ซ่อน
แสดง

เปิด 5 เหตุผลที่ทำให้อเมริกาติดอันดับประเทศที่ค่าเล่าเรียนแพงที่สุดในโลก! []

วิว

       สวัสดีค่ะชาว Dek-D คนที่ติดตามข่าวสารการศึกษาทางฝั่งอเมริกาคงพอทราบกันว่า ค่าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่นู่นไม่ใช่น้อยๆ เลย ยิ่งเป็นสถาบันเอกชนที่มีชื่อเสียงติดอันดับในกลุ่ม Ivy League ค่าเรียนยิ่งสูงมาก ต้องใช้เงิน 60,000 ดอลลาร์เป็นอย่างต่ำ แถมมีแนวโน้มที่จะแพงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีอีกต่างหาก ในขณะที่มหาวิทยาลัยในอังกฤษและประเทศอื่นๆ ในยุโรปถูกกว่าเกือบเท่าตัว 
 
       บางคนอาจรู้อยู่แล้วว่าตามวัฒนธรรมอเมริกา วัยรุ่นที่อายุครบ 18 ปีจะต้องรับผิดชอบชีวิตและค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่น้อยๆ เลยค่ะ นักศึกษาส่วนใหญ่ต้องขอกู้ยืมเงินจาก FSA (Federal Student Aid) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คล้ายกับกยศ.บ้านเรา ทำให้คนที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางนั้นต้องแบกรับหนี้การศึกษาก้อนโต บางคนจบมาทำงานเป็น 10 ปียังใช้หนี้ก้อนนี้ไม่หมดเลยด้วยซ้ำ ว่าแต่น้องๆ เคยสงสัยมั้ยคะว่าทำไมมันถึงแพงขนาดนั้น? ถ้าอยากรู้ล่ะก็ เราไปดู '5 เหตุผลที่ทำให้อเมริกาติดอันดับประเทศที่ค่าเล่าเรียนแพงที่สุดในโลก' กันดีกว่าค่ะ

 

1. การกู้ยืมค่าเล่าเรียน  


เปิด 5 เหตุผลที่ทำให้อเมริกาติดอันดับประเทศที่ค่าเล่าเรียนแพงที่สุดในโลก!
Photo Credit: https://pixabay.com/
 
       ข้อแรกนี้ถือเป็นเหตุผลที่คาดไม่ถึงเหมือนกันค่ะ อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าที่อเมริกาจะมีหน่วยงานชื่อ FSA ที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินสำหรับเล่าเรียน หากใครไม่มีกำลังทรัพย์มากพอก็สามารถกู้ยืมเงินมาใช้ได้ก่อน ซึ่งการที่มีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือนี่เองทำให้นักศึกษาบางคนไม่ได้สนใจจำนวนเงินที่ต้องจ่ายมากนัก พูดง่ายๆ ว่าเป็นหนี้ในอนาคตที่ค่อยหาเงินมาใช้ก็ได้นั่นเองค่ะ และเมื่อไม่มีนักศึกษาคนไหนทักท้วงถึงค่าเล่าเรียนราคามหาโหดนี้ มหาวิทยาลัยก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปรับลดค่าเทอมลงด้วยเช่นกัน
 
       อีกเหตุผลนึงคือ FSA ให้นักศึกษากู้ยืมเงินจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี เพื่อหวังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียนให้ได้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยก็ใช้โอกาสนี้เพิ่มค่าเรียนขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน เพราะรู้ว่ายังไงก็มีนักศึกษาต้องการเข้าเรียนอยู่ดีค่ะ   

 

2. วุฒิปริญญา (กลาย) เป็นสิ่งจำเป็น

       ประเทศไทยก็มีค่านิยมเรื่องวุฒิปริญญามานานแล้ว จะเรียกว่าเป็นการศึกษาภาคบังคับของสังคมก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามค่าเทอมในสถาบันบ้านเราไม่สูงเท่าอเมริกา แถมตัวสถาบันเองก็มีทุนการศึกษาสนับสนุนไม่น้อย เลยยังไม่ถือเป็นปัญหาสักเท่าไหร่ ในขณะที่สมัยก่อนตลาดงานอเมริกาเองมองว่าวุฒิปริญญานั้นเกินความจำเป็น ไม่ต้องจบปริญญาตรีก็สามารถหางานทำได้เหมือนกัน
 
       แต่ปัจจุบันเกิดค่านิยมใหม่ว่าใบปริญญาจำเป็นต่อการสมัครงาน ทำให้ความต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น ผลที่ตามมาเลยกลายเป็นว่าสถาบันจะตั้งค่าเรียนไว้สูงขนาดไหนก็ได้ เพราะยังไงก็มีคนอยากเข้าเรียนนั่นเองค่ะ หนทางแก้ไขคือชาวอเมริกันรุ่นใหม่ๆ ควรหาตัวเองให้เจอว่าอยากทำอาชีพอะไรในอนาคต เพราะบางอาชีพไม่จำเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัย แต่ไปเรียนต่อสายอาชีพหรือฝึกอบรมเฉพาะทางเลยก็ได้ (พี่ว่าที่ไทยเองก็มีปัญหาขาดแคลนสายอาชีพ เพราะนักเรียนส่วนมากมุ่งเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเหมือนกันนะ)

 

3. นักศึกษาไม่ใช่ “เป้าหมาย” ของมหาวิทยาลัย

       เมื่อคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับใบปริญญามากขึ้น ทำให้ความต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอยู่ในอัตราที่สูงขึ้นตามไปด้วย กลายเป็นว่าบางสถาบันมองนักศึกษาเป็นของตาย จะตั้งค่าเรียนเป็นเงินเท่าไหร่ก็ขายได้ แล้วหันไปให้ความสำคัญกับบรรดาอาจารย์ ศิษย์เก่า และผู้ก่อตั้งแทน บางหลักสูตรที่มีค่าเรียนแพงมากๆ ก็มีเหตุผลเพื่อตอบสนองความพอใจของ “กลุ่มเป้าหมาย” ที่ว่า มากกว่าจะทำเพื่อผลประโยชน์ของเด็กนั่นเองค่ะ

 

4. แรงกดดันจากสถาบันอื่น

       เป็นเรื่องธรรมดาที่แต่ละมหาวิทยาลัยจะพยายามแสดงให้เห็นว่า สถาบันตัวเองอยู่ในระดับแนวหน้าและมีมาตรฐานสูง แต่บางครั้งเรื่องนี้ก็ถูกนำไปผูกติดกับค่าเงินด้วยเช่นกัน เมื่อมีที่ใดที่หนึ่งขึ้นค่าเล่าเรียน ที่อื่นๆ ในละแวกนั้นจะขึ้นตามไปด้วยเป็นทอดๆ เพราะสถาบันส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าการขึ้นค่าเรียนตามสถาบันอื่นถือเป็นสิ่งชอบธรรม เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ ถ้าร้านข้างๆ ขึ้นราคาของ ร้านเราจะขึ้นบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร 
 
       อีกเหตุผลคือมหา’ลัยไหนที่ตั้งใจเก็บค่าเล่าเรียนในอัตราต่ำกว่าที่อื่น จะถูกสถาบันอื่นมองว่าเป็นมหา’ลัยที่ไม่ได้มาตรฐานไปซะอย่างนั้น แถมยังเสี่ยงถูกลดคุณค่าการศึกษาของสถาบันในระยะยาวอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นการขึ้นค่าเรียนก็เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ทั้งเงินและภาพลักษณ์นั่นเองค่ะ

 

5. ค่าใช้จ่ายในการรับนักศึกษาสูงขึ้น

       อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ค่าเล่าเรียนที่อเมริกาสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการรับนักศึกษาเข้าเรียนที่สูงขึ้นค่ะ ทุกๆ ปีจะมีมหา’ลัยแสวงหากำไรโดยเฉพาะเปิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันสถาบันลักษณะเดียวกันที่มีอยู่ก่อนก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เกิดการแข่งขันแย่งนักศึกษากับทั้งบรรดามหา’ลัยรัฐและเอกชน รวมไปถึงมหา’ลัยเปิดต่างๆ ทำให้ในแต่ละปีมีจำนวนที่ว่างที่เปิดรับนักศึกษามากกว่าจำนวนนักศึกษาที่จะเข้าเรียนต่อ สถาบันต่างๆ เลยต้องหาเป้าหมายต่อไปเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ และสร้างแรงกดดันให้คนเหล่านั้นกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัย เพื่อให้จำนวนนักศึกษาที่เข้าเรียนเพิ่มขึ้น
 
       แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้นนะคะ หลายสถาบันต้องจ่ายเงินเพื่อหาข้อมูลและช่องทางการติดต่อเหล่าคนที่คาดว่าจะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ตรงนี้เองที่มีบริษัทหัวใสริเริ่มธุรกิจโดยขายข้อมูลเหล่านี้ให้ เมื่อรวมค่าโทรศัพท์และอีเมลเพื่อการโฆษณาต่างๆ แล้ว กว่าจะโปรโมตจนได้นักศึกษาในจำนวนที่มากพอให้สถาบันยังอยู่ต่อไปได้ ถือว่าใช้จำนวนเงินไม่น้อยเลย ซึ่งท้ายที่สุดเงินที่เสียไปในส่วนนี้จะถูกเก็บคืนในรูปแบบของค่าเล่าเรียนที่เพิ่มขึ้น คนที่ต้องรับผลก็ไม่พ้นคนที่เข้าไปเรียนค่ะ

 
       อ่านมาถึงตรงนี้แล้วพี่รู้สึกว่ามีหลายเหตุผลที่คาดไม่ถึงเหมือนกันนะคะเนี่ย แม้ว่าการลงทุนกับการศึกษาจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าเพราะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่สำหรับหนี้ก้อนโตขนาดที่ใช้เวลาสิบปียังจ่ายไม่หมดนี่ก็น่าเศร้าเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าค่าเรียนทุกที่จะแพงเหมือนกันหมด น้องๆ อย่าเพิ่งกลัวว่าจะไม่มีโอกาสเรียนต่อที่อเมริกานะ เพราะยังมีหลายสถาบันที่ค่าเรียนอยู่ในระดับที่จ่ายไหว แถมยังมีทุนการศึกษาแจกกันบ่อยๆ อีกต่างหาก 
 
       หากน้องๆ คนไหนอยากหาทุนการศึกษาเรียนต่อที่อเมริกา ก็สามารถ "ติดตามทุนต่อนอกง่ายๆ กับ Dek-D" ได้ที่คอลัมน์เรียนต่อนอก และ เพจ “Study Abroad เรียนต่อนอก by Dek-D” ได้เลยค่ะ :D


 
Sources:
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=yelly

พี่เยลลี่ - ผู้เขียน

อักษรศาสตร์ เอกมโน โทติ่ง หิวชานมตลอดเวลาและเป็นทาสลูกน้องแมว

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #อเมริกา #ค่าเรียน #มหาวิทยาลัย

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?