สรุปง่ายๆ "วีซ่านักเรียน" 3 ประเภทที่คนอยากเรียนต่ออเมริกาต้องรู้! []

วิว
        สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคน... สำหรับคนที่อยากเรียนต่อนอก ประเทศสหรัฐอเมริกาถือเป็นเป้าหมายหนึ่งในการไปเรียนต่อหรือแลกเปลี่ยนสำหรับเด็กไทยหลายๆ คนเลย แต่ก่อนจะไปเรียนต่อได้ อีกส่วนสำคัญที่เราควรรู้จักไว้ก่อนเลยคือ วีซ่าสำหรับนักเรียนค่ะ ซึ่งมันมีอยู่หลายประเภทเลย แล้วแต่ละแบบมันต่างกันอย่างไรบ้าง วันนี้พี่ชมพูได้รวบรวมมาให้แล้วค่ะ ตามไปดูกันดีกว่า

 
สรุปง่ายๆ "วีซ่านักเรียน" 3 ประเภทที่คนอยากเรียนต่ออเมริกาต้องรู้!
Cr. unsplash.com
 

ประเภทของวีซ่านักเรียน
 

        น้องๆ คนไหนที่ต้องการไปเรียนต่อที่อเมริกาจะต้องรู้จักวีซ่านักเรียนแต่ละประเภทให้ดี เพราะมันจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างแดนแน่ๆ ซึ่งวีซ่านักเรียนนี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน เราไปทำความรู้จักกับประเภทแรกกันก่อนค่ะ
 

1. วีซ่า F-1 
 

        มาเริ่มกันที่วีซ่า F-1 หรือ วีซ่าสำหรับนักเรียนสายสามัญ คนที่จะขอวีซ่านี้ได้คือคนที่ลงเรียนวิชาสามัญในสถาบันการศึกษา หรือ มาเรียนภาษาอังกฤษที่อเมริกาค่ะ โดยนักเรียนประเภทนี้จะต้องคงสถานะเรียนเต็มเวลาไว้อย่างน้อย 1 คอร์ส (อย่างน้อย 12 เครดิต) และใครที่อยากหารายได้จากการทำงานพาร์ตไทม์ ทางสถาบันอาจจะอนุญาตให้คนที่เรียนเต็มเวลาทำงานได้แต่เฉพาะในมหาวิทยาลัยเท่านั้น และหลังจากเรียนไป 1 ปี หากจะทำงานนอกมหา’ลัย น้องๆ จะต้องได้รับอนุญาตจากสถาบันก่อน (ซึ่งจะได้ไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับทางโรงเรียนเลยค่ะ) โดยจะทำได้ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และหลังจากสิ้นสุดคอร์ส น้องๆ ยังเหลือเวลาอีก 60 วันที่จะอยู่ในอเมริกาต่อค่ะ
 
ปล.นักเรียนวีซ่า F-1 ถูกคาดหวังว่าจะต้องสำเร็จการศึกษาภายในวันเวลาที่กำหนดตามแบบฟอร์ม I-20 (Certificate of Eligibility for Non-immigrant Student Status) ที่ออกโดยทางสถาบันค่ะ

 

2. วีซ่า M-1
 

        มาต่อกันที่วีซ่า M-1 หรือ วีซ่าสำหรับนักเรียนสายอาชีพ สำหรับวีซ่าสายปฏิบัติแบบนี้ทางสหรัฐฯ ไม่อนุญาตให้ทำงานในระหว่างเรียนค่ะ ซึ่งวีซ่าประเภทนี้จะเป็นการเรียนแบบระยะสั้น ยกตัวอย่างเช่น พวกโรงเรียนสอนทำอาหาร โรงเรียนสอนตัดเย็บเสื้อผ้า หรือออกแบบเพชรพลอย เป็นต้น โดยจะมุ่งเน้นไปที่ทักษะปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ เหมือนกับเราได้ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แค่ไม่ได้รับค่าตอบแทนเท่านั้นเอง
 
ปล. หากถือวีซ่า M-1 แล้วไม่สามารถเปลี่ยนเป็นวีซ่า F-1 ได้ แต่สามารถเปลี่ยนจากวีซ่า F-1 เป็นวีซ่า M-1 ได้

 
ขั้นตอนการขอวีซ่า F-1 และ M-1
 
1. สถานศึกษาต้องรับน้องเข้าเรียนก่อนและต้องเป็นสถาบันที่ได้รับการรับรองด้วย ซึ่งแต่ละแห่งจะมีข้อกำหนดต่างกันไป แต่สิ่งที่น้องๆ จำเป็นต้องเตรียมเลยคือ หนังสือรับรองทางการเงิน (Bank Statement) เพื่อใช้เป็นหลักฐานที่แสดงว่าน้องมีเงินเพียงพอไว้เลี้ยงตัวเองได้ โดยที่ยังไม่รวมเงินที่ได้จากการทำงานพิเศษ และต้องแสดงประกันสุขภาพที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด แล้วจะได้รับฟอร์ม I-20 (หนังสือออกโดยสถานศึกษาที่ตอบรับให้นักเรียนเข้าศึกษา และอยู่ในสหรัฐฯ ได้ตลอดระยะเวลาการศึกษา) มา
 
2. หลังจากได้ฟอร์ม I-20 แล้วให้ไปกรอกข้อมูลในระบบฐานข้อมูลนักเรียนและนักเรียนแลกเปลี่ยน (SEVIS) พร้อมชำระค่าธรรมเนียม $200 
 
3. จากนั้นกรอกใบคำร้องยื่นขอวีซ่า หรือ ฟอร์ม DS-160 ผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น อย่าลืมพิมพ์หน้ายืนยันแบบฟอร์มเพื่อนำไปสัมภาษณ์ด้วย
 
4. ชำระค่าธรรมเนียม ประมาณ 5,440 บาท (รายละเอียดการชำระคลิก
 
5. เลือกวันนัดสัมภาษณ์ ต้องใช้แถบบาร์โคดจากเอกสาร DS-160 ในการจอง
 
6. ด่านสุดท้ายคือการสัมภาษณ์ค่ะ จะได้ไม่ได้วีซ่าก็วัดกันตรงนี้แหละ ฉะนั้นต้องเตรียมเอกสารและคำตอบไว้ให้ดีเลยนะ ซึ่งเอกสารที่ต้องเตรียมไปมีดังนี้ 
 
- หนังสือเดินทางที่มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน
- ฟอร์ม DS-160 *ไม่เตรียมไปคืออดสัมภาษณ์เลยนะ สำคัญมาก*
- ใบเสร็จการชำระเงินค่าสมัคร
- รูปถ่ายสีขนาด 2”x2”
- ฟอร์ม I-20
-***เอกสารด้านการเงินที่รับรองว่ามีเงินทุนเพียงพอสำหรับจ่ายค่าเล่าเรียนในปีแรกแน่ๆ (สำคัญมากๆๆๆ)
 
ส่วนแนวคำถามที่จะเจอจะมีลักษณะตามนี้
 
Why did you choose to study in the US instead of joining the workforce in your home country? (ทำไมถึงเลือกเรียนที่ US แทนที่จะเรียนที่ประเทศตัวเอง)
 
Why did you choose this school and why is it the best school for you? (ทำไมจึงเลือกเรียนมหาวิยาลัยนี้และทำไมจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของคุณ)
 
What are your test scores ( GRE, GMAT, SAT, TOEFL, IELTS ), your GPA, and your overall performance as a student in the past? (ได้คะแนนภาษาอังกฤษเท่าไหร่ (GRE, GMAT, SAT, TOEFL, IELTS), คะแนน GPA ได้เท่าไหร่ และภาพรวมทั้งหมดตอนที่ยังเป็นนักเรียนเป็นอย่างไร)
 
How are you funding the entire duration of your education, including tuition, room and board, transportation, and all other expenses? (คุณจะมีแผนทางการเงินในระหว่างที่เรียนอยู่อย่างไร)
 
After you graduate, will you return home or will you stay in the United States? (หลังเรียนจบคุณจะกลับประเทศหรืออยู่ในอเมริกาต่อ)
 
ดูจากแนวคำถามอาจจะต้องเตรียมเอกสารใบรับรองผลการเรียน และคะแนนภาษาอังกฤษต่างๆ ไปในวันสัมภาษณ์ด้วยนะ ดูรายละเอียดการสัมภาษณ์เพิ่มเติม
 
อ่านเกี่ยวกับฟอร์ม DS-160 ได้ที่นี่

 

3. วีซ่า J-1
 

        มาถึงวีซ่านักเรียนประเภทสุดท้ายกับวีซ่า J-1 วีซ่าประเภท “J” เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยนในโครงการต่างๆ ค่ะ มีทั้งมาแลกเปลี่ยนภาษา มาฝึกอบรมสกิลต่างๆ มาสอนภาษา ฯลฯ ซึ่งการมาแลกเปลี่ยนจะต้องเกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียนมาด้วย โดยโครงการที่เข้าร่วมกับวีซ่า J-1 มีทั้งหมด 15 โครงการด้วยกัน โครงการที่เรารู้จักกันดี เช่น โครงการ Au Pair, โครงการแลกเปลี่ยนระดับมัธยม, โครงการ Work & Travel เป็นต้น รายละเอียดโครงการแลกเปลี่ยนที่ใช้วีซ่า J-1 
 
ขั้นตอนการขอวีซ่า J-1
 
1. จะต้องหาผู้สนับสนุนโครงการแล้วติดต่อเพื่อให้เขารับเราเข้าร่วมโครงการก่อน จากนั้นเมื่อเขาตอบรับแล้วจะได้เอกสาร DS-2019 (Certificate of Eligibility for Exchanger Visitor (J-1) Status) เพื่อมายื่นขอวีซ่าค่ะ 
 
2. จ่ายค่าธรรมเนียม SEVIS จำนวน $200 ซึ่งบางครั้งค่าธรรมเนียมตรงนี้จะถูกรวมไปกับค่าสมัครโครงการเรียบร้อยแล้วก็มี ควรตรวจสอบกับโครงการให้ดีและอย่าลืมเก็บใบเสร็จไว้ด้วย
 
3. กรอกใบคำร้องยื่นขอวีซ่า หรือ ฟอร์ม DS-160 ผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น พร้อมเสียค่าธรรมเนียม 5,440 บาท
*ในกรณีที่เข้าร่วมโครงการทางด้านการศึกษาและวัฒนธรรมบางโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯอย่างเป็นทางการ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมจ้า*
 
4. เลือกวันที่จะสัมภาษณ์ ต้องใช้แถบบาร์โคดจากเอกสาร DS-160 ในการจอง
 
5. จากนั้นก็รอไปสัมภาษณ์ได้เลย ซึ่งเอกสารที่ต้องนำไปในวันสัมภาษณ์มีดังนี้ 
 
- ฟอร์ม DS-2019
- ฟอร์ม DS-160
- หนังสือเดินทางที่มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน
- รูปถ่ายสีขนาด 2”x2”
- ใบเสร็จค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่าในกรณีที่ต้องจ่าย
- เอกสารด้านการเงินที่รับรองว่ามีเงินทุนเพียงพอสำหรับจ่ายค่าเล่าเรียนในปีแรกแน่ๆ
 
*ตอนสัมภาษณ์ควรแสดงให้เขาเห็นว่าจะกลับประเทศเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ ไม่มีแผนจะอยู่ต่อ
 
สามารถดูตัวอย่างคำถามได้จากที่นี
 
ข้อควรระวัง ห้ามแสดงเอกสารปลอม และกรอกข้อมูลปลอมเด็ดขาด เพราะจะทำให้ขอวีซ่าไม่ได้ถาวร


 
        อย่างไรก็ตามการขอวีซ่าทั้ง 3 แบบน้องต้องทำให้เขามั่นใจให้ได้ว่ามีเงินทุนทรัพย์เพียงพอต่อการไปอยู่ที่อเมริกา และมีข้อผูกมัดที่จะทำให้น้องกลับมาที่ไทยแน่ๆ ด้วยหลักฐานทางเอกสารที่เชื่อถือได้ ส่วนใครที่เสียวๆ ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะยกเลิกโครงการ Work & Travel มั้ย ก็คงต้องลุ้นกันต่อไปก่อนนะคะ เพราะยังไม่มีข่าวการเปลี่ยนแปลงใดๆ จากทางสถานฑูตสหรัฐฯ ในไทยค่ะ 
 
        และนี่ก็เป็นข้อมูลวีซ่านักเรียนที่พี่ได้รวบรวมมา หวังว่าจะเป็นประโยขน์กับน้องๆ ที่กำลังวางแผนจะไปเรียนต่อหรือไปแลกเปลี่ยนนะคะ หากใครมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมหรือมีประสบการณ์การสัมภาษณ์เพื่อขอวีซ่านักเรียนสามารถมาแชร์มาคอมเมนต์กันได้เลยค่ะ ^^
รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ทางสถานฑูตสหรัฐฯและสถานกงสุลในไทย 
หรือเว็บไซต์ http://www.ustraveldocs.com/th_th/index.html?firstTime=No



 
ข้อมูลจาก
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=chompu

พี่ชมพู - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #วีซ่านักเรียนอเมริกา #เรียนต่ออเมริกา #แลกเปลี่ยนอเมริกา

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?