เขียนอีเมลสไตล์ British VS American รู้ไหมว่าต่างกันนะ []

รู้ไว้จะได้ใช้ถูก! ความต่างในการเขียนอีเมลสไตล์ British และ American
5,566 0
เขียนอีเมลสไตล์ British VS American รู้ไหมว่าต่างกันนะ
       สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคน เดี๋ยวนี้ทักษะภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสำคัญมากเลยใช่มั้ยล่ะคะ น้องๆ เองคงกำลังพยายามฝึกฝนกันอยู่เพื่อเอาไว้ต่อสู้กับโลกทุนนิยมในอนาคต 55555 แต่นอกจากทักษะการพูดแล้ว เวลาทำงานจริงๆ ทักษะการเขียนก็สำคัญมากๆ เพราะบริษัทจะติดต่อหากันทางโทรศัพท์และอีเมลเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งถ้าติดต่อกับบริษัทต่างประเทศแล้วล่ะก็ เรายิ่งได้เขียนอีเมลกันสนุกสนานเลยล่ะค่ะ  
 
       แน่นอนว่าการเขียนอีเมลติดต่อทางกันทางธุรกิจนั้นควรใช้ภาษาที่สุภาพและเป็นทางการในระดับหนึ่ง แต่น้องๆ ทราบมั้ยคะว่าการเขียนอีเมลนั้นก็มี “รูปแบบการเขียน” เหมือนกัน แถมมีทั้งรูปแบบอเมริกันกับรูปแบบอังกฤษอีกต่างหาก แต่การจะเขียนอีเมลให้ดีน้องควรจะเลือกใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไปเลย ไม่ควรเอามาผสมกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ พี่เยลลี่ เลยจะพาน้องๆ ไปดูการเขียนอีเมลแบบอเมริกันกับแบบอังกฤษว่าต่างกันยังไง จะได้เลือกใช้แบบใดแบบหนึ่งได้อย่างถูกต้อง เราจะได้ไม่ดูเด๋อค่ะ 5555 แถมยังเอาไปใช้ในงานเขียนทางการอื่นๆ อย่างเขียนจดหมายธุรกิจด้วยนะ ไปดูกันเล้ยยย  

 

คำทักทาย


เขียนอีเมลสไตล์ British VS American รู้ไหมว่าต่างกันนะ
Photo Credit: https://unsplash.com
 
       ทุกครั้งที่เริ่มเขียนอีเมล เราต้องเขียนคำทักทายถึงผู้รับไว้เป็นสิ่งแรกเสมอ ซึ่งคำที่เจอมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นคำว่า Dear นั่นเองค่ะ โดยปกติแล้วถ้าเป็นการติดต่ออีเมลธุรกิจแบบทางการหรือที่ผู้ส่งและผู้รับไม่ได้มีความสนิทสนม จะต้องใช้ Dear + คำนำหน้าชื่อ + นามสกุลผู้รับ เพราะในต่างประเทศนั้นจะเรียกชื่อตัวในกรณีที่สนิทกันแล้วมากกว่า จุดที่แตกต่างกันก็คือ แบบอเมริกันจะใส่เครื่องหมายจุดหลังคำนำหน้าชื่อ แต่แบบอังกฤษจะไม่ใส่ค่ะ
 
ตัวอย่าง
British: Dear Mr Potter
American: Dear Mr. Potter

 
เขียนอีเมลสไตล์ British VS American รู้ไหมว่าต่างกันนะ
 
       ในกรณีที่รู้ชื่อผู้รับ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเพศใด สามารถเขียนไปว่า Dear + ชื่อและนามสกุล ได้เลย ไม่ต้องใส่คำนำหน้าชื่อ เช่น Dear Sam Bailey หรือถ้าน้องๆ ไม่รู้ว่าผู้รับชื่ออะไร แต่รู้ว่าต้องติดต่องานกับคนที่ทำงานตำแหน่งไหน ก็ให้ใช้ว่า Dear + ตำแหน่งงาน เช่น Dear Human Resouces Manager ค่ะ 
 
       ถ้าเกิดน้องๆ ไม่รู้จริงๆ ว่าคนที่ส่งไปหานั้นเป็นใครหรืออีเมลที่ส่งไปนั้นมีผู้รับหลายคน ก็สามารถเลือกใช้ว่า Dear sir or/and madam ได้ค่ะ ส่วนคำว่า Ladies and gentlemen หรือ Dear sirs อาจารย์ของพี่เคยแนะนำว่าอย่าใช้จะดีที่สุด โดยเฉพาะคำหลังเนี่ยที่อังกกฤษถือเป็นการเหยียดเพศอย่างหนึ่งเลย 
 
       ส่วนเครื่องหมาย comma (,) ข้างหลังชื่อผู้รับนั้น บางแหล่งก็บอกว่าจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ แต่ส่วนตัวพี่คิดว่าควรจะใส่ดีกว่าค่ะ มีดีกว่าขาด 55555 ยกเว้นว่าถ้าเป็นเครื่องหมาย colon (:) จะมีใช้แค่ที่อเมริกาเท่านั้นนะ
 
ตัวอย่าง
British: Dear Mr Kang,
American:  Dear Mr. Kang, หรือ Dear Mr. Kang:


 

คำลงท้าย


เขียนอีเมลสไตล์ British VS American รู้ไหมว่าต่างกันนะ
 
       สำหรับคำลงท้ายนั้น อเมริกาและอังกฤษจะมีจุดที่แตกต่างกันค่อนข้างเยอะค่ะ ในกรณีที่เป็นทางการมากๆ อังกฤษจะใช้คำลงท้ายสองแบบ คือ Yours sincerely และ Yours faithfully โดยที่ Yours sincerely นั้นจะใช้กับคำทักทายที่ระบุชื่อผู้รับไว้เท่านั้นค่ะ ส่วน Yours faithfully จะใช้กับคำทักทายที่ไม่เจาะจงชื่อหรือไม่รู้ชื่อ แต่สำหรับคำลงท้ายอย่างเป็นทางการในอเมริกา น้องๆ จะต้องสลับที่คำลงท้ายเป็น Sincerely yours หรือใช้แค่ Sincerly เฉยๆ แต่จะสามารถเลือกใช้สองคำนี้สลับกันได้โดยที่ไม่ต้องสนคำทักทายเหมือนแบบอังกฤษค่ะ 
 
ตัวอย่าง
 

คำทักทายแบบระบุชื่อ

(Dear Mr Ong / Dear Mr. Ong)

คำทักทายแบบไม่ระบุชื่อ

(Dear sir or madam)

British

Yours sincerely

Yours faithfully

American

Sincerely yours

Sincerly

Sincerely yours

Sincerly


 
       Best regards ก็เป็นอีกคำที่เจอบ่อยๆ ค่ะ แต่น้องๆ รู้มั้ยคะว่าที่อังกฤษและอเมริกาใช้คำนี้ไม่เหมือนกัน ในอเมริกา Best regards ถือเป็นคำลงท้ายที่เป็นทางการ แต่สำหรับในอังกฤษแล้วเป็นแค่คำลงท้ายกึ่งทางการเท่านั้นค่ะ ถ้าเขียนอีเมลหรือจดหมายทางการมากๆ ส่งหาชาวอังกฤษไม่ควรลงท้ายด้วยคำนี้ค่ะ


 

วันที่

       การเขียนวันเดือนปีก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อเมริกาและอังกฤษเขียนแตกต่างกันค่ะ ที่อเมริกาจะเขียนเป็น วัน เดือน วันที่, ปี ในขณะที่อังกฤษจะเป็น วัน วันที่ เดือน ปี โดยไม่มี comma 
 
ตัวอย่าง
American: Friday August 25, 1995
British: Friday 25 August 1995


 

ที่อยู่

       ข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่งก็คือวิธีการเขียนที่อยู่ค่ะ การเขียนที่อยู่ในอังกฤษจะไม่นิยมเขียนชื่อเมือง จังหวัด และรหัสไปรษณีย์อยู่ในบรรทัดเดียวกัน แต่จะเขียนอย่างละบรรทัด แต่ละประโยคปิดด้วยเครื่องหมาย comma ยกเว้นบรรทัดสุดท้ายที่ปิดด้วยเครื่องหมาย full stop
 
        ส่วนของอเมริกาจะคล้ายกับอังกฤษตรงที่จะใส่เครื่องหมายคอมม่าข้างหลังแต่ละบรรทัด ยกเว้นบรรทัดสุดท้ายจะเขียนชื่อเมือง รัฐ และรหัสไปรษณีย์ไว้ในบรรทัดเดียวกัน ที่สำคัญคือบรรทัดนี้จะมีเครื่องหมาย comma หลังชื่อเมืองที่เดียวเท่านั้น และเขียนชื่อรัฐแบบเต็มๆ ห้ามย่อค่ะ
 
ตัวอย่าง
British: 12 Bracken Hill,
             Manchester,
             M60 8AS.
American: 43 Brickyyard Road, 
                 Bernum Corporation,
                 Fredricksburg, Virginia 22401


 

CV or Résumé?


เขียนอีเมลสไตล์ British VS American รู้ไหมว่าต่างกันนะ
 
       มาถึงข้อสุดท้าย น้องที่กำลังจะสมัครงานหรือสมัครฝึกงานอาจจะมีงงๆ กันว่าสองอย่างนี้นั้นต่างกันยังไง จริงๆ แล้วมันคือสิ่งเดียวกันค่ะ ทั้ง CV (Cirriculum Vitae) และ Résumé คือประวัติส่วนตัวอย่างย่อทั้งคู่ แต่ CV นั้นใช้เรียกที่อังกฤษและประเทศอื่นในยุโรป ส่วนอเมริกาจะเรียกว่า Résumé ซึ่งจะมีความยาวไม่เกิน 1-2 หน้ากระดาษ A4 ค่ะ
 
       แต่ถ้าน้องๆ อยากสมัครทุนที่อเมริกาแล้วเจอว่าเค้าให้ส่ง CV ไป อันนี้จะไม่เหมือนกัน CV ของอังกฤษแล้ว จะเป็นประวัติส่วนตัวที่มีความละเอียดมากขึ้น โดยอาจมีความยาวตั้งแต่ 2 หน้าขึ้นไปนั่นเองค่ะ


 
      นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการสะกดคำที่น้องๆ คงพอทราบกันอยู่แล้วว่ามีความแตกต่างกัน หากเลือกที่จะเขียนรูปแบบใดแล้ว ก็ควรเขียนให้เป็นแบบนั้นทั้งหมด จะได้ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นค่ะ หวังว่าครั้งต่อไปที่เขียนอีเมล น้องๆ จะสามารถเอาความรู้ในบทความนี้ไปใช้กันนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่า :D

 
#Studyabroad #English Issues #E-mail #Email #British #American #Writting

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?