สวยแบบพิลึก! เปิดเบื้องหลังความงามของ 5 หญิงสาวในอดีตที่อาจทำให้ขนลุก []

วิว
      
     สวัสดีค่ะชาว Dek-D ผู้หญิงกับความสวยความงามเป็นของคู่กันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยค่ะ น้องๆ เคยสงสัยมั้ยคะว่า ผู้หญิงในสมัยก่อนเค้าดูแลตัวเองกันยังไง ทั้งๆ ที่สมัยก่อนคงไม่มีครีมบำรุงหรือการศัลยกรรมเหมือนปัจจุบันแน่นอน วันนี้พี่หมิวจะพาน้องๆ มาดูกันว่า เคล็ดลับความงามของผู้หญิงในอดีตนั้นต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง และจะน่าสยองแค่ไหน 


Empress Elisabeth of Austria (สมเด็จพระจักรพรรดินีเอลิซาเบธแห่งออสเตรีย)


      สมเด็จพระจักรพรรดินีเอลิซาเบธแห่งออสเตรีย เธอได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกของศตวรรษที่ 19 ความงามของเธอเลื่องลือไปด้วยผิวที่สวยไร้ที่ติกับเส้นผมยาวสวยสีน้ำตาลเข้มประกายทองที่ยาวถึงพื้น
 
สวยแบบพิลึก! เปิดเบื้องหลังความงามของ 5 หญิงสาวในอดีตที่อาจทำให้ขนลุก
Photo Credit: thevintagenews.com

      แต่เบื้องหลังความงามของเธอนั้นออกจะแปลกประหลาดไปนิดหน่อยค่ะ เธอมักจะบดสตรอว์เบอร์รี่เพื่อเอาไปทาทั่วหน้าและลำคอของเธอให้ผิวมีความเนียนและใสอยู่ตลอดเวลา เวลาเธอจะอาบน้ำนั้น เธอจะแช่น้ำที่เต็มไปด้วยน้ำมันโอลีฟอุ่นๆ เพื่อให้ผิวกายของเธอเปล่งปลั่ง และที่สำคัญ เธอชอบเอาเนื้อลูกวัวสดๆ มามาส์กหน้าก่อนนอนด้วยค่ะ….

      และเพื่อที่จะรักษาหุ่นของเธอให้ดี เธอกินอาหารเพียงนิดเดียวเองค่ะ อาหารที่เธอกินบ่อยๆ จะเป็นพวกไข่ ส้ม นมสด เท่านั้น หรือบางทีเธอก็กินแค่น้ำเกรวี่ที่เอาไว้ราดสเต็กเท่านั้นเอง และด้วยความอยากหุ่นดีของเธอ เธอมักจะใส่คอร์เซ็ทรัดเอวให้เอวของเธอมีขนาดเล็กที่สุด จนเอวของเธอมีขนาดเพียงแค่ 19.5 นิ้วเท่านั้น! (โอโห เอวคนหรอเนี่ยยยย)
 
สวยแบบพิลึก! เปิดเบื้องหลังความงามของ 5 หญิงสาวในอดีตที่อาจทำให้ขนลุก
Photo credit: thevintagenews.com

      นอกจากนี้เธอยังมีผมที่ยาวและเยอะมากๆ ยาวลากพื้น ทำให้เธอจะต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงในการเตรียมตัวสำหรับผมของเธอ ไม่ว่าจะมัดผมขึ้น เกล้าผม ตกแต่งผมด้วยโบว์ ต่างก็ใช้เวลานานทั้งหมดค่ะ 
 


Marie Antoinette (มารี อ็องตัวแน็ต)


      เคล็ดลับความงามของคนต่อมาคือ 'มารี อ็องตัวแน็ต' พระราชินีสุดฉาวแห่งฝรั่งเศส ที่ใช้ชีวิตโอ่อ่าฟุ่มเฟือย ด้วยความที่เธอเป็นราชินีที่ชอบใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย เธอจึงทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการสรรค์สร้างความงามของเธอค่ะ เธอมักจะมาส์กหน้าด้วยบรั่นดีราคาแพงที่มีคุณภาพดีที่สุด ผสมกับไข่ นมผงและมะนาว 
 

      และในทุกๆ เช้า เธอจะล้างหน้าด้วยน้ำที่สกัดจากนกพิราบตุ๋น ส่วนผสมของน้ำสกัดจากนกพิราบของเธอนั้นประกอบไปด้วย เมลอน แตงกวา เลมอน เมล็ดถั่ว ดอกลิลลี่ ไวน์ขาว นกพิราบตุ๋น 8 ตัว มาผสมกันกลายเป็นน้ำที่เธอเอาไว้ล้างหน้า เหมือนกับคลีนเซอร์ที่ใช้ในปัจจุบันค่ะ  

      เธอมีความเชื่อว่ายิ่งผิวซีดเท่าไหร่ก็เท่ากับว่าผิวของเธอจะยิ่งสะอาดและมีสุขภาพดีเท่านั้นค่ะ คนในสมัยก่อนเชื่อว่าผิวขาวซีดจะบ่งบอกถึงฐานะ ความร่ำรวย เพราะเหมือนกับว่าเราไม่ได้ออกไปทำงานใช้แรงงานข้างนอก ไม่ได้ออกไปทำงานตากแดด เค้าเลยเชื่อว่าคนผิวขาวซีดคือพวกผู้ดีไฮโซค่ะ 
 

      ในฐานะที่เธอเป็นถึงราชินีของฝรั่งเศส เธอจะต้องดูดีและสวยอยู่ตลอดเวลา โดยเธอจะต้องเปลี่ยนชุด 3 รอบภายใน 1 วัน และห้ามใส่ชุดเดิมซ้ำอีกด้วยค่ะ ถ้าคำนวณค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไปกับชุดของเธอนั้น ตีได้ราวๆ ประมาณ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 131 ล้านบาทไทยต่อปีเลยค่ะ ทีเดียว


Queen Elizabeth I (สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ)


      ในยุคของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 มีเครื่องสำอางสำหรับบำรุงผิวชิ้นนึงที่โด่งดังมากนั่นคือ ‘Venetian ceruse’ เป็นเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารตะกั่วและน้ำส้มสายชู เพื่อทำให้ผิวมีความขาวจัดและใสเหมือนกระเบื้อง
 

      ในสมัยนั้น คนที่ใช้ผลิตภัณฑ์นี้เยอะที่สุดก็คือควีนเอลิซาเบธที่ 1 ทางประวัติศาสตร์เล่าเอาไว้ว่า เมื่อตอนเธออายุได้ 29 ปี เธอเป็นโรคฝีดาษ ทำให้มีรอยแผลตามตัวและผิวเต็มไปหมด เธอไม่อยากที่จะโชว์ผิวที่มีรอยแผลเป็น เธอจึงเอาสารตะกั่วผสมกับน้ำส้มสายชูมาพอกร่างกายของเธอเพื่อปกปิดรอยแผลเป็นที่เกิดจากโรคฝีดาษ เค้าว่ากันว่า ผิวหนังที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้สารพอกของเธอนั้นน่ากลัวสุดๆ

      จริงๆ แล้วมันค่อนข้างอันตรายเลยทีเดียวค่ะ เพราะเมื่อเราเอาสารตะกั่วผสมเข้าไปน้ำส้มสายชูไปทาที่ร่างกายเรา ก็เหมือนกับเราพอกสารพิษเข้าไปในผิวของเรานั่นเองค่ะ 


Simonetta Vespucci (ซิโมเนตต้า เวสปุชชี)


      เธอคนนี้เป็นผู้หญิงที่อยู่ในภาพวาดชื่อดังอย่าง 'The Birth of Venus' ซึ่งเป็นภาพวาดเกี่ยวกับการเกิดของเทพีวีนัส เทพีแห่งความรักเเละความงาม โดยคนวาดภาพได้นำเธอมาเป็นต้นแบบของเทพีแห่งความงาม ทำให้ผู้หญิงในยุคนั้นยกเธอให้เป็นไอดอล ทุกคนต่างอยากจะมีความสวยเหมือนกับเธอ
 

      ด้วยความที่พวกผู้หญิงในสมัยนั้นอยากมีผิวขาวซีดเหมือนกับซีโมเนตต้า พวกเธอจึงเอาปลิงดูดเลือดมาดูดเลือดบนใบหน้าของพวกเธอออกไป เพื่อที่หน้าจะได้ขาวซีดโดยธรรมชาติ…(จะดีหรออออ)

      นอกจากนี้วิธีการมาส์กหน้าของพวกเธอยังเหมือนสูตรทอดไก่ในปัจจุบัน พวกเธอเอาเกล็ดขนมปังผสมกับไข่ขาวและน้ำส้มสายชูเข้าไว้ด้วยกัน จากนั้นก็เอามาไว้บนหน้า เพื่อให้หน้าดูใสและชุ่มชื้น
 
      ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ หญิงสาวในสมัยนั้นต้องการผมยาวสีทองที่สวยงามเหมือนของซีโมเนตต้า พวกเธอจึงคิดค้นวิธีฟอกสีผมด้วยการหมักผมไว้ในปัสสาวะของมนุษย์ค่ะ...


Helen of Troy (เฮเลนแห่งทรอย) 


      มาถึงสาวรายสุดท้าย ‘Helen of Troy’ หญิงสาวผู้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ที่คนตายนับพัน จากตำนานปกรณัมเก่าแก่ของกรีกในมหากาพย์อีเลียดและโอดิสซีย์ได้เล่าไว้ว่า เพราะความสวยของเธอเองที่เป็นชนวนศึกสงครามของเมืองทรอย บางคนอาจจะสงสัยว่า แล้วความสวยของเธอทำให้เกิดสงครามได้ยังไง?? จริงๆ แล้วสาเหตุก็เกิดจากการแย่งผู้หญิงกันนั่นแหละค่ะ ทำให้เกิดสงคราม คนตายนับพัน เพียงเพราะผู้หญิงเพียงคนเดียว

 

      จากบันทึกได้ระบุเอาไว้ว่า เธอมักจะอาบน้ำด้วยน้ำส้มสายชู โดยในทุกๆ วัน คนรับใช้ของเธอจะเตรียมน้ำส้มสายชูเต็มอ่างเพื่อให้เธอลงไปแช่ ทำให้ผิวพรรณของเธอเปล่งปลั่งและสวยงามจนเฮเลนได้รับฉายาว่าเป็นผู้หญิงที่งามเกินมนุษย์ แต่น้องๆ ลองคิดดูนะคะว่า ถ้าเราลงไปแช่น้ำในอ่างที่เต็มไปด้วยน้ำส้มชายชู มันจะแสบและกัดผิวแค่ไหน แค่คิดก็แสบแล้วค่ะ 

      
      เกิดเป็นผู้หญิงนี่ลำบากจริงๆ ค่ะ กว่าจะสวยได้ ต้องแลกด้วยอะไรบ้างก็ไม่รู้ อย่างการเอาเนื้อลูกวัวมามาส์กหน้า อาบน้ำด้วยน้ำส้มสายชู สูตรความงามสมัยก่อนนี่น่ากลัวจริงๆ ค่ะ อะไรที่ไม่ดีน้องๆ ก็อย่าเอาไปทำตามนะคะ เราก็สวยไปตามวัยของเราปกตินี่ดีที่สุดเเล้วค่ะ :-) 

 

Sources:
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=miew

พี่หมิว - ผู้เขียน

จบเอกอิ้ง ชอบปิ้งหมูกิน แถมอินกับหนัง ฟังเพลงเสียงดัง หูแตกไปเลยจ้า

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #beauty #beautiful #women #secrets

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    สูตรความงามก็เหมือนวิทยาศาสตร์ ทดลองผิดลองถูกกันไป ดีบ้างไม่ดีบ้างก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ว่าแต่ จริง ๆ พระนางมารี อังตัวเน็ตต์ถือว่าประหยัดกว่าชนชั้นสูงคนอื่นเยอะนะ คือถ้าจะว่าพระนางฟุ่มเฟือย คนรอบตัวที่ฟุ่มเฟือยกว่ามีอยู่เต็มไปหมด แต่คนกลับไม่ค่อยพูดถึง แต่พูดไปก็ยาว + พูดไปคนก็ไม่จำอยู่ดี พูดเป็นล้านครั้งก็จะถูกหาว่าแค่อยากปกป้องอยากดีเฟนส์ ยังไงก็สู้ภาพติดตาติดปากที่ย้ำ ๆ กันเป็นล้านครั้งโดยคนไม่รู้กี่ล้านคนมาเป็นร้อย ๆ ปีไม่ได้อยู่ดี

    ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?