ย้อนรอย 5 ข่าวเศร้าสะท้อน “ชีวิตลูกผู้หญิง” ในประเทศจีน! []

วิว
ย้อนรอย 5 ข่าวเศร้าสะท้อน “ชีวิตลูกผู้หญิง” ในประเทศจีน!
       สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D พี่เห็นว่าตอนนี้กระแสละคร “เลือดข้นคนจาง” กำลังมาแรงมากๆ หลายๆ คนติดตามวิเคราะห์บทละครกันอย่างสนุกสนาน หรือบางคนก็เอาเรื่องราวในครอบครัวเชื้อสายจีนมาเล่าสู่กันฟัง อย่างที่น้องๆ ทราบกันดีว่าครอบครัวจีนนั้นนิยมมีลูกชายมากกว่าลูกสาว เพราะเป็นค่านิยมว่าผู้ชายเป็นผู้สืบทอดตระกูล ดูแลรับผิดชอบกิจการที่บ้าน และเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่ชรา ต่างจากลูกสาวที่เมื่อแต่งงานก็ต้องออกจากบ้านไป ทำให้ผู้หญิงนั้นถูกละเลยและโดนกดดันจากสังคม วันนี้ พี่เยลลี่ เลยรวบรวมข่าวที่เคยเกิดขึ้นกับผู้หญิงในจีนมาให้ดูกันค่ะ

 

เพราะเป็นลูกผู้หญิงเลยถูกทิ้งลงถังขยะ


ย้อนรอย 5 ข่าวเศร้าสะท้อน “ชีวิตลูกผู้หญิง” ในประเทศจีน!
Photo Credit: https://www.dailymail.co.uk
 
       ประเทศจีนเคยออก One Child Policy หรือนโยบายที่ให้ครอบครัวจีนมีลูกได้เพียงคนเดียวเนื่องจากจำนวนประชากรล้นประเทศ ซึ่งคนจีนส่วนมากต่างต้องการมีลูกชายกันทั้งสิ้น ทำให้หลายครอบครัวเลือกจะทำแท้งเมื่อท้องลูกสาวหรือบางทีพอคลอดแล้วก็นำลูกสาวไปทิ้ง แม้ปัจจุบันจีนจะอนุญาตให้มีลูกสองคน แต่ว่าเรายังได้เห็นข่าวน่าสลดใจได้อยู่เหมือนเดิมค่ะ อย่างเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็มีข่าวพ่อนำลูกสาวเพิ่งเกิดไปทิ้งถังขยะเพราะคิดว่าเด็กป่วยและน่าจะไม่รอดแล้ว
 
ย้อนรอย 5 ข่าวเศร้าสะท้อน “ชีวิตลูกผู้หญิง” ในประเทศจีน!
Photo Credit: https://www.dailymail.co.uk
 
       คุณพ่อรายนี้นำลูกสาวใส่ถุงกระดาษแล้วไปทิ้งลงถังขยะ โดยอ้างว่าระหว่างที่แฟนสาวตั้งท้องตลอด 8 เดือน เธอไม่เคยได้ไปตรวจกับหมอเลย พอเจ็บท้องก็คลอดลูกเองในบ้าน หลังจากคลอดได้ 2 ชั่วโมง ตัวเค้าและแฟนเห็นลูกสาวที่เพึ่งเกิดตัวเขียวคล้ำ เลยคิดว่าน่าจะป่วยและรักษาไม่ได้แล้วจึงตัดสินใจนำลูกไปทิ้ง โชคดีที่หลังจากนั้นมีคุณยายเดินผ่านมาเจอและช่วยนำทารกน้อยส่งโรงพยาบาลได้ทันพอดี ซึ่งตอนที่พบนั้นหน้าและริมฝีปากของน้องก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงเพราะอากาศหนาว แถมสายสะดือยังไม่ถูกตัดเลยด้วยซ้ำ สุดท้ายคุณพ่อรายนี้ก็ถูกจับกุม ส่วนตัวเด็กหลังจากที่ตรวจเช็คสภาพร่างกายว่าแข็งแรงดีก็ถูกส่งไปที่สถานกำพร้าค่ะ    

 

เงินไม่พอรักษาลูกชายเลยขายลูกสาว

       น้องๆ บางคนอาจเห็นในโซเชียลมีเดียเมื่อไม่นานมานี้ว่ามีการแชร์ภาพ "นายเหลียง" คุณพ่อที่อุ้มลูกสาววัย 3 ขวบยืนอยู่กลางถนนใกล้โรงพยาบาล West China Second University Hospital พร้อมกับถือป้ายที่เขียนข้อความว่าตัวเองและครอบครัวอาศัยอยู่ในเมืองเอ๋อเหมยซาน มณฑลเสฉวน และจะยกลูกสาวให้กับคนที่บริจาคเงินเป็นค่ารักษาลูกชายซึ่งป่วยเป็นโรคลูคีเมีย 
 
       เหลียงให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าครอบครัวมีรายได้เดือนละ 7,000 หยวนเท่านั้น (ประมาณ 33,000 บาท) ก่อนหน้านี้ได้จ่ายเงิน 50,000 หยวน (ประมาณ 240,000 บาท) ในการรักษาไปแล้ว และต้องการเงินอีก 500,000-600,000 หยวน หรือประมาณ 2,375,000-2,850,000 บาท ในการรักษาลูกชายต่อไป หลังจากที่ข่าวแพร่ออกไปก็มีคนวิจารณ์อย่างหนัก บางคนบอกว่านี่เป็นการเลือกปฏิบัติทางเพศ หรือบางคนก็เห็นว่านี่คือการค้ามนุษย์
 
       เหลียงบอกว่าที่ทำไปก็เพื่อต้องการให้เกิดกระแสให้คนสนใจลูกชายเท่านั้นเพราะเห็นตัวอย่างจากในเว็บไซต์ ไม่ได้ตั้งใจจะขายลูกสาวจริงๆ แต่ก็รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปเหมือนกัน ซึ่งหลังจากที่มีภาพแพร่ออกไป บัญชีที่เหลียงเปิดรับบริจาคก็ถูกอายัดค่ะ 

 

ขอบริจาคเงินรักษาลูกสาวแต่ทิ้งให้ลูกตาย


ย้อนรอย 5 ข่าวเศร้าสะท้อน “ชีวิตลูกผู้หญิง” ในประเทศจีน!
Photo Credit: https://medium.com/
 
       คุณแม่ชาวจีนในมณฑลเหอหนานขอรับบริจาคเงินเพื่อไปรักษาลูกสาว "หวัง เฟิ่งหย่า" วัย 3 ขวบที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งจอประสาทตาในเด็ก โรคนี้ถือเป็นโรคมะเร็งหายากและต้องรีบรักษา ซึ่งค่ารักษาด้วยคีโมต้องใช้เงินอย่างต่ำถึง 100,000 บาท แต่ครอบครัวเธอนั้นยากจน มีลูกที่ต้องเลี้ยงถึง 5 คน แถมหนึ่งในนั้นมีลูกชายที่ป่วยเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ เธอจึงขอรับบริจาคเงินมารักษาลูกสาว ซึ่งหลังจากที่เรื่องราวของหนูน้อยแพร่ออกไปมีหลายคนให้ความสนใจและช่วยบริจาคให้กับเธอไม่น้อยค่ะ
 
       แต่หลังจากนั้น อาสาสมัครในปักกิ่งที่ช่วยดูแลอาการของเฟิ่งหย่าออกมาบอกว่า คุณแม่รายนี้ได้นำลูกสาวออกจากโรงพยาบาลและไม่ให้รับการรักษาต่อ ประมาณ 6 เดือนหลังจากการวินิจฉัย หนูน้อยเฟิ่งหยาก็เสียชีวิตจากการที่มะเร็งลุกลาม ทำให้หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์พร้อมกับตั้งข้อสงสัยว่าเธอใช้เงินบริจาคนี้รักษาลูกชายที่ป่วยเป็นปากแหว่งเพดานโหว่แทน
 
        แม้ว่าหลังจากนั้นเธอจะออกมาเปิดเผยว่า ไม่ได้ใช้เงินที่ได้รับบริจาคมาไปรักษาลูกชาย เพราะลูกชายนั้นได้รับการรักษาฟรีจากโรงพยาบาลการกุศลในปักกิ่ง แต่เธอก็บอกกับนักข่าวว่า เธอไม่คิดว่าโรคของลูกสาวเธอนั้นจะรักษาได้ง่ายๆ เช่นกัน จึงไม่มีประโยชน์ที่จะขอเงินบริจาคเพิ่ม อ่านแล้วก็แอบจุกเหมือนกันนะคะเนี่ย :(

 

โดดตึกเพราะโดนห้ามผ่าคลอด

       ข่าวต่อมาเป็นข่าวที่ค่อนข้างดังเลยค่ะ เป็นเรื่องของหญิงสาวชาวจีนอายุ 26 ปีกระโดดตึกฆ่าตัวตายที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในมณฑลส่านซี ที่สำคัญคือเธอตั้งท้อง 9 เดือนและกำลังจะคลอดอีกต่างหาก สาเหตุคือเธอเจ็บท้องคลอดมากแต่ลูกในท้องมีศีรษะขนาดใหญ่ หากคลอดแบบธรรมชาติจะมีความเสี่ยงสูง ซึ่งคุณหมอเองได้ตรวจและลงความเห็นว่าเธอควรที่จะผ่าคลอดแทน
 
       ที่ประเทศจีนนั้น หากจะทำการผ่าตัดใหญ่ คนไข้ต้องได้รับความยินยอมจากครอบครัวก่อน ซึ่งหญิงสาวรายนี้ได้ออกมาคุกเข่าขอร้องสามีและครอบครัวให้เซ็นอนุญาตให้เธอผ่าคลอดถึง 2 ครั้ง แต่ผลปรากฏว่าสามีและแม่สามีไม่ยอม เพราะเชื่อว่าหากผ่าคลอดเด็กจะไม่แข็งแรงเหมือนกับที่คลอดเอง แม้หมอจะช่วยโน้มน้าวยังไงทางครอบครัวก็ยังปฏิเสธเช่นเดิม จนกลางดึกคืนนั้นพยาบาลได้ออกมาแจ้งว่าเธอหายตัวไปจากห้อง สุดท้ายก็พบว่าเธอกระโดดตึก 5 ชั้นลงมาเสียชีวิตทั้งแม่และลูกในท้อง (น่าหดหู่มากๆ เลยค่ะ)

 

อยู่เดือนหลังคลอด ร้อนจนตาย


ย้อนรอย 5 ข่าวเศร้าสะท้อน “ชีวิตลูกผู้หญิง” ในประเทศจีน!
Photo Credit: https://unsplash.com
 
       หลังคลอดลูกแล้ว หลายๆ บ้านมีความเชื่อว่าคุณแม่ต้องอยู่เดือนหลังคลอดเพื่อพักฟื้นร่างกายเป็นเวลา 1 เดือน ที่จีนเองมีความเชื่อที่ว่านี้เช่นกันค่ะ โดยคุณแม่หลังคลอดจะต้องอยู่แต่ภายในบ้าน นอนบนเตียงเฉยๆ ห้ามสระผมและต้องคอยทำร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ  
 
       ความเชื่อที่ว่านี้บางครอบครัวปฏิบัติตามอย่างสุดโต่งจนทำให้เกิดข่าวร้ายตามมาหลายครั้งแล้วค่ะ ล่าสุดมีข่าวแม่ลูกอ่อนวัย 20 ต้นๆ เสียชีวิตจากการอยู่เดือนเช่นกัน หญิงสาวคนนี้เพึ่งจะคลอดลูก และครอบครัวก็จัดแจงให้เธอนอนใส่เสื้อผ้าหลายชั้นและห่มผ้าผืนหนาเพื่อปฏิบัติตามความเชื่อที่ให้ทำร่างกายให้อบอุ่น แถมยังไม่ให้เปิดแอร์หรือเครื่องทำความเย็นใดๆ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเป็นช่วงที่อากาศร้อนมากเนื่องจากมีคลื่นความร้อนพอดี เมื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลให้คุณหมอได้ทำการตรวจ พบว่าอุณหภูมิในร่างกายเธอสูงถึง 40 องศา ทำให้อวัยวะภายในอย่างตับและหัวใจได้รับความเสียหายอย่างหนักจนเสียชีวิต T^T


 
       แต่ละประเทศก็มีความเชื่อและค่านิยมที่แตกต่างกันไป และก็มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี แต่ถึงอย่างนั้นเราควรที่จะให้เกียรติทุกคนในฐานะมนุษย์ไม่ว่าจะชาติไหนหรือเพศไหนก็ตาม พี่อ่านข่าวแล้วก็รู้สึกหดหู่ใจเหมือนกันค่ะ ถ้าทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันโลกเราก็คงจะน่าอยู่ขึ้นเยอะเลย

 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=yelly

พี่เยลลี่ - ผู้เขียน

อักษรศาสตร์ เอกมโน โทติ่ง หิวชานมตลอดเวลาและเป็นทาสลูกน้องแมว

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #วัฒนธรรมจีน #ผู้หญิง #เลือดข้นคนจาง

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?