เช็กตัวเอง! 5 หลักจิตวิทยาว่าด้วย ‘การโกหก’ ที่เราว่าเขา แต่เราก็(อาจ)เป็น []

5 หลักจิตวิทยาเกี่ยวกับ 'มิติของการโกหก' ที่เราควรรู้และเช็กตัวเองดูว่าทำอยู่หรือเปล่า?
27,054 2
เช็กตัวเอง! 5 หลักจิตวิทยาว่าด้วย ‘การโกหก’ ที่เราว่าเขา แต่เราก็(อาจ)เป็น
     ขึ้นชื่อว่า ‘การโกหก’ แน่นอนว่าถ้าใครมาทำกับเราแบบนี้ มันก็คงรู้สึกไม่ดีสักเท่าไหร่ และถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากถูกใครโกหก … แต่ในบางครั้งเราเองก็อาจเคยโกหกคนอื่นเหมือนกัน และคงจะมีเหตุผลที่ต้องเลือกไม่พูดความจริง บ้างก็อาจบอกว่าเพื่อความสบายใจของคนอื่น หรือบางทีเราก็แกล้งโกหกเพื่อเอาตัวรอด แม้ว่าเราจะไม่ชอบมัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราเองก็ทำ
 
      ที่ผ่านมีนักจิตวิทยาหลายท่านได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการโกหกของมนุษย์ และได้พบมิติหลากหลายเกี่ยวกับการโกหกซึ่งน่าสนใจมากๆ วันนี้ พี่วุฒิ เลยรวบรวมมาให้น้องๆ ชาว Dek-D ได้อ่านกัน และลองเช็กตัวเองว่าเราเข้าข่ายประเภทไหนบ้าง ตามมาเลยครับ


 
เช็กตัวเอง! 5 หลักจิตวิทยาว่าด้วย ‘การโกหก’ ที่เราว่าเขา แต่เราก็(อาจ)เป็น

 
      มาเริ่มที่คนแรกเลยดีกว่ากับ ‘คุณพอล เอ็คแมน (Paul Ekman)’ ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านจิตวิทยาแห่ง University of California ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง ‘Telling Lies’ ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับการโกหกเอาไว้ และจากการวิจัยของเขาพบว่า มีรูปแบบการโกหกที่น่าสนใจและมักพบได้ในสังคมปัจจุบันอยู่ 2 แบบ คือ

 

Compulsive Liar 
 

     เริ่มกันที่รูปแบบแรกคือ ‘Compulsive Liar’ หรือ ‘การโกหกจนเป็นนิสัย’ สำหรับคนประเภทนี้จะชอบโกหกมากกก เรียกว่าโกหกจนชิน ทำจนเป็นเรื่องปกติ และถึงแม้ว่าจะรู้ตัวเองว่ากำลังโกหกอยู่ เค้าก็ไม่สามารถหยุดการกระทำแบบนี้ได้ ซึ่งเรื่องที่มักเอาไปลวงหลอกคนอื่นก็อาจจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรหรอกนะครับ และก็ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเอาเปรียบหรือทำร้ายใคร แต่เค้าแค่เป็นคนชอบโกหกเฉยๆ อารมณ์ประมาณว่า เคยโกหกไปแล้ว ต่อไปก็ต้องโกหกไปอีกเรื่อยๆ ก็มันหยุดไม่ได้นี่นา 
 
     เอาจริงคนที่อยู่ในประเภท Compulsive Liar พวกเค้ายังรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่นะครับ เพราะอย่างน้อยก็ยังรู้ตัวเองว่าที่ทำอยู่น่ะ มันผิด! บางคนก็เลือกโกหกเพื่อเอาตัวรอดในบางสถานการณ์ หรือบางคนก็แค่ทำเพื่อให้ตัวเองรู้สึกสบายใจที่จะไม่ต้องพูดความจริง แต่ก็อย่างที่บอกว่า พอพวกเค้าทำจนเป็นนิสัย มันก็ยากที่จะหยุดการกระทำแบบนี้ และถึงแม้จะมีเหตุผลที่ทำลงไป แต่สุดท้าย ‘โกหกก็คือโกหก’ อยู่ดี 

 
เช็กตัวเอง! 5 หลักจิตวิทยาว่าด้วย ‘การโกหก’ ที่เราว่าเขา แต่เราก็(อาจ)เป็น
รูปประกอบจาก Gone Girl

 

Pathological Liar
 

       เมื่อมีโกหกคนอื่นไปแล้ว อีกประเภทที่ต้องมาคู่กันเลยก็คือ ‘Pathological Liar’ หรือ ‘การโกหกตัวเอง’ ถ้าจะบอกว่านี่คืออาการของโรคชนิดหนึ่งได้ มันก็คงจะเป็นอย่างนั้น เพราะว่าเมื่อเป็นไปแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยากมากกกก แน่นอนว่าบางคนอาจจะแกล้งโกหกตัวเองในบางโอกาสเพื่อให้เกิดความสบายใจ แต่ก็คงไม่ใช่ทุกครั้งเหมือนกับคนที่ตกอยู่ในอาการนี้ เพราะว่าพวกเค้าเลือกโกหกตัวเองจนคิดว่า นี่อ่ะ คือเรื่องจริง!

      คนประเภทนี้จะเชื่อแค่สิ่งที่ตัวเองแต่งเรื่องขึ้นมาเท่านั้น เรียกว่าใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ตัวเองมโนขึ้นมาก็ว่าได้ ต่อให้เราไปซักถามเพื่อชักหาข้อเท็จจริง หรือจับเค้ามานั่งตรวจกับเครื่องจับเท็จ เราก็คงจะดูไม่ออก ไม่ได้คำตอบว่าอะไรคือความจริง เพราะเค้าเชื่อในสิ่งที่เค้ากำลังโกหกนั่นเอง หลายคนพอได้พูดคุยกับคนเหล่านี้ก็จะเกิดอาการมึนหัว และเกิดความสงสัยในทุกคำพูดที่พรั่งพรูออกมา เพราะมันช่างย้อนแย้งกันซะเหลือเกิน และมักจะเกิดคำถามว่า ‘อ้าว! รอบที่แล้วไม่ได้พูดแบบนี้นี่?’
 
     เชื่อว่าถ้าเลือกได้บางคนเค้าก็คงไม่อยากเป็น Pathological Liar หรอก และต้องเข้าใจว่าก่อนจะเป็นแบบนี้มันมีที่มาที่ไป เพราะทุกการกระทำที่คอยหล่อหลอมให้เค้าทำแบบนี้ แต่ละคนล้วนมีที่มาที่แตกต่างกัน บ้างอาจจะมีปมที่ติดอยู่ในใจตั้งแต่วัยเด็ก บางคนก็สร้างเรื่องโกหกตัวเองขึ้นมาเพื่อหนีจากสภาพความจริงที่เป็นอยู่ ซึ่งเค้าเองอาจจะไม่มีความสุขเลย หรือไม่ก็แค่ต้องการการรับการยอมรับจากคนอื่น เลยต้องสร้างตัวตนใหม่ๆ ในแบบที่ตัวเองต้องการจะเป็น  

 
เช็กตัวเอง! 5 หลักจิตวิทยาว่าด้วย ‘การโกหก’ ที่เราว่าเขา แต่เราก็(อาจ)เป็น
รูปประกอบจาก Gone Girl

 
      และอย่างที่บอกไปข้างต้นว่ามีนักวิจัยหลายท่านได้ทำการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับเรื่องรูปแบบการโกหกของมนุษย์ เช่นเดียวกันกับ ‘แชนนอน โบเวน (Shannon Bowen)’ อาจารย์สอนวิชาเกี่ยวกับจิตวิทยาที่ University of South Carolina ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้สรุปรูปแบบของการโกหกมา 3 แบบ แต่ละประเภทน่าสนใจยังไงบ้าง มาดูกันเลยครับ 

 

Narcissistic Liar
 

        หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากับ ‘โรคหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder)’ กันมาบ้าง ซึ่งอาการของคนเหล่านี้ พวกเค้ามักจะชอบยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง โนสนโนแคร์ผู้คนรอบข้าง และชอบหมกมุ่นกับการยกยอตนเองให้ผู้อื่นสนใจ และดูเหมือนว่าโรคนี้ก็อาจจะเหมือนกับคนที่เป็น ‘Narcissistic Liar’ หรือ ‘การโกหกของคนหลงตัวเอง’ เรียกว่าถอดมากันเหมือนราวกับแกะเลยก็ว่าได้ เพราะว่าพวกเค้านั้นชอบโกหกตัวเองว่าดีเลิศประเสริฐกว่าใคร ย้ำตัวเองเสมอว่าชั้นอยู่เหนือทุกคน และชอบทำอะไรที่ไม่ได้สนใจความรู้สึกผู้อื่น ถ้าได้กดคนอื่นให้ต่ำลงและยกตัวเองให้สูงขึ้น ก็เหมือนจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองได้ 
 
       คนที่เป็น Narcissistic Liar จะมีความนับถือตัวเองต่ำ พวกเค้าไม่สามารถอดทนฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากคนอื่นได้สักเท่าไหร่ และมักโกหกเข้าข้างตัวเองว่า ‘มันไม่ใช่เรื่องจริง ชั้นน่ะดีที่สุดแล้ว!’ แน่นอนว่า ถ้าใครได้ร่วมงานกับคนเหล่านี้ ก็คงจะอึดอัดใจน่าดู (พี่รู้ว่าน้องก็อาจจะเคยเจอคนแบบนี้มาก่อน 5555) และทำให้เกิดปัญหาในการทำงานอยู่หลายครั้ง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามงานไม่สำเร็จตามที่หวัง เค้าก็อาจจะโทษคนอื่น แต่ถ้างานปังและได้รับคำชม เค้าก็จะยกเครดิตแค่ตัวเอง โดยไม่ได้สนเพื่อนร่วมงานสักเท่าไหร่ (ปวดหัวเลยนะ เจอคนแบบบนี้อะ)

 
เช็กตัวเอง! 5 หลักจิตวิทยาว่าด้วย ‘การโกหก’ ที่เราว่าเขา แต่เราก็(อาจ)เป็น
รูปประกอบจาก Gone Girl

 

Sociopathic Liar
 

     มาถึงการโกหกแบบ ‘Sociopathic Liar’ หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ก็คงจะเป็นพวกที่ชอบโกหกจนเข้าข่ายจิตผิดปกติ และดูเหมือนว่าจะแย่ที่สุดในบรรดาการโกหกทั้งหมดซะด้วย เพราะพวกเค้ามักจะเสพติดการโกหกเป็นชีวิตจิตใจ และไม่ได้แปลว่าการโกหกในแต่ละครั้งจะต้องมีเหตุผลเสมอไป ชั้นอยากโกหก ใครจะทำไมเหรอ? ไม่เห็นจะต้องแคร์เลย ไม่สนหรอกว่าใครจะได้รับผลการกระทบจากกระทำนี้บ้าง ชั้นรู้สึกแค่ว่า ตอนนี้สนุกมากที่ได้เห็นคนอื่นปั่นป่วน วุ่นวาย หรือแค่โกหกเพื่อให้คนรู้สึกผิดหวัง ก็เป็นเรื่องที่สนุกดี (น่ากลัว)
 
       บางทีคนประเภท Sociopathic Liar เค้าก็ไม่ได้แสดงการโกหกแบบโจ่งแจ้งให้เราได้รับรู้หรอกนะครับ กับบางคนโดยเฉพาะคนที่เชื่อคนง่าย บอกเลยว่าต้องระวังให้ดีๆ เพราะเค้าจะใช้คำพูดหว่านล้อมให้เราปักใจเชื่อ และอาจใช้เราเป็นเครื่องมือในการโกหก แน่นอนว่าที่ทำไปก็คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ เราเองก็อาจจะโดนหางเลขจากเรื่องนี้ไปด้วยก็ได้ หรือไม่แน่เค้าอาจจะโยนความผิดกับเราแค่ฝ่ายเดียว โดยตัวเองไม่ได้สนอะไรเลย (เหตุการณ์คุ้นๆ นะครับ แหะๆ) ทางที่ดีในการจัดการคนประเภทนี้ เราต้องอาศัยหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเดียวเลยครับ ถึงจะจับโป๊ะได้อยู่หมัด ไม่งั้นเค้าก็แถไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้นแน่นอน  

 

White Lie
 

     ปิดท้ายด้วยการโกหกประเภทสุดท้ายที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี (หรือบางคนอาจจะทำอยู่) กับการโกหกแบบ ‘White Lie’ หรือ ‘โกหกบริสุทธิ์’ และที่บอกว่าเป็นประเภทที่ใช้บ่อยสุดแต่บางคนกลับไม่รู้ตัว เพราะการโกหกแบบนี้คือเป็นการกระทำเพื่อเอาตัวรอดกับบางสถานการณ์ที่น่าอึดอัด เช่น เราต้องยอมไม่พูดความจริง หรือพูดไม่ตรงกับสิ่งที่คิดเพื่อรักษาน้ำใจคนอื่น สมมติว่าเพื่อนถามว่า 'เสื้อฉันสวยมั้ย?' เราเองก็ไม่อยากทำร้ายน้ำใจแม้เราจะคิดอีกอย่าง ก็เลยบอกว่า ‘สวยดีนะ!’ หรือในบางสถานการณ์ที่เรารู้สึกว่า ถ้าพูดไปมันจะทำร้ายความรู้สึกคนอื่นแน่ๆ เราก็แกล้งบอกไปว่า ‘ไม่รู้เหมือนกัน’ แม้เราจะรู้อยู่เต็มอก แต่บางเรื่องไม่พูดออกไปจะดีกว่า เป็นต้น (ใครทำบ่อยยกมือเลยครับ 5555)


 
เช็กตัวเอง! 5 หลักจิตวิทยาว่าด้วย ‘การโกหก’ ที่เราว่าเขา แต่เราก็(อาจ)เป็น
รูปประกอบจาก Gone Girl

 
       อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว บางคนอาจจะเกิดคำถามว่า การโกหกมันจำเป็นต้องแยกประเภทขนาดนี้เลยเหรอ? เพราะสุดท้ายแล้ว ‘การโกหกก็คือโกหก’ อยู่ดี… นั่นสิ มันก็จริงอยู่ แต่ก็อย่างที่บอกแหละครับว่า การโกหกมันก็มีมิติของมัน ขึ้นอยู่กับว่าเราโกหกเพื่ออะไร ทำร้ายใครหรือเปล่า หรือเราแค่เอาตัวรอด แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนจะโกหกทุกครั้ง ก็ลองตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าที่ทำอยู่นั้น ‘เราทำเพื่อตัวเอง หรือ ทำร้ายตัวเองกันแน่’….


 
Source:
#Studyabroad #โกหก #โป๊ะแตก #การโกหก #หลักจิตวิทยา

บทความที่นิยมอ่านต่อ

2 ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?