ซ่อน
แสดง

15 ข้อที่บ่งบอกว่า “นี่แหละญี่ปุ่น!” []

วิว
        สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D ญี่ปุ่นมักจะเป็นชื่อแรกๆ ที่เข้าในหัวเมื่อเราอยากจะไปเที่ยวในแถบเอเชีย ด้วยความขึ้นชื่อเรื่องความสะอาด บรรยายดี และเทคโนโลยีที่ทันสมัย พี่ชมพูเองก็เป็นอีกคนหนึ่งค่ะที่อยากจะไปเที่ยวญี่ปุ่นให้ได้สักครั้งมากๆ จนได้มีโอกาสไปเรียนภาษาเป็นระยะเวลา 1 เดือน (พี่เรียนที่โตเกียวนะ) พี่ยืนยันเลยว่าสิ่งที่คนเขาบอกมานั้นหลายๆ อย่างคือเรื่องจริง มีอะไรบ้างมาดูกันดีกว่า
 

1. ทักทายทุกครั้งที่เจอและจากกัน
 

        การทักทายไม่ใช่เพียงแค่เอ่ยว่า โอะฮะโยะโกะไซมัส (สวัสดีตอนเช้า) หรือ ซะโยะนะระ (ลาก่อน) เท่านั้นแต่ต้องมีการโค้งคำนับด้วย สิ่งนี้ถือเป็นมารยาทปกติเหมือนกับการยกมือไหว้ในไทยค่ะ แม้จะแค่เดินผ่านกันเพียงแค่โค้งคำนับก็นับว่าเป็นการทักทายแล้ว ชาวญี่ปุ่นจะรู้สึกยินดีมากขึ้นเมื่อเราโค้งคำนับ การโค้งคำนับมีตั้งแต่ 15 องศา จนถึง 45 องศา แต่ความหมายจะคนละแบบกัน โค้งคำนับ 15 องศาเมื่อเจอเพื่อนหรือคนที่มีสถานะทางสังคมสูงกว่าเรา เช่น อาจารย์ โค้งคำนับ 30 องศาเมื่อรู้สึกเคารพในตัวอีกฝ่าย (ใช้เชิงธุรกิจ) และ โค้งคำนับ 45 องศาเมื่อต้องการบอกว่ารู้สึกอย่างใดอย่างนึงมากๆ หรือกล่าวขอโทษด้วยความรู้สึกผิดมากๆ
 

2. จริงจังกับเรื่องเวลา
 

        ทุกคนคงทราบอยู่แล้วว่าคนญี่ปุ่นตรงเวลาขนาดไหน ยิ่งถ้าใครเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นกับเซนเซย์ (เรียกอาจารย์ชาวญี่ปุ่น) มาก่อนจะรู้ทันทีว่าถ้านัดเรียนเวลานี้คือเริ่มเวลานี้ หลังจากนี้คือมาสาย เช่น เริ่มเรียนตอน 8.00 น. เราต้องมาให้ถึงห้องเรียนก่อนสัก 15 นาทีเป็นอย่างต่ำ เพราะถ้ามาหลัง 8.00 น. ไปแล้วจะล็อกห้องไม่ให้เข้าเรียนเลย นอกจากว่าจะมีเหตุสุดวิสัยจริง อย่างเช่น รถไฟเกิดขัดข้อง (รถไฟจะออกตามตารางเวลาเป๊ะๆ) อย่างไรตามทางที่ดีที่สุดคือเผื่อเวลาไปเยอะๆ เลยค่ะ แล้วก็วางแผนไว้เลยว่าจะออกกี่โมงๆ ยิ่งถ้าอยากทำธุระหรือแวะตามร้านค้าก่อน ก็บวกเวลาเพิ่มไปเลย รับรองเข้าเรียนทันแน่
 

3. ห้ามถ่ายรูปคนอื่นก่อนได้รับอนุญาต
 

15 ข้อที่บ่งบอกว่า “นี่แหละญี่ปุ่น!”
Cr. Pixabay
        เรื่องความเป็นส่วนตัวถือได้ว่าเป็นเรื่องซีเรียสของคนญี่ปุ่นเลยล่ะ ปกติในบ้านเรานึกอยากถ่ายใครถ่ายอะไรก็ถ่ายเลยใช่มั้ยคะ แต่ในญี่ปุ่นนี่ไม่ได้นะ เขาสามารถแจ้งจับเราได้ค่ะ ยิ่งใครที่อยู่ญี่ปุ่นเกินปีจะต้องมีหาซื้อโทรศัพท์ที่นั้นมาใช้บ้างแหละ  หากใครซื้อโทรศัพท์มือถือที่ญี่ปุ่นมาใช้ จะพบว่าไม่มีปุ่มปิดเสียงชัตเตอร์นะ เมื่อเราถ่ายอีกฝ่ายจะรู้ได้ทันทีเลยว่าเราแอบถ่ายอยู่ เพราะฉะนั้นทางที่ดีถามเขาก่อนว่าถ่ายรูปได้มั้ยนะคะ 
 

4. เอาร่มใส่ถุง
 

        ใครที่ไปช่วงหน้าฝนต้องระลึกไว้เสมอว่าควรเอาร่มใส่ถุงพลาสติกที่ทางร้านค้าเตรียมไว้ให้ทุกครั้ง เข้าไปกี่ร้านก็ใส่ให้หมดทุกร้านค่ะ เพราะถ้าไม่ทำนอกจากพื้นร้านค้าจะเปียกแล้ว ยังรบกวนลูกค้าท่านอื่นที่มาใช่บริการด้วย ปกติที่ไทยเราจะไม่ค่อยเห็นถุงพลาสติกไว้ใส่ร่ม (ยกเว้นตามห้าง) แต่ตรงทางเข้าของร้านค้าแต่ละร้านจะมีถุงพลาสติกไว้สำหรับใส่ร่ม (หรือไม่ก็เสียบฝากไว้ก่อน) แล้วพอจะออกจากร้านก็จะมีถังสำหรับถุงที่ใส่ร่มเปียกๆ ไปแล้วเตรียมไว้ให้ น้องๆ ก็ถอดทิ้งได้เลย
 

5. ตารางเวลาการทิ้งขยะที่แน่นอน
 

15 ข้อที่บ่งบอกว่า “นี่แหละญี่ปุ่น!”
Cr. Jogn Spacey via japan-talk.com
'ตารางจะหน้าตาประมาณนี้ มีบอกไว้ทุกอย่างทั้งประเภทขยะและทิ้งได้วันไหน'

 
        อย่างที่รู้กันว่าเรื่องขยะค่อนข้างซีเรียสที่ญี่ปุ่น เราก็จะไม่ค่อยเห็นถังขยะตามที่สาธารณะสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เขานิยมให้นำกลับไปทิ้งที่บ้าน/ห้องพักตัวเองมากกว่าค่ะ แต่พอจะเอาขยะไปทิ้ง จะเจอตารางการทิ้งแปะอยู่ แน่นอนว่าเด็กไทยอย่างเราๆ ไปเจอตารางการทิ้งขยะแบบญี่ปุ่นคงมีจำไม่ได้กันบ้างล่ะ ที่ญี่ปุ่นเขามีตารางเวลาการทิ้งขยะที่ชัดเจนมากว่าวันไหนทิ้งอะไร โดยเขาแบ่งเป็นหมวดใหญ่ๆ 2 กลุ่มคือ 燃えるゴミ (moerugomi)-เผาได้ กับ 燃えないゴミ (moenaugomi)-เผาไม่ได้ และจะมีบอกรายละเอียดไว้ชัดเจนเลยค่ะว่าทิ้งอะไรได้บ้าง เราก็แยกๆ ขยะไว้แล้วเอาไปทิ้งให้ถูกวันก็พอค่ะ (พี่เคยโดนเซนเซย์ด่าเรื่องทิ้งขยะมาแล้ว)
 

6. อาวุธหลักคือตะเกียบ
 

        เมื่อถึงเวลารับประทานอาหาร คนไทยอย่างเราคงจะคุ้นชินกับช้อนซ้อมใช่มั้ยคะ แต่ที่ญี่ปุ่นอาวุธหลักในการรับประทานอาหารคือตะเกียบค่ะ กินทุกสิ่งด้วยตะเกียบไม่ว่าจะข้าว กับข้าว เส้น ส่วนซุปใช้ยกซดเอา ใครที่ถนัดการใช้ตะเกียบอยู่แล้วคงจะสบายหน่อย แต่สำหรับใครที่ไม่ถนัดไม่ต้องห่วงไป สามารถขอช้อนได้ และอาหารจะมาแบบเป็นเซ็ตคือในรายการหนึ่งอย่างจะประกอบไปด้วย ข้าว กับ และเครื่องเคียง ยิ่งเป็นข้าวกล่องกับข้าวยิ่งมีหลายอย่าง จึงไม่ต้องห่วงเลยว่าไม่อิ่ม อิ่มแน่นอนค่ะ 
 

7. สั่งอาหาร 1 คน ต่อ 1 ชาม
 

        น้องๆ น่าจะเคยได้ยินเรื่องเล่าจากคนที่เคยไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นเนอะว่า เวลาสั่งอาหารไม่ควรสั่งอย่างเดียวแล้วแบ่งกันกิน (นอกจากจะเป็นเมนูไว้สำหรับกินกันหลายคน) มันจะเป็นการเสียมารยาทต่อเจ้าของร้านค่ะ อีกทั้งการกินอาหารไปเดินไปก็เป็นเรื่องเสียมารยาทค่ะ ซื้ออาหารมาจากตรงไหนก็ควรยืนกินให้หมดตรงนั้น หรือหาที่นั่งกินซะ 
 
*เกร็ดเล็กน้อย*
-ตามร้านอาหารจะมีน้ำเปล่าฟรีให้ค่ะ จะในรูปแบบเดินไปตักเองหรือว่าขอกับพนักงานได้
-ถ้าไปกินอาหารกับเพื่อนญี่ปุ่น ควรเทน้ำให้เขาเมื่อเห็นว่าน้ำหมดแล้ว (เขาจะมองว่าเราใส่ใจเขาค่ะ)
-เมื่อกินแล้วควรเหลือร่องรอยการกินไว้นิดนึง เดี๋ยวเขาคิดว่าเรายังไม่อิ่มหรือเขาเลี้ยงเราไม่ดีพอ
   

8. น้ำเปล่าดื่มจากก๊อกได้
 

        ใครที่อ่านกระทู้พวกแชร์ประสบการณ์จากต่างแดนบ่อยๆ ก็จะรู้ว่าที่ต่างประเทศสามารถกินน้ำจากก๊อกได้เลย ที่ญี่ปุ่นก็เช่นกัน ด้วยความชินที่ว่าบ้านเราไม่สามารถรองน้ำมาดื่มจากก๊อกได้โดยตรงต้องผ่านการกรองก่อน พี่จึงยังไม่กล้าดื่มตอนแรกๆ ได้แต่ซื้อน้ำจากร้านสะดวกซื้อไม่ก็ซุปเปอร์มากินแทน แต่หลังจากเห็นเขากินกันได้ปกติจึงตัดสินใจดื่มมาตั้งแต่นั้น (ความจริงคือจะลดค่าใช้จ่ายแหละ//หัวเราะ) รสชาติจะเฝื่อนๆ หน่อยถ้ากินแบบไม่แช่เย็นนะ
 

9. ชาญี่ปุ่นไม่หวาน
 

15 ข้อที่บ่งบอกว่า “นี่แหละญี่ปุ่น!”
Cr. Ayako Motokimida via matcha-jp.com
 
        ไม่หวานคือไม่หวานค่ะ คนที่แอบคาดหวังความหวานเล็กน้อยจากมันลืมไปได้เลยเพราะมันไม่หวานเลยสักนิด รสชาติเข้มข้นซะจนกลับมาคิดอีกรอบว่าคิดถูกแล้วใช่มั้ยที่ซื้อ คือแค่จิบแรกความขมก็เข้าบาดลิ้นแล้ว ซึ่งว่าก็ว่าเถอะมันอร่อยนะในความคิดเห็นของพี่ ส่วนตัวพี่ว่าดีกว่าชาหวานๆ ที่ขายอยู่ในไทยซะอีก จึงมีหลายคนเลยที่ชอบชาญี่ปุ่น แต่สำหรับใครที่ชินกับความหวานของชาไทยไปแล้วมาเจอชาญี่ปุ่นคงจะรู้สึกแปลกๆ อยู่สักหน่อย บางคนถึงขั้นไม่ชอบไปเลยก็มี
 

10. เดินขึ้นเนินคือเรื่องปกติ
 

        สิ่งหนึ่งที่ควรเตรียมเลยคือกำลังขา เดินเยอะมากกกก แล้วไม่ได้มีแค่ทางราบแต่ต้องต้องขึ้นเนินด้วย มันก็จะเดินต้านแรงโน้มถ่วงหน่อยๆ บางทีก็จะเป็นเดินในสภาพพื้นเอียงลงไปทางซ้าย มันก็จะทำให้เราต้องเพิ่มแรงเดินขึ้นมาอีกนิดนึง คิดว่าฝึกกำลังขาละกัน โชคดีที่อากาศค่อนข้างเป็นใจให้เดิน แต่ถ้าช่วงหน้าร้อนไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ ใครที่เคยไปช่วงหน้าร้อนมาเล่าสู่กันฟังก็ได้นะ (พี่ไปช่วงหน้าฝน)
 

11. ข้ามถนนตรงทางม้าลายได้เลย
 

        ในไทยกว่าจะข้ามถนนได้ทีคงต้องดูซ้ายดูขวาให้แน่ใจสัก 2-3 รอบก่อนค่อยข้ามใช่มั้ยคะ แต่ที่ญี่ปุ่นเมื่อเราไปยืนตรงทางม้าลายรถที่กำลังวิ่งมาจะหยุดให้เราเดินเลยค่ะ แทบไม่ต้องดูซ้ายขวาให้แน่ใจก่อนด้วยซ้ำ แต่ตรงไหนที่มีสัญญาณไฟให้คนข้ามก็ต้องดูสัญญาณไฟก่อนนะแล้วค่อยเดินลงมาบนถนน
 

12. สถานีรถไฟกว้างจนหลง
 

        ที่เขาว่าไปญี่ปุ่นแล้วหลงในสถานีรถไฟนี่ไม่เกินความจริงเลยค่ะ เพราะพี่เคยไปหลงมาแล้วอยู่รอบนึง คือมันกว้างจริงๆ ยิ่งสถานีไหนที่ใหญ่ๆ นะ ทิศไหนเป็นทิศไหนต้องดูให้ดีเลยล่ะ เพราะถ้าออกผิดทิศคือไปโผล่อีกฟากของสถานีได้เลย ต้องเดินกลับมาเสียเวลาไปอีก พี่แนะนำให้เงยๆ ดูป้ายบอกทางไว้ค่ะ เมื่อออกจากเกทแตะตั๋ว/บัตร มองก่อนเลยว่าทางไหนไปไหน ตรงสถานีจะมีป้ายบอกเป็นระยะอยู่แล้วค่ะ
 

13. สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมเงียบๆ
 

        ที่บอกว่าเงียบเนี่ยคือเงียบจริงๆ นะคะ ตั้งแต่ในห้องเรียนไปจนถึงที่สาธารณะ ถ้าหากว่าเราเป็นคนเสียงดังก็ต้องลดเสียงลงมาหน่อยล่ะ ยิ่งในรถไฟกิจกรรมที่ทำได้ก็มีแค่เอามือถือออกมาเช็กข่าวดูนั่นดูนี่ หรือเอาหนังสือออกมาอ่านค่ะ แทบจะไม่เห็นใครคุยเสียงดังในรถไฟเลย (แต่ใช่ว่าจะไม่มีคุยนะ) หรือแม้แต่ตอนเดินถนนเองแม้คนจะพลุกพล่านแต่เสียงก็ไม่ค่อยดังเท่าไหร่ค่ะ
 

14. ป้ายทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่น
 

15 ข้อที่บ่งบอกว่า “นี่แหละญี่ปุ่น!”
Cr. Unsplash
        ใครที่มองหาป้ายภาษาอังกฤษอยู่บอกเลยว่าเลิกพยายามเถอะ เพราะป้ายส่วนใหญ่เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นตัวอักษรคันจิ (อักษรญี่ปุ่นที่เส้นเยอะๆ) แต่ก็มีบ้างที่เขียนกำกับเป็นโรมันจิ (คำอ่านตัวอักษรภาษาอังกฤษ) ...ก็ไม่รู้ความหมายอยู่ดี (ฮา) สิ่งนี้จะทำให้เราลำบากเมื่อ 1) เราหลงทาง 2) เราจะสั่งอาหารแต่ไม่มีภาพประกอบ ก็จะงงๆหน่อยว่าอะไรเป็นอะไร แล้วต้องไปทางไหน จะไม่ค่อยเห็นคำอธิบายภาษาอังกฤษเท่าไหร่ นอกจากว่าเขาจะเจาะจงแปลให้นักท่องเที่ยวอ่านจริงๆ ฉะนั้นเตรียมแอปแปลภาษาไว้ให้พร้อมค่ะ ช่วยได้เยอะ
 

15. เหรียญคล้ายกันจนแอบงง
 

15 ข้อที่บ่งบอกว่า “นี่แหละญี่ปุ่น!”
Cr. Tokyoship via wikipedia
        อย่างที่ทราบกันว่าส่วนใหญ่เงินของญี่ปุ่นจะอยู่ในรูปแบบเหรียญ และขนาดเหรียญก็จะไล่หลั่นกันไปตั้งแต่ใหญ่สุดคือ 500 เยน จนเล็กสุด 1 เยน แต่ว่าๆ ด้วยความคล้ายกันมากของสองเหรียญ จึงคิดว่าเหรียญ 5 เยนเป็น 50 เยน เลยเป็นเหตุให้จ่ายผิดตอนเขาคิดเงินจ้า (น่าอายที่สุด) ดังนั้นจำไว้ให้แม่นว่าเหรียญไหนเป็นเหรียญไหนนะจ้ะ (50 เยนสีเงิน 5 เยนสีทอง)

 
        นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่พี่เจอมาและตรงกับที่ใครๆ เขาเล่าลือกัน ใครที่เคยไปมาแล้วอยากบอกเล่าว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะนอกเหนือจาก 15 ข้อข้างบนนี้ สามารถมาแสดงความคิดเห็นกันได้นะคะ พี่เองก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจริงอย่างที่เขาลือกันหรือเปล่า
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=chompu

พี่ชมพู - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #วัฒนธรรม #ญี่ปุ่น #ท่องเที่ยว

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?