11 เดือนชีวิตแลกเปลี่ยนในเบลเยี่ยม...เมื่อเข้ากับโฮสต์ไม่ได้ และร้องไห้แทบทุกวัน []

วิว
      สวัสดีค่ะชาว Dek-D ประสบการณ์ที่แต่ละคนได้จากการไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศก็คงจะแตกต่างกันแล้วแต่ว่าจะเจอกับอะไร บางคนอาจจะได้ความรู้ ทักษะภาษา หรือได้เพื่อนกลับมา แต่บางคนก็ได้เจอกับประสบการณ์ที่ทำให้เปลี่ยนชีวิตเลยก็มีค่ะ วันนี้พี่จะพาน้องๆ มาดูชีวิตของพี่คนนึง  บอกเลยค่ะว่าแต่ละเรื่องที่เธอเจอมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องเสียน้ำตาไปมากมาย แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็สอนอะไรหลายๆ อย่างให้เธอค่ะ 
 

แนะนำตัว
 


      สวัสดีค่ะ ชื่อ ‘เยลลี่ – กฤตญา อนุวัฒน์มงคล’ เรียนจบจาก เอกภาษาสเปน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนโครงการ AFS ที่ประเทศเบลเยี่ยมเป็นเวลา 11 เดือนค่ะ

 

ไปเข้าโรงเรียนสอนการโรงแรม ทำอาหาร 


      ตอนไปแลกเปลี่ยนกับโครงการ AFS เราก็ไปเรียนเป็นหลักบวกกับเรียนรู้พวกวัฒนธรรมในประเทศเค้า ด้วยความที่เราสนใจเรื่องอาหาร เราเลยเลือกเรียนการโรงแรมไปค่ะ  

      เราไปอยู่ที่ ‘Flanders’ (ฟลานเดอส์) เป็นเขตปกครองทางเหนือของเบลเยี่ยม ซึ่งที่นี่เค้าจะพูดภาษาดัตช์กัน ตอนไปเรียนแรกๆ ก็นั่งเอ๋อ พูดไรอะ ไม่รู้เรื่อง 55555 แต่ AFS มีจัดคลาสเรียนภาษาดัตช์ให้เด็กแลกเปลี่ยนอยู่เหมือนกัน เรียนอาทิตย์ละครั้งในระยะเวลา 3 เดือน คือมันก็พอช่วยได้อยู่นะ ทำให้เรารู้พวกประโยคพื้นฐานที่พอเอาตัวรอดได้ 
 

      เราได้ไปเรียนการโรงแรมที่ Hotel school: Terbiest horeca School คือเค้าจะมีแบ่งการเรียนการสอนเป็นภาคปฏิบัติกับแบบเลคเชอร์ อย่างที่บอกตอนแรกไป ตอนเรียนเลกเชอร์ก็เรียนเป็นดัตช์หมดเลย มีเรียนทั้งหมด 5 วัน วันจันทร์เรียนเกี่ยวกับการจัดการ การเสิร์ฟ เหมือนเรียนการเป็นบ๋อย อะไรแบบนั้น ส่วนวันอังคาร-พุธ ก็เข้าครัว ลงมือภาคปฏิบัติ ส่วนวันพฤหัส-ศุกร์เรียนเลคเชอร์ เกี่ยวกับการครัว การเสิร์ฟ 
     
      คือเราสนุกมากนะ ชอบมากๆ เพราะเราได้ลงมือทำอาหารเอง อย่างตอนนั้นได้เรียนแบบ เค้าให้แซลมอนคนละตัว ให้เราทำเองทุกอย่างตั้งแต่ขอดเกล็ด แล่ปลา ทำเองทุกอย่างเลยทั้งตัว ส่วนเรื่องหน้าที่ในครัว โดยปกติแล้วอาจารย์จะแบ่งหน้าที่ให้นักเรียนทำต่างกัน สามารถแยกออกเป็น Appetizer (อาหารเรียกน้ำย่อย) Main course (อาหารจานหลัก) และเมนูของหวาน โดยจะให้สลับกันทำไปเรื่อยๆ แต่ละอาทิตย์
 

      เราค่อนข้างเป็นที่ไว้วางใจของอาจารย์ เพราะงานไม่เน่า 555555 อย่างตอนนั้นเค้าให้ปอกไวท์แอสพารากัส เราปอกไม่หักซักอัน คนอื่นมีหักครึ่งบ้างอะไรบ้าง คือต้องบอกว่าเราเป็นพวกทำงานช้าแต่ว่าค่อนข้างเนี้ยบ เลยเป็นที่ไว้วางใจนิดนึงเวลาต้องทำอะไรที่ใช้ความประณีต ส่วนงานเร็วต้องให้คนอื่นทำ 5555 มีอีกครั้งนึงที่เค้าให้เราทอดเฟรนช์ฟรายส์โฮมเมท ที่นั่นเค้าเรียก Friet (ฟริต) สูตรการทอดคือต้องทอดไฟ 160 องศา แล้วเอาขึ้นมาพัก แล้วเอาลงไปทอดอีกที 180 องศา อาจารย์ชิมแล้วก็ชม "้heel goed" (ดีมาก) ดีใจมากเพราะฟริตเหมือนเป็นอาหารประจำชาติเค้า เราได้รับคำชมจาก native ที่เป็นครูสอนทำอาหารอะ 
 
      เอาจริงๆ ทำอาหารมันสนุกหมดเลย แต่ถ้าให้เลือกว่าชอบทำอะไรมากกว่าก็คงจะเป็นพวกของหวาน เพราะกลิ่นหอมมันติดตัว กลิ่นครีมหรือวานิลลาแบบนี้ อย่างถ้าเราไปทำของคาว ต้องไปหั่นผัก หั่นแครอท มือก็ส้ม ตัวเหม็นเขียวเหมือนช่องแช่ผักไปทั้งวัน 5555
 


มีปัญหากับโฮสต์แรก 


      ตอนเราไป AFS เราต้องไปอยู่กับ Host Family แล้วคือโฮสต์แรกที่เราไปอยู่ เค้าไม่เคยรับเด็กมาก่อน แต่โฮสต์เค้าค่อนข้างคาดหวังเหมือนเราจะไปเป็นลูกเค้าจริงๆ แต่มันก็มีประเด็นหลายอย่างที่เข้ากันไม่ได้ จนต้องมานั่งคุยกัน มาเจอคนละครึ่งทางมั้ย เรื่องแรกเลยคือ แรกๆ เราบอกเค้าไปว่าเราไม่ค่อยชินกับการจุ๊บแก้ม ขอเป็นวันละครั้งตอนเช้าได้มั้ย อีกอย่างคือตอนจุ๊บแก้มบางทีโฮสต์พ่อเค้าชอบตบก้นเราด้วย เราไม่โอเค

      มีอีกเรื่องนึงคือ เรากำลังนั่งเล่นอยู่ที่โซฟา นอนเล่นเหยียดขาปกติ แล้วโฮสต์พ่อก็มาคร่อมคุยกับเรา เราก็รู้สึกแบบ เฮ้ย มันไม่โอเคจริงๆ ละ เหมือนเราโดนลุกล้ำระยะส่วนตัวของเรา เราก็เลยคุยกับเค้า พยายามเลือกใช้คำพูดที่ดูนุ่มนวลที่สุดว่าเราไม่โอเคกับที่เค้าทำแบบนี้ เค้าก็บอกว่า ที่เค้าทำมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์นะ อย่าไปคิดมาก คือเราก็เข้าใจในแง่เค้า แต่เรารู้สึกว่าบางอย่างมันเกินไป นี่มันร่างกายเรา ไม่ว่าเค้าจะเจตนาดีหรือไม่แต่เรารู้สึกไม่โอเค ซึ่งแรกๆ เค้าก็ยอมตกลงเจอครึ่งทาง เราก็ต้องปรับตัวเยอะเหมือนกันเพราะมาจากบ้านคนจีน ไม่เคยมากอดมาจุ๊บอะไรแบบนี้
 

      อยู่ๆ ไปมันมีปัญหาบ่อยมาก เรื่องมันก็พีคขึ้นเรื่อยๆ โฮสต์เค้าไปบอกกับพวกสตาฟของทาง AFS ว่าเราไม่ปรับตัวเลย แล้วที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ เค้าเริ่มไม่แยแสข้อตกลงต่างๆ ที่เราเคยคุยกันไว้ด้วย อย่างเรื่องตบก้นหรือเอาแขนคร่อมเราตรงโซฟาก็เริ่มกลับมาทำอีก จุดที่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว อยู่ไม่ได้แล้ว คือตอนคุยกันเค้าบอกมาประโยคนึงว่า มันเป็นหน้าที่ของคุณคนเดียวที่ต้องพยายามปรับตัว ไม่ใช่หน้าที่เค้า ซึ่งจริงๆ ถึงเราจะเป็นฝ่ายไปแลกเปลี่ยนแต่เราก็ต้องเคารพกันและกัน

      ตอนนั้นเราก็ติดต่อ Counselor ประจำตัวเรื่อยๆ พอเดือนที่ 3 สตาฟมาถามเราครั้งแรกว่าอยากย้ายโฮสต์มั้ย จริงๆ ใจเราอะไปแล้ว รู้สึกว่ายังไงเราอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีความสุข แต่แม่เราค้านแรงมาก ไม่ให้ย้ายเด็ดขาด เพราะกลัว AFS หาโฮสต์ใหม่ไม่ได้ มันไม่ได้มีโฮสต์รองรับตลอดเวลา  เราก็โอเค อยู่ก็อยู่ ตายเป็นตาย 
     
      มีครั้งนึงสไกป์คุยกับที่บ้าน เราร้องไห้หนักมาก สะอื้นจนพูดไม่รู้เรื่อง พ่อก็ตะคอกเลยว่ากลับบ้านมา ไม่ต้องอยู่แล้ว แต่เราก็ตะโกนใส่บอกว่าไม่กลับ จะอยู่ คือเราเป็นคนเรียกร้องที่จะมา ตอนนั้นคิดแค่ว่าเราต้องอยู่ต่อไปให้ได้ เราก็เลยอยู่บ้านเดิมมาจนครบ 6 เดือน ชีวิตตอนนั้นคือไม่แฮปปี้เลย ดราม่าหนักมาก กลับบ้านไปร้องไห้ทุกวันเลย 


ย้ายไปโฮสต์ใหม่ ชีวิตดีกว่าเดิม!


      จริงๆ มันมีหลายเรื่องมากที่ทำให้เราเหนื่อยกับโฮสต์แรก อย่างโฮสต์พ่อ เค้าเป็นคนหัวรั้น ไม่ค่อยฟังอะไรเท่าไหร่ ตอนนั้นเค้าถามเราว่า เบียร์สิงห์อะ คำว่า 'สิงห์' ภาษาไทยมันแปลว่าอะไร เราก็บอกมันแปลว่า สิงโตนะ เค้าก็บอกว่า เห้ย ไม่น่าใช่มั้ง มันแปลว่าอีกอย่างนี่ เปิดหาในเน็ตมา เราก็เลยบอกว่า เราเป็นคนไทยนะ นี่คือภาษาไทยอะ 5555 คือเค้าจะเป็นคนไม่ค่อยยอม มีความมั่นใจในความคิดตัวเองสูงมากๆ 

      แต่เอาจริงๆ ถ้าลองมองย้อนกลับไปเหตุการณ์ตอนนั้น เราว่าเราก็มีส่วนผิดเยอะอยู่เหมือนกัน อย่างเราเป็นคนติด Ipad มาก เค้าก็จำกัดเวลาเล่นของเรา ให้เล่นแค่วันละชั่วโมงพอ ซึ่งที่บ้านก็ไม่ค่อยมีไรทำ เราได้แต่นั่งเฉยๆ ไม่รู้จะทำอะไร มีแต่ทีวีให้ดูแต่เราไม่ชอบดูทีวี คือตอนนั้นความสัมพันธ์ของเรากับโฮสต์มันแย่ลงมากๆ ไม่รู้จะคุยอะไรกับเค้า รู้สึกแค่ว่าไม่อยากอยู่กับเค้าแล้ว 
 

      ช่วงเดือนที่ 4 ถึง 6 สุขภาพจิตแย่มาก เรากลับบ้านมาถ้าโฮสต์ไม่อยู่ ก็จะนั่งร้องไห้ที่โซฟามั่ง นั่งร้องไห้ตรงชักโครกก็มี แค่จะเล่นกับแมวยังเล่นไม่ได้เลย แมวยังหนี ชีวิตตอนนั้นแบบเฟลสุดๆ ละ ใกล้เป็นบ้าแล้วแต่เราเอาพี่ทึก (นักร้องวง Super Junior) เป็นไอดอล คิดกับตัวเองว่าแบบ พี่ทึกยังผ่านเรื่องราวร้ายๆ มาได้เลย เราก็ต้องผ่านมันไปได้อะ (พยายามโยงเรื่องติ่งเข้ามาเป็นที่พึ่งทางใจ 5555) สุดท้ายแล้วมันมีเรื่องแตกหักที่เราก็ทนไม่ไหว เลยส่งข้อความไปหาที่ปรึกษาของเรา แล้วอยู่ดีๆ สตาฟ AFS ก็มาที่บ้าน บอกว่าให้ย้ายเลย มาช่วยย้ายของ แต่ว่าให้ไปอยู่บ้านของที่ปรึกษาเราก่อนนะ เพราะตอนนั้นยังไม่มีโฮสต์รองรับ เราก็โอเค อย่างน้อยก็ได้ไปจากที่นี่ 

      ตอนเราจะออกจากบ้าน โฮสต์แรกก็มาร่ำลา ส่งอย่างดีอะ คือจริงๆ มันก็เป็น Hate Love Relationship นะ เราร้องไห้หนักเลยตอนนั่งรถออกมา เค้าก็ทำอะไรดีๆ ให้เราเหมือนกัน แต่ที่แย่ๆ มันก็มี ทีนี้พอเราไปอยู่บ้านใหม่ชีวิตเปลี่ยนเลย คือมันดีมากกกกกกก บ้านเค้าทำฟาร์ม มีม้า แกะ ไก่ มีหมาแมวเต็มไปหมด เราก็สนุกมาก อย่างเวลาเราตื่นนอนเดินลงมา เราก็เดินไปหยิบไข่ในฟาร์มมาทำไข่คนกินได้เลย ได้ขี่ม้าด้วย เค้าสอนเราขี่ม้า เค้าเลี้ยงเราดีมาก ตอน 4 ทุ่มขับรถไปซื้อไอศกรีมมาเผื่อเราด้วย แฮปปี้สุดๆ น้ำหนักพุ่งพรวด 55555
 


โฮสต์เก่าเขียนอีเมลด่าแล้วส่งไปให้แม่


       หลังจากย้ายมาที่ใหม่ โฮสต์แรกของเราฝากสตาฟมาทวงรองเท้าบูทที่เค้าเคยซื้อให้เราเป็นของขวัญ ตอนนั้นที่ออกจากบ้านเค้ามายังเป็นหน้าหนาวแล้วเราไม่มีรองเท้าใส่ มีแต่ผ้าใบ เราเลยใส่ออกมาด้วย ซึ่งตอนซื้อเค้าบอกว่าเนี่ย ซื้อให้เป็นของขวัญนะ ตอนโดนทวงเราก็งงๆ แต่ก็คืนไป สตาฟที่มาทวงแทนก็บอกว่า เค้าเล่าว่าซื้อมา 200 ยูโรเลยนะ เราก็บอก ฮะ มัน 100 ยูโรนะ แล้วเค้าก็ถามด้วยว่าโฮสต์แรกไม่ได้ซื้อให้เป็นของขวัญเหรอ เราก็บอกว่าใช่ เค้าว่างั้นนะ ตอนนั้นเราว่าสตาฟก็คงพอจะรู้อิทธิฤทธิ์ของโฮสต์แรกเราแล้วแหละ 55555
 

      จากนั้นมาก็มีจุดพีคของเรื่องเลย คือมีวันนึงสไกป์คุยกับที่บ้าน อยู่ดีๆ แม่ก็ถามเราว่าเป็นอย่างที่โฮสต์แรกเขียนรึเปล่า เราก็งงว่าเป็นอะไร แม่เราบอกว่าโฮสต์แรกส่งอีเมลมาหา เขียนด่าเรา เขียนว่าเราทำตัวไม่ดี ไม่ยอมอาบน้ำ ซึ่งแรกๆ เราอาบวันละ 2 ครั้งแบบคนไทยอะ จนเค้าบอกว่าวันละครั้งได้มั้ย ค่าน้ำแพง แล้วก็บอกว่าเราใส่รองเท้าบูทขึ้นที่นอน เราไม่เคยใส่ขึ้นนอน มีแต่ใส่แล้วเอนหลังนอนเฉยๆ เท้าไม่ได้สัมผัสเตียงเลย ที่เรารับไม่ได้คือเค้าว่าที่บ้านเราว่า นี่มันเป็นวัฒนธรรมของบ้านคุณหรอที่ไม่ติดต่อกลับมาหาเค้า ไม่ถามสารทุกข์สุกดิบอะไรกับเค้าเลยหลังเราออกไปจากบ้านเค้า (ซึ่งเค้าไม่เคยติดต่อกับพ่อแม่เรามาก่อน) จุดพีคแบบพีคมากๆ คือเค้าเขียนในอีเมลว่า ‘We are happy with her departure!’ (เรามีความสุขมากกับการที่เธอออกจากบ้านเราไป) เท่านั้นแหละ โอ้โห เราร้องไห้เลย โกรธมากๆ แค้นสุดๆ 5555 

      โฮสต์ใหม่เห็นก็เลยถามว่าเราเป็นอะไร เราก็เล่าเรื่องให้เค้าฟัง เค้าก็บอกว่า นี่มันไม่ถูกต้องแล้ว เค้าเลยยื่นเรื่องให้ AFS เลย ซึ่งสุดท้ายเราได้ข่าวว่า AFS ไม่ให้โฮสต์แรกของเรารับเด็กเข้าไปอยู่ด้วยอีกแล้ว จากนั้นมาเราก็ไม่ได้ติดต่อเค้ากลับไปอีกเลย จนกลับมาที่ไทยแล้ว ช่วงคริสมาสต์เค้าส่งอีเมลมาหาเราอีก บอกว่าเอาลูกบอลประดับต้นคริสมาสต์ที่เราเคยเขียนตอนยังอยู่กับเค้ามาตกแต่งปีนี้ด้วยนะ ตอนนั้นคืองง เค้าต้องการอะไร ด่าเราซะขนาดนั้นแล้ว 5555 ก็เลยตัดสินใจลบอีเมลเค้าทิ้ง ไม่ตอบกลับแล้ว ขอให้จบลงตรงนี้ดีกว่า อย่าได้เจอกันอีกเลยนะ บาย


ได้ลองใช้ชีวิตด้วยตัวเอง 


      คนที่นู่นเค้าเฟรนด์ลี่นะ แล้วคนฟลานเดอส์เค้าพูดภาษาอังกฤษได้ มันเลยไม่เป็นปัญหากับการสื่อสารมาก แต่ตอนที่เราไปเที่ยววัลโลเนีย (เขตปกครองทางใต้ของเบลเยี่ยม) คนที่นั่นเค้าจะพูดภาษาฝรั่งเศสกัน ไม่พูดอังกฤษเลย เลยเป็นปัญหานิดนึง ส่วนเรื่องเดินทาง เวลาเราจะไปไหนก็ใช้รถไฟ รถบัสกัน มันจะมีตั๋วนึงที่เป็นราคาพิเศษสำหรับเด็กถึงวัยรุ่น เราก็ใช้ตั๋วนี้เวลาจะเดินทางไปไหนได้ราคาพิเศษเลยค่ะ 

      เรื่องอาหารนี่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือมันอร่อยหมดทุกอย่างจริงๆ 55555 อาหารเบลเยี่ยมอร่อยถูกปากเรามากๆ ไม่มีปัญหาเลยกับเรื่องอาหาร แต่คนที่นี่เค้ามีกินพวกเนื้อม้า เนื้อกระต่าย เนื้อนกพิราบอะไรแบบนี้ด้วย เราก็ไปลองชิม แต่เนื้อม้านี่ไม่กล้าจริงๆ 
 

     ส่วนเรื่อง Culture shock ก็ไม่ค่อยมีอะไรมากนะ มีตอนนึงที่เราต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อทำครัวอะ เราก็เข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าปุ๊บ คนอื่นแบบถอดเลย เปลี่ยนกันตรงนั้น เรายืนช็อกอยู่นาทีนึง เออ เอาบ้างก็ได้ เค้าไม่อาย ทำไมเราต้องอาย ก็ถอดเลย 555555 อีกเรื่องคือคนที่นู่นจะไม่สูดน้ำมูกเข้า แต่จะสั่งออก บางทีเรียนๆ อยู่เพื่อนในห้องสั่งน้ำมูกดังมาก แต่ทุกคนในห้องแม้แต่ครูเฉยสุดๆ 5555 แล้วก็มีครั้งนึงเราเคยป่วย เจ็บคอ อยู่ที่ไทยเราถูกสอนว่าให้กินน้ำอุ่น แต่อยู่ที่นู่นเค้าบอกว่าเจ็บคอเหรอ กินน้ำแข็งสิ เป็นอะไรที่แปลกดีเหมือนกัน

      เรามีโอกาสได้ไปเที่ยวนอกประเทศเบลเยี่ยมเยอะมาก เพราะประเทศอื่นมันอยู่ใจกลางยุโรป เลยไปง่าย เราได้ไปโปแลนด์ ด้วยความที่เพื่อนเราเป็นคนอินกับประวัติศาสตร์มาก เราเลยมีโอกาสได้ไปค่าย 'Auschwitz' (เอาชวิทซ์) ค่ายกักกันชาวยิว คือภาพที่เห็นมันหดหู่มากนะ ทำให้เห็นความโหดร้ายพวกนาซีที่ทำกับชาวยิว 
 

      ตอนอยู่ไทยเราเป็นคนค่อนข้างอยู่ในกรอบ ไม่ได้ไปไหนมาไหนเท่าไหร่ เอาง่ายๆ ไม่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนที่ไกลกว่าห้างแถวโรงเรียนเลย แต่พอเรามาแลกเปลี่ยนที่เบลเยี่ยม เราต้องทำทุกอย่างเองหมด เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ อย่างไปเที่ยวกับเพื่อนก็ต้องวางแผนเอง แบกกระเป๋า ทำเองทุกอย่าง เคยแม้กระทั่งตกรถไฟ จริงๆ มันก็สนุกดีนะ เหมือนเราได้มาผจญภัยกับเพื่อนๆ เปิดโลกใหม่ เรียนรู้อะไรเยอะขึ้น 


‘Exchange isn’t a year in a life but a life in a year’ 


       ถ้าถามว่ามาแลกเปลี่ยนครั้งนี้ให้อะไรเรากลับไปมั้ย ต้องบอกเลยว่า เยอะมากๆ เยอะมากพอที่จะทำให้เราเปลี่ยนเป็นคนละคนเลย เรากล้าพูดเลยว่า ถ้าเราไม่ได้ไป ชีวิตเราก็คงไม่ได้เป็นอย่างที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ เราได้เรียนรู้ความชอบ ความถนัดของตัวเอง ได้รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน มันทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น เราได้ใช้สมองตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเองจริงๆ ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากสิ่งที่เราตัดสิน 

      มันจะมีคำพูดนึงที่บอกเอาไว้ว่า 'Exchange isn’t a year in a life but a life in a year’ เราเห็นด้วยมากๆ เลยนะ เพราะการมาแลกเปลี่ยนเกือบปีมันเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้แล้วอะ ต่อให้เราจ่ายเงินซัก 10 เท่า เราก็หาประสบการณ์แบบนี้อีกไม่ได้แล้ว มีทั้งประสบการณ์ที่ดีและไม่ดีผสมกันไปนั่นแหละค่ะ
 
     

      
      นับถือใจเยลลี่มากๆ เลยค่ะที่สามารถผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาได้ด้วยตัวเอง แต่ในเหตุการณ์ร้ายๆ ก็ได้เป็นบทเรียน สอนให้โตขึ้นและยังเปลี่ยนชีวิตของเยลลี่ไปในทางที่ดีขึ้นอีกด้วย สุดยอดจริงๆ ค่ะ น้องๆ คนไหนที่มีแผนจะไปแลกเปลี่ยนบ้างก็ไม่ต้องกลัวไปนะคะ เชื่อพี่เถอะว่าทุกปัญหามักจะมีทางออกของมันอยู่เสมอ สู้ๆ ^^
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=miew

พี่หมิว - ผู้เขียน

จบเอกอิ้ง ชอบปิ้งหมูกิน แถมอินกับหนัง ฟังเพลงเสียงดัง หูแตกไปเลยจ้า

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #เบลเยี่ยม #belgium #exchangestudent #AFS #นักเรียนแลกเปลี่ยน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?