‘Beyond Scared Straight’ รายการที่จับเด็กเกเรมาดัดนิสัยในคุก (ได้ผลมั้ยนะ?) []

วิว

‘Beyond Scared Straight’ รายการที่จับเด็กเกเรมาดัดนิสัยในคุก (ได้ผลมั้ยนะ?)
      หลายวันมานี้ชาว Dek-D อาจสังเกตเห็นกระแส #ถักเปีย ที่เป็นเรื่องของเด็กพิเศษถูกรังแก พี่เองเห็นคลิปแล้วอดรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้เหมือนกันค่ะ ที่จริงปัญหาการใช้ความรุนแรงในเด็กนั้นเป็นสิ่งที่หลายประเทศตระหนักถึง ซึ่งที่อเมริกาก็ได้ผุดรายการทีวีสารคดีชุดที่ชื่อ ‘Beyond Scared Straight’ มาช่วยดัดนิสัยเหล่าเด็กเกเร ถ้าอยากรู้ว่ารายการทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้กลับใจ ตาม พี่เยลลี่ มาดูได้ในบทความนี้เลยค่ะ :)

 

รายการสารคดีที่นำเด็กเกเรมาดัดนิสัยในคุก

       ก่อนอื่นขอแนะนำให้รู้จักก่อนว่า “Beyond Scared Straight” คือรายการทีวีสารคดีที่ดัดนิสัยเด็กเกเรด้วยการพาไปทดลองใช้ชีวิตในคุก ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 2011 ทางช่อง A&E Networks ของสหรัฐอเมริกา โดยมี “อาร์โนลด์ ชาพิโร่” (Arnold Shapiro) เจ้าของรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม เป็นผู้อำนวยการผลิต ซึ่งรายการก็ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม จนผลิตออกมาถึง 9 ซีซั่น จำนวนกว่า 83 ตอน และช่วยเปลี่ยนนิสัยและอนาคตเด็กกว่า 331 คนเลยค่ะ
 
       แม้กฎหมายที่อเมริกาจะกำหนดไว้ว่า เด็กที่โดนจับด้วยข้อหาร้ายแรงจะต้องโดนตัดสินโทษเท่ากับผู้ใหญ่ แต่การตัดสินโทษหลังเกิดเรื่องแล้วถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านี้กลายมาเป็นอาชญากรในอนาคตต่างหากค่ะ 

 

ไม่หายดื้อก็เข้าคุกไปซะ!

      แต่ละตอนทางรายการจะคัดเลือกเด็กที่มีปัญหาจำนวนหนึ่งที่พ่อแม่ไม่สามารถรับมือได้ มีตั้งแต่ปัญหาเล็กน้อยอย่างไม่เชื่อฟัง รังแกเพื่อน ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่าง ลักขโมย เล่นยา พกอาวุธมีดและปีน ไปจนถึงใช้ความรุนแรงแม้แต่ในครอบครัวของตัวเอง โดยเด็กเหล่านี้ต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับผู้คุมและนักโทษตัวจริง เพื่อให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่และสังคมในคุก บางตอนมีให้นักโทษมาเล่าให้ฟังว่าตัวเองทำอะไรมาบ้างถึงโดนจับ บางทีก็ตวาดและขู่เรื่องการใช้ชีวิตในคุก ซึ่งประโยคเด็ดที่ได้ยินบ่อยๆ คงหนีไม่พ้น “you think you’re tough?” (แกคิดว่าตัวเองเจ๋งนักเหรอ?) จากตอนแรกที่หลายๆ คนเดินเข้าไปในคุกอย่างมั่นใจ สุดท้ายโดนเหล่านักโทษขู่กระเจิงจนถึงขนาดร้องไห้เพราะกลัวก็มีค่ะ
 
‘Beyond Scared Straight’ รายการที่จับเด็กเกเรมาดัดนิสัยในคุก (ได้ผลมั้ยนะ?)
Photo Credit: https://www.youtube.com/
 
       วิธีที่ทางรายการใช้ดัดนิสัยเด็กๆ เหล่านี้มีหลากหลายมาก บางครั้งอาจจะดูรุนแรงเหมือนมีการใช้กำลัง แต่ทุกอย่างจะอยู่ภายใต้ความควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้คุม ไม่เกิดอันตรายทางร่างกายต่อเด็กแน่นอนค่ะ (ส่วนทางจิตใจก็อีกเรื่องนึงเพราะบางตอนโหดสุดๆ T v T) โดยทางรายการจะติดตามผลว่าชีวิตเด็กๆ แต่ละคนหลังจบโปรแกรมเปลี่ยนไปยังไง ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นดีเกินคาด เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ต่างปรับปรุงตัวเป็นคนดีขึ้น เนื่องจากได้เห็นและเผชิญความโหดร้ายของสังคมในคุกมาแล้วเรียบร้อย ถ้าหากไม่อยากมีชีวิตแบบนั้นในอนาคตก็มีทางเดียวคือต้องกลับตัวกลับใจซะตั้งแต่ตอนนี้ค่ะ

 

“You’re not hard at all!”



 
       อย่างที่เกริ่นไปว่ารายการนี้เป็นรายการสารคดี เพราะฉะนั้นคุกที่ใช้ถ่ายทำนั้นเป็นคุกจริง และนักโทษที่รับหน้าที่ “คุณครูเฉพาะกิจ” ก็เป็นนักโทษต้องคดีจริงๆ ค่ะ จะเห็นได้ว่ามีอยู่หลายตอนเลยที่สั่งสอนกันอย่างดุเดือดชนิดที่คนนั่งดูอย่างพี่ยังขวัญผวาไปด้วย แต่หนึ่งในตอนที่พีคที่สุดที่พี่ยกมาให้น้องๆ ดูวันนี้คือตอนที่ 6 ของซีซั่น 7 ค่ะ มีนักโทษรายหนึ่งถึงกับถอดตาปลอมออกมาให้เด็กๆ ถือ แล้วเล่าว่าเป็นผลจากการที่เค้าโดนรุมกระทืบจนตาซ้ายหลุดออกมาอยู่ข้างตัว (นึกภาพตามแล้วเหมือนหนังสยองขวัญ...) โดยหนึ่งในเด็กเจ้าปัญหาที่เข้าร่วมในตอนนี้คือ “แอนแดเรียส” (Andarius) เด็กชายวัย 13 ปี ที่ถูกส่งเข้ามาเรียนรู้ชีวิตในคุกเพราะจุดไฟเผาโรงเรียนและเข้าร่วมกับแก๊งอันธพาลค่ะ
 

‘Beyond Scared Straight’ รายการที่จับเด็กเกเรมาดัดนิสัยในคุก (ได้ผลมั้ยนะ?)
Photo Credit: https://www.youtube.com/
 
       ถ้าน้องๆ ดูตอนนี้เต็มๆ จะเห็นว่าแอนแดเรียสโดนไปอ่วมไม่ใช่น้อยเลย ทั้งโดนนักโทษตะคอกใส่ บังคับให้วิดพื้นในขณะที่ผู้คุมบอกให้ยืนขึ้น ตะโกนแข่งกันจนไม่รู้ว่าจะฟังใครดี แถมยังโดนตะโกนใส่หน้าว่า “You think you’re hard. You’re not hard … AT ALL!” ฟังแล้วหน้าสั่นไปหมด จุดพีคคือ แอนแดเรียสโดนหิ้วคอเสื้อจ่อที่หน้าห้องคุมขังนักโทษ แล้วโดนบังคับให้กินส้มทั้งเปลือก! พอไม่กินก็ขู่ว่าจะเปิดประตูปล่อยนักโทษออกมา ปรากฏว่าแอนเดรียสกลัวจนร้องไห้ลนลานรีบกินส้มเข้าไปทั้งเปลือกเลย ดูแล้วอาจโหดร้ายไปบ้าง แต่นี่คือชีวิตจริงๆ ในคุกที่ต้องเจอค่ะ ผลคือหลังจากเข้าร่วมโปรแกรมนี้ แอนแดเรียสแล้วกลับตัวกลับใจออกจากแก๊งอันธพาล และพยายามอยู่ห่างจากความรุนแรงโดยการหันไปเล่นทรัมเป็ตในวงดนตรีโรงเรียนแทน เจ๋งสุดๆ!

 

“I’m not gonna be scared”



 
       มาต่อกันที่ตอน 2 ของซีซั่น 9 “อีธาน” (Ethan) เด็กชายอายุ 13 ปี มีปัญหาเรื่องชกต่อย ขโมยของ และไม่เคารพอาจารย์ที่โรงเรียนค่ะ สิ่งที่น่าสนใจคือพี่ชายของอีธานที่ชื่อ “บัค” (Buck) เคยถูกส่งเข้าไปดัดนิสัยในคุกเมื่อ 2 ปีที่แล้วเหมือนกัน รอบนี้พ่อของอีธานกลัวว่าลูกชายคนเล็กจะหลงผิดไปอีกคน จึงรีบส่งมาโปรแกรมดัดนิสัยโดยหวังว่าอีธานจะทำตัวดีขึ้นเหมือนกับพี่ชาย ก่อนจะไปบัคถามอีธานว่า ”คิดว่าจะร้องไห้มั้ย?” แล้วน้องชายก็ยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่มีทาง” แถมบอกด้วยว่า “We’re different. You’re you and I’m me and I’m not gonna be scared.” (ฉันกับนายเราต่างกัน นายคือนาย ฉันคือฉัน แล้วฉันก็ไม่กลัวด้วย) หูย ฟังแล้วแซ่บๆ ไปเลยยย
 
‘Beyond Scared Straight’ รายการที่จับเด็กเกเรมาดัดนิสัยในคุก (ได้ผลมั้ยนะ?)
Photo Credit: https://www.youtube.com/
 
       ตัดภาพมาที่ความจริงคืออีธานร้องไห้ตั้งแต่โดนผู้คุมตะคอกใส่แล้วค่ะ 5555 (แนะนำให้ดูคลิปเพราะรายการตัดมาได้จังหวะซิตคอมมาก) ตอนพาไปดูคุก เหล่านักโทษพร้อมใจกันทุบกระจกหน้าต่างและตะโกนใส่ และที่แรงที่สุดคือนักโทษรายหนึ่งซึ่งมาจากเมืองแอตแลนตาขู่ว่า “We take little pretty boy like you for a ride, boy. You see these tattoos, boy. Every tattoo I got, for little boy like you” (เราพาเด็กผู้ชายหน้าตาดีอย่างนายไปข่มขืนไงไอ้หนู เห็นรอยสักพวกนี้มั้ย ทุกรอยมันมาจากเด็กน้อยอย่างนายนี่แหละ) พร้อมกับโชว์รอยสักที่แขนและที่ตัว ทำเอาอีธานน้ำตาร่วงเผาะๆ เลยค่ะ พี่ดูแล้วยังกลัวแทน (; - ;) หลังจบคอร์สอีธานก็ปรับปรุงตัว ตั้งใจเรียนมากขึ้น เลิกขโมยของ และยืนยันว่าตนกลับตัวกลับใจเดินทางที่ถูกต้องแล้วค่ะ

 

“I don’t wanna see you in here”



 
       หลังจากพาไปเข้าโหมดโหดมา 2 ตอนแล้ว พี่ขอปิดท้ายด้วยอารมณ์ซึ้งๆ บ้างค่ะ คลิปต่อไปนี้อยู่ในตอนที่ 1 ของซีซั่นที่ 6 ช่วง “Straight Talk” ช่วงนี้เขาจะให้เด็กที่เข้าร่วมโปรแกรมได้คุยกับคนในครอบครัวผ่านโทรศัพท์เหมือนวิธีที่นักโทษใช้สื่อสารกับญาติจริงๆ ซึ่งเด็กในคลิปที่ยกมานี้คือ “ดีเจ” (DJ) เด็กชายอายุ 14 ปี ถูกส่งเข้ามาดัดนิสัยเพราะพฤติกรรมโกหก ขโมยของ และยังโดนทัณฑ์บนอีกหลายเรื่อง ส่วนคนที่เขาต่อสายพูดคุยด้วยคือ “เจย์ลิน” (Jaylin) น้องชายของเขาค่ะ
 
       สำหรับสิ่งที่ดีเจพูดกับน้องคือ “ขอโทษที่ทำให้นายต้องมาเห็นพี่ในสภาพนี้” ด้านเจย์ลินก็พูดทั้งน้ำตาให้พี่ชายเลิกทำผิด พร้อมบอกว่า “I don’t wanna see you in here” (ผมไม่อยากเห็นพี่ในนี้นะ) เห็นหน้าดีเจแล้วพี่คิดว่าคงรู้สึกผิดไม่น้อย และน่าจะคิดอะไรได้มากมายจากการเข้าร่วมโปรแกรมดัดนิสัยนี้เหมือนกันค่ะ 


 
        แม้โปรแกรมดัดนิสัยจากรายการ 'Beyond Scared Straight’ จะดูน่ากลัวไปบ้าง แต่อย่างน้อยพี่ว่าวิธีการนี้ช่วยชีวิตเด็กเกเรได้ในระยะยาวเลยค่ะ ส่วนตัวพี่เองเคยมีโอกาสได้ไปทัศนศึกษาที่เรือนจำครั้งหนึ่ง ขนาดไม่ถึงขั้นเจอโหมดดัดนิสัยโหดๆ แบบในรายการยังรู้สึกว่าน่ากลัวและไม่มีอิสระเลย (นักโทษจริงๆ ลำบากขนาดนี้ T - T) เพราะฉะนั้นการไม่ทำผิดกฎหมายดีที่สุดแล้วค่ะ ส่วนใครที่อยากติดตามดูรายการนี้ สามารถเข้าไปชมได้ที่ช่องยูทูบ A&E ได้เลยค่า :D

 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=yelly

พี่เยลลี่ - ผู้เขียน

อักษรศาสตร์ เอกมโน โทติ่ง หิวชานมตลอดเวลาและเป็นทาสลูกน้องแมว

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #โปรแกรมดัดนิสัย #คุก #เด็กเกเร

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    POLI
    Guest IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ที่นี้ประเทศไทย สิทธิมนุษยชนเอย สิทธิเด็กเอย วัฒนธรรมเอย ศาสนาเอย คงไม่อนุมัติให้ง่ายๆ แล้วเด็กไทยยิ่งฉลาด(แกมโกง)ค่ะ รู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้จะหงายการ์ดต่างๆออกมาสู้

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    1010110
    Guest IP
    #2
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    แต่กูว่ามันรุนแรงไปนะ ไม่รู้ดิ มันโหดร้ายอะ เด็กยังไงมันก็คือเด็กนะ เราเชื่ออย่างนั้นจริง มันอาจจดูโลกสวยนะ แต่ว่าผู้ใหญ่ที่โตไปเป็นอาชญากรเกิดจากเด็กที่มีปัญหา เราต้องแก้อย่างถูกจุด ไม่ใช่จะอ้างวัฒนธรรมอะไรหรอกนะ ที่ชอบบอกวัฒนธรรมไทยชอบห้ามโน้นห้ามนี่ ไม่ใช่วัฒนธรรมชุบแป้งทอดอย่างที่ใครเข้าใจ มันรุนแรงเกินไปจริงๆ เราไม่รู้ว่าสภาพจิตใจ ภูมิหลังเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร บางคนคิดได้ว่าฉันจะดีขึ้นจะได้ไม่อยู่ที่นั่นอีก และถ้าบางคนเกิดกลัวละ ความกลัวของจิตใจคนมันลึกเกินกว่าที่ใครหลายๆคนจะรู้ได้ มันไม่ต่างจากที่แม่ดุเด็กหรือลูก เสียงดัง ตะคอก ตามห้งหรือที่สาธารณะ เรายังรู้สึกไม่ดีเลย ทำไมต้องให้เขาเจอสิ่งที่เลวร้ายขนาดนั้นด้วย สงสารจับใจจริงๆ ยิ่งตอนที่ถูกบังคับให้ยืนหรือวิดพื้น มันไม่อันตราย แต่มันโหดร้าย ป่าเถื่อน ไม่มีอารยธรรม เด็กไม่ดีโหดร้ายก็ต้องใช้ความโหดเหรอ แล้วคิดไหมว่าที่จริงๆเด็กดีขึ้นเพราะเขามีส่วนที่ดีที่ยังไม่ได้ฝังลึกให้พฤติกรรมเหล่านั้น เพราเขายังเด็กไงแค่นี้ก็ชี้ชัดแล้วว่า เด็กแก้ไขได้ และ ถามหน่อยว่าทำไมบางคนที่เขาเคยขโมยของ แกล้งเพื่อน โกหก แต่เมื่อได้เข้าไปอยู่กับนักจิตวิทยาท่านหนึ่ง(ไปอยู่ปี1เต็มไม่ได้ไปตรวจหรือมานั่งจับเข่าคุยอะไรกันนะ อยู่แบบเหมือนอยู่กับพ่อแม่อะ, เคยดูอยู่มันเป็สารคดีอะ) เมื่อเขากลับมามันดีจริงๆ แต่ก็ยังเป็นเขาไม่ได้เก่งขึ้น แต่รักตัวเอง และเขาได้เรียนรู้ว่าต่อให้อยู่กับคนที่เข้าใจเรามากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่ใช่ครอบครัวเราอยู่ดี เขาจึงรู้ว่าครอบครัวในตอนแรกที่เขาเกลียดมากที่สุดกลับมาเป็นสิ่งเขารักมากที่สุด ไม่ได้คาดหวังให้ครอบครัวเป็นแบบที่เขาคิด และครอบครัวก็ไม่คาดหวังในตัวเขาเช่นกัน ถามว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงละจริงไหม

    ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      POLI
      Guest IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ที่นี้ประเทศไทย สิทธิมนุษยชนเอย สิทธิเด็กเอย วัฒนธรรมเอย ศาสนาเอย คงไม่อนุมัติให้ง่ายๆ แล้วเด็กไทยยิ่งฉลาด(แกมโกง)ค่ะ รู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้จะหงายการ์ดต่างๆออกมาสู้

      ตอบกลับ
      • ถูกลบเนื่องจาก:
        ประเทศหัว-
        Guest IP
        #1-1

        คิดงั้นค่ะ แล้วกฎหมายบ้านเรากับบ้านเค้ามันคนละรูปแบบเลย เราใช้บทบัญญติ ถ้าอายุไม่ถึง10ขวบ จะฆ่าใครก็ตามใจเลยค่ะ แต่พออายุไม่ถึง15 มันไม่โหดร้ายแบบในคุกไทยบ้านเราหรอก ยังไงก็เถอะนะคะ เอามาใช้ดัดกับอายุ15ปีขึ้นไปคิดว่าได้อยู่ค่ะ เพราะมีบทบัญญติแบบหลวมๆให้ศาลไทยตัดสินจำคุกเด็ก15-18ปีร่วมกับคุกผู้ใหญ่ได้ค่ะ ยังไงก็เถอะ ถ้ามีการลองทำจริงๆก็ไม่เสียหายนะ


        ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      1010110
      Guest IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      แต่กูว่ามันรุนแรงไปนะ ไม่รู้ดิ มันโหดร้ายอะ เด็กยังไงมันก็คือเด็กนะ เราเชื่ออย่างนั้นจริง มันอาจจดูโลกสวยนะ แต่ว่าผู้ใหญ่ที่โตไปเป็นอาชญากรเกิดจากเด็กที่มีปัญหา เราต้องแก้อย่างถูกจุด ไม่ใช่จะอ้างวัฒนธรรมอะไรหรอกนะ ที่ชอบบอกวัฒนธรรมไทยชอบห้ามโน้นห้ามนี่ ไม่ใช่วัฒนธรรมชุบแป้งทอดอย่างที่ใครเข้าใจ มันรุนแรงเกินไปจริงๆ เราไม่รู้ว่าสภาพจิตใจ ภูมิหลังเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร บางคนคิดได้ว่าฉันจะดีขึ้นจะได้ไม่อยู่ที่นั่นอีก และถ้าบางคนเกิดกลัวละ ความกลัวของจิตใจคนมันลึกเกินกว่าที่ใครหลายๆคนจะรู้ได้ มันไม่ต่างจากที่แม่ดุเด็กหรือลูก เสียงดัง ตะคอก ตามห้งหรือที่สาธารณะ เรายังรู้สึกไม่ดีเลย ทำไมต้องให้เขาเจอสิ่งที่เลวร้ายขนาดนั้นด้วย สงสารจับใจจริงๆ ยิ่งตอนที่ถูกบังคับให้ยืนหรือวิดพื้น มันไม่อันตราย แต่มันโหดร้าย ป่าเถื่อน ไม่มีอารยธรรม เด็กไม่ดีโหดร้ายก็ต้องใช้ความโหดเหรอ แล้วคิดไหมว่าที่จริงๆเด็กดีขึ้นเพราะเขามีส่วนที่ดีที่ยังไม่ได้ฝังลึกให้พฤติกรรมเหล่านั้น เพราเขายังเด็กไงแค่นี้ก็ชี้ชัดแล้วว่า เด็กแก้ไขได้ และ ถามหน่อยว่าทำไมบางคนที่เขาเคยขโมยของ แกล้งเพื่อน โกหก แต่เมื่อได้เข้าไปอยู่กับนักจิตวิทยาท่านหนึ่ง(ไปอยู่ปี1เต็มไม่ได้ไปตรวจหรือมานั่งจับเข่าคุยอะไรกันนะ อยู่แบบเหมือนอยู่กับพ่อแม่อะ, เคยดูอยู่มันเป็สารคดีอะ) เมื่อเขากลับมามันดีจริงๆ แต่ก็ยังเป็นเขาไม่ได้เก่งขึ้น แต่รักตัวเอง และเขาได้เรียนรู้ว่าต่อให้อยู่กับคนที่เข้าใจเรามากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่ใช่ครอบครัวเราอยู่ดี เขาจึงรู้ว่าครอบครัวในตอนแรกที่เขาเกลียดมากที่สุดกลับมาเป็นสิ่งเขารักมากที่สุด ไม่ได้คาดหวังให้ครอบครัวเป็นแบบที่เขาคิด และครอบครัวก็ไม่คาดหวังในตัวเขาเช่นกัน ถามว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงละจริงไหม

      ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?