all-the-similes-and-metaphors-in-taylor-swifts-red-ranked-366e18faaa47
robbiebaker.wordpress.com/2014/12/07/take-me-to-church-hozier-lyrical-analysis/
justrandomthings.com/2015/01/02/hozier-take-me-to-church-lyrics-meaning-song-review/
iamatranslator.blogspot.com/2014/10/hozier-take-me-to-church.html#comment-form
literarydevices.net/10-great-metaphors-from-popular-music/

 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=miew

พี่หมิว - ผู้เขียน

จบเอกอิ้ง ชอบปิ้งหมูกิน แถมอินกับหนัง ฟังเพลงเสียงดัง หูแตกไปเลยจ้า

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #เพลง #ฟังเพลง #song #metaphor #Simile #music

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?