รู้จัก Reverse Culture Shock : เมื่อ ‘บ้านเกิด’ ไม่ใช่ความสบายใจอีกต่อไป []

วิว
รู้จัก Reverse Culture Shock : เมื่อ ‘บ้านเกิด’ ไม่ใช่ความสบายใจอีกต่อไป
 
       สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคน พี่เยลลี่ คิดว่าน้องๆ ส่วนใหญ่น่าจะรู้จักอาการ ‘Culture Shock’ กันมาบ้างแล้วว่าคืออะไร สำหรับคนที่ไม่รู้ Culture Shock ก็คือภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อเราไปอยู่ในวัฒนธรรมต่างแดนที่ไม่คุ้นเคย ทำให้เราเกิดความรู้สึกแปลกแยกและเกิดอาการคิดถึงบ้านหรือ ‘Homesick’ ขึ้นมานั่นเองค่ะ 
 
       อย่างไรก็ตามสิ่งที่พี่จะมาพูดถึงในวันนี้ไม่ใช่อาการ Culture Shock ที่เกิดขึ้นเมื่อไปอยู่ต่างประเทศ แต่เป็นภาวะ ‘Reverse Culture Shock’ หรือความรู้สึกแปลกแยกที่เกิดขึ้นเมื่อได้กลับมายังประเทศบ้านเกิดแทน น้องๆ หลายคนอาจงงว่าอาการนี้มันเกิดขึ้นได้จริงๆ เหรอ พี่ขอบอกเลยว่าจริงค่ะ แอบกระซิบว่าพี่เองเคยมีปัญหานี้เช่นกันเมื่อตอนกลับมาจากโครงการแลกเปลี่ยน ถ้าอยากรู้ว่าอาการนี้เกิดขึ้นได้ยังไง พี่เยลลี่จะพาน้องๆ ไปไขข้อข้องใจเองค่ะ   

 

รู้จักกับ Reverse Culture Shock


รู้จัก Reverse Culture Shock : เมื่อ ‘บ้านเกิด’ ไม่ใช่ความสบายใจอีกต่อไป
 
       อย่างที่เกริ่นไปด้านบน Reverse Culture Shock คือภาวะ Culture Shock ที่เกิดขึ้นตอนกลับมาอยู่ที่ประเทศบ้านเกิดค่ะ หากอธิบายเพิ่มเติมก็คืออาการช็อก เครียด วิตกกังวลเพราะรู้สึกแปลกแยกหรือไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรม สถานที่ หรือผู้คนในประเทศตัวเอง ซึ่งอาการนี้มักจะเกิดกับคนที่ไปเรียนหรือไปอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไปอยู่ในประเทศที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกับประเทศบ้านเกิดมากๆ ยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้มากและนานขึ้นตามไปด้วยค่ะ 


 

ทำไมถึงเกิด Reverse Culture Shock?


รู้จัก Reverse Culture Shock : เมื่อ ‘บ้านเกิด’ ไม่ใช่ความสบายใจอีกต่อไป
 
       น้องๆ บางคนอาจสงสัยว่าทำไมอาการเหล่านี้ถึงเกิดขึ้นมาหลังจากที่ไปอยู่ต่างประเทศแค่ช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นก็อาศัยอยู่ในประเทศมาทั้งชีวิตโดยไม่มีปัญหา ที่จริงแล้วมันมีหลายสาเหตุค่ะ อย่างแรกเลยก่อนที่เราจะไปอยู่ต่างประเทศนั้น เราเตรียมตัวเตรียมใจที่ต้องเจอกับวัฒนธรรมที่แตกต่างมาก่อนในระดับหนึ่ง ถึงแม้จะมี Culture Shock เกิดขึ้นบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนจะค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมใหม่ทีละน้อยจนเราไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแปลกอีกต่อไปค่ะ 

       ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายคือ หากเราไปอยู่ที่ยุโรป แรกๆ เราอาจจะรู้สึกรับไม่ได้ที่คนยุโรปอาบน้ำกันแค่วันละครั้ง หรือบางคนสองสามวันอาบทีหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไปเราก็จะเข้าใจและซึมซับสิ่งเหล่านั้นมาจนไม่รู้สึกว่ามันประหลาด นั่นเป็นเพราะเราได้เข้าถึงสภาพสังคมและสภาพแวดล้อมแบบเดียวกับเค้าแล้วค่ะ ในทางกลับกันคนยุโรปอาจจะงงที่คนไทยอาบน้ำกันวันละสองครั้ง แต่พอเจออากาศเมืองไทยเข้าไปเค้าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงทำแบบนั้นนั่นเอง 
 

รู้จัก Reverse Culture Shock : เมื่อ ‘บ้านเกิด’ ไม่ใช่ความสบายใจอีกต่อไป
 
       เมื่อไปอยู่ต่างประเทศได้ระยะเวลาหนึ่ง เราจะค่อยๆ เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่าง สังคมต่างถิ่นจะหล่อหลอมตัวตนใหม่ของเราขึ้นทำให้เราค่อยๆ เคยชินกับกิจวัตรแบบใหม่ในต่างประเทศ ซึ่งรวมไปถึงความคิดด้วยเช่นกันค่ะ ไอดอลชื่อดังของเกาหลีอย่าง ทงบังชินกิ เองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า เวลาไปทำงานที่ญี่ปุ่น นอกจากต้องเปลี่ยนไปพูดภาษาญี่ปุ่นแล้ว พวกเค้าต้องสับสวิตช์บุคลิกเดิมไปเป็นอีกบุคลิกหนึ่งที่ใช้ในญี่ปุ่นด้วยค่ะ เพราะการทำงานที่ญี่ปุ่นไม่เหมือนที่เกาหลี มารยาทก็แตกต่างกัน นี่เองก็เป็นหนึ่งตัวอย่างจากการเรียนรู้และปรับใช้ในวัฒนธรรมที่แตกต่างค่ะ

       แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำแบบนั้นได้นะคะ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้บินไปกลับระหว่างสองประเทศบ่อยๆ คนที่อยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานมักไม่รู้ตัวว่าแนวคิดตัวเองเปลี่ยนไปทีละน้อยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อนกลับมาที่ประเทศบ้านเกิดว่าต้องเจอกับสิ่งที่ขัดกับแนวคิดปัจจุบัน ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ คือ ตอนที่พี่ไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ เวลาข้ามถนนตรงทางม้าลาย ไม่ว่าตอนนั้นสัญญาณไฟคนข้ามถนนจะเป็นสีเขียวหรือสีแดง รถทุกคันก็จะจอดให้เดินข้ามค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่ประทับใจมาก แต่พอกลับมาเมืองไทย พี่รู้สึกว่าการข้ามถนนเป็นเรื่องน่ากลัวมาก รถยนต์มักไม่ค่อยหยุดให้คนข้าม หรือจอดรถตอนติดไฟแดงคร่อมทางม้าลายทำให้คนเดินลำบาก ที่ช็อกที่สุดคือเคยเจอรถยนต์เร่งเครื่องใส่ตอนกำลังข้ามทางม้าลายค่ะ อันตรายมากจริงๆ :( 

 

สัญญาณอาการ Reverse Culture Shock 

       เมื่อกลับมายังบ้านเกิดแล้ว บางคนอาจมีความรู้สึกห่างเหินกับครอบครัว เพื่อน หรือคนรู้จัก รู้สึกว่าคนเหล่านั้นไม่เข้าใจเราเหมือนเดิม นั่นก็เป็นสัญญาณหนึ่งของภาวะ Reverse Culture Shock ค่ะ หรืออาจมีอาการอย่างอื่น เช่น
  • รู้สึกหงุดหงิด เบื่อหน่าย กระวนกระวาย
  • ค่านิยม จุดมุ่งหมายในชีวิต แนวคิดเปลี่ยนไป
  • รู้สึกโดดเดี่ยวหรือกดดัน
  • ไม่มีสมาธิ
  • Reverse Homesickness หรือคือการคิดถึงประเทศที่เราไปอาศัยมา
  • มีทัศนคติในด้านลบต่อวัฒนธรรมบ้านเกิด
       หากน้องๆ มีอาการเหล่านี้หลังจากกลับมาจากต่างประเทศ มีแนวโน้มว่าน้องกำลังเผชิญภาวะ Reverse Culture Shock อยู่ค่ะ


 

รับมือยังไงดี?


รู้จัก Reverse Culture Shock : เมื่อ ‘บ้านเกิด’ ไม่ใช่ความสบายใจอีกต่อไป
     
      เมื่อเกิดภาวะ Reverse Culture Shock สิ่งที่เราควรทำคือทำความเข้าใจและให้เวลาตัวเองในการปรับตัวค่ะ ทุกความเปลี่ยนแปลงของเรานั้นมีพื้นฐานจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นตอนอยู่ต่างประเทศ แต่เราเองก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงและที่มาของมันได้ทั้งหมด เพราะเค้าไม่เคยอยู่ในสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมเดียวกับที่เราเคยเจอ น้องๆ อาจเปลี่ยนไปพูดคุยกับคนที่มีประสบการณ์คล้ายกัน อย่างเช่นเพื่อนที่ไปแลกเปลี่ยนมาด้วยกัน ติดต่อกับครอบครัวอุปถัมภ์ เพื่อนหรือคนรู้จักตอนที่อยู่ต่างประเทศ อาจจะออกหาประสบการณ์ใหม่ๆ พบเจอคนใหม่ๆ ที่มีความสนใจคล้ายกัน หรือถ้ารู้สึกว่ามันหนักเกินไป การปรึกษานักจิตวิทยาก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ

       สิ่งที่สำคัญก็คือเราไม่จำเป็นต้องละทิ้งแนวคิดหรือประสบการณ์ที่เราได้รับมาตอนอยู่ต่างประเทศค่ะ น้องๆ อาจจะใช้มันเป็นแรงบันดาลใจหรือปรับเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่ในตอนนี้ให้เข้ากับสังคมปัจจุบัน ขอให้มีความอดทนและคิดบวกเข้าไว้ พี่มองว่าประสบการณ์ที่เราได้รับมาจากต่างประเทศนั้นมีคุณค่ามาก ทำให้เราได้เรียนรู้และมองเห็นสิ่งที่ต่างไป แน่นอนว่าการมองเห็นความแตกต่างเป็นเรื่องที่ดี แต่การยอมรับความแตกต่างด้วยความเข้าใจนั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกันค่ะ


 

แล้วเมื่อไหร่ถึงจะหาย?     


รู้จัก Reverse Culture Shock : เมื่อ ‘บ้านเกิด’ ไม่ใช่ความสบายใจอีกต่อไป
 
       ภาวะ Reverse Culture Shock นั้นไม่มีระยะเวลาที่แน่นอนค่ะ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เพราะแต่ละคนนั้นใช้เวลาในการปรับตัวไม่เท่ากัน บางคนอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ไม่กี่อาทิตย์ บางคนอาจใช้เวลาเป็นเดือน เป็นปี หรือในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือไม่สามารถปรับตัวกลับมาได้ ทำให้ไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศบ้านเกิดได้อีกต่อไปก็มี พี่เองก็รู้จักคนที่ไม่สามารถอยู่ประเทศไทยได้อีกเพราะที่นี่ไม่ตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตของเค้าเหมือนกัน และถึงแม้คนส่วนใหญ่จะปรับตัวกลับมาได้ ก็ไม่มีใครที่เหมือนเดิม 100% ค่ะ

 
       มาถึงตรงนี้น้องๆ คงได้รู้เรื่องภาวะ Reverse Culture Shock เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อยนะคะ จริงๆ แล้วภาวะนี้เกิดขึ้นเป็นปกติกับคนทั่วโลกเลยค่ะ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพียงแต่เราอาจจะยังไม่เคยได้ยินเท่านั้นเอง ในฐานะคนที่เคยประสบกับภาวะนี้ พี่อยากให้ทุกๆ คนที่มีคนรู้จักกำลังเผชิญปัญหานี้อยู่ทำความเข้าใจพวกเค้าเหล่านั้นกันค่ะ ไม่ต้องเข้าใจทั้งหมด แค่เข้าใจว่าเค้ากำลังเจอกับอะไรอยู่ก็พอ ^^


    
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=yelly

พี่เยลลี่ - ผู้เขียน

อักษรศาสตร์ เอกมโน โทติ่ง หิวชานมตลอดเวลาและเป็นทาสลูกน้องแมว

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #Reverse Culture Shock #Culture Shock

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ที่จริงเราก็เป็นเหมือนกัน เรียนอยู่อินเดีย5ปี กลับบ้านสองครั้งต่อปี ปีแรกไม่ค่อยเป็น แต่พอขึ้นปีที่สอง ทุกครั้งที่กลับบ้าน เรามักจะมีปัญหากับครอบครัวหรือเพื่อนตลอดจนรู้สึกแปลกแยก ไม่รู้ว่าเราแปลกหรือเขาแปลก เหมือนค่อยๆซึบซับวัฒธรรมที่อินเดียมา จนเพื่อนที่เราเคยคบค่อยๆหาไปที่ละคน และมันทำให้เรารู้สึกแย่ เพราะทุกครั้งที่เรากลับบ้านเราไม่มีเพื่อนเลย เพื่อนที่ต่างประเทศก็อยู๋กันคนละจังหวัด จนตอนนี้กลับมาไทยยาวเรายังปรับตัวไม่ได้ มีปัญหามาเรื่อยๆ

    ุ้

    ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?