ซ่อน
แสดง

ย้อนรอย 5 เรื่องจริงสะท้อนประเด็นการกดขี่ผู้หญิงและสังคมชายเป็นใหญ่ในญี่ปุ่น []

วิว
         สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคน ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเชื่อว่าหลายคนน่าจะได้ตามข่าวดราม่าของนักร้องไอดอลเกาหลีที่พัวพันเรื่องค้าประเวณี ยาเสพติด การพนัน และเรื่องฉาวอีกมากมาย เรียกว่าดุเดือดสุดๆ  โดยเฉพาะกับเรื่องการแอบถ่ายผู้หญิงและการคุกคามทางเพศที่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ทำให้กระแสการเรียกร้องสิทธิสตรีหรือ #MeToo ในเกาหลีก็เริ่มพูดถึงในวงกว้างมากขึ้น 
 
        จะว่าไปแล้วการเรียกร้องในทำนองนี้ ในช่วงที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวไปทั่วโลกเลยก็ว่าได้ แต่ดูเหมือนว่ากระแส #MeToo กลับไม่นำพาในแดนพระอาทิตย์อุทัยเลยค่ะ เรียกว่าแทบไม่มีการหยิบยกมาพูดถึงเลยก็ว่าได้ เมื่อหลายวันก่อนพี่ได้ไปเจอบทความหนึ่งที่กล่าวถึงสิทธิของผู้หญิงท้องในญี่ปุ่นมา มีหลายประเด็นเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศในประเทศนี้ที่รู้แล้วก็แอบอึ้งเหมือนกัน  วันนี้พี่ชมพูเลยรวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในญี่ปุ่นมาให้ได้อ่านกัน มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้าง ตามมาเลยค่ะ 


 
         ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับการเคลื่อนไหว Me too หรือ #Metoo ที่กำลังแพร่หลายอยู่บนโลกโซเชียลกันก่อน
 
ย้อนรอย 5 เรื่องจริงสะท้อนประเด็นการกดขี่ผู้หญิงและสังคมชายเป็นใหญ่ในญี่ปุ่น
Cr. pixabay.com
 
         #Metoo คือ การเคลื่อนไหวทางสังคมที่ต่อต้านการคุกคามทางเพศและการลวนลามทางเพศ เริ่มมาจากนักกิจกรรมสังคมชาวอเมริกัน ทารานา เบิร์ก ได้ใช้วลี Me Too เพื่อปลุกให้ผู้คนตระหนักถึงการล่วงละเมิดและการคุกคามทางเพศในสังคมเมื่อปี 2006 จนกระทั่งปี 2017 นักแสดงสาวอลิสา มิลาโน ได้ทวิตข้อความการล่วงละเมิดทางเพศพร้อมติดแฮชแท็ก Metoo ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาดารานักแสดงหลายคนของฮอลลีวูดที่เคยประสบเหตุการณ์แบบนี้ต่างร่วมกันทวิตข้อความพร้อม #Metoo เพื่อบอกว่าคุณมีสิทธิ์ที่จะ say no จากนั้นก็กลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้ค่ะ

 

ภัยคุกคามที่มาจากการติดเข็มกลัดคนท้อง
 

         มาเริ่มกันที่เรื่องราวของคนท้องชาวญี่ปุ่นที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของสังคมกัน น้องๆ น่าจะพอทราบมาบ้างว่าญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัญหาเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอยู่ จึงเกิดการรณรงค์ให้ผู้หญิงมีลูกกัน ซึ่งในช่วงที่มีแคมเปญทางรัฐบาลได้จัดทำเข็มกลัดเพื่อให้เหล่าผู้ที่เตรียมตัวเป็นคุณแม่ได้ติดเพื่อแสดงให้คนอื่นๆ ทราบว่ากำลังท้องอยู่นะ
 
ย้อนรอย 5 เรื่องจริงสะท้อนประเด็นการกดขี่ผู้หญิงและสังคมชายเป็นใหญ่ในญี่ปุ่น
Cr. medium.com
เข็มกลัดเขียนว่า 'ในท้องของฉันมีเด็กอยู่ค่ะ'
 
         ต้องบอกว่าในช่วงแรกๆ ผู้คนยังเอื้อเฟื้อต่อคนท้องอยู่นะคะ รวมถึงเหล่าบรรดาคุณแม่เองก็ยังติดเข็มเพื่อบ่งบอกอยู่  เพราะที่ผ่านมาเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นข่าวผู้หญิงท้องบางคนที่รูปร่างไม่เหมือนคนท้องแล้วทำให้หลายคนเข้าใจผิด แถมมีดราม่าว่าท้องไม่จริงบ้างล่ะ บ้างก็บอกว่าท้องปลอมเพื่อใช้สิทธิพิเศษต่างๆ นานาบ้างก็มี พอมีเข็มกลัดนี้ก็เรียกว่าช่วยพวกเขาได้มากเลยค่ะ  
 
         อย่างไรก็ตามเมื่อกาลเวลาผ่านไป ความกดดันเรื่องการมีลูกกลับเพิ่มสูงขึ้น ผู้หญิงญี่ปุ่นหลายคนต่างพยายามทุกทางให้ท้อง บางคนก็ท้องอย่างที่ตั้งใจไว้แต่บางคนไม่ ทำให้เริ่มเกิดความเครียดมากขึ้น และอย่างที่ทราบว่าญี่ปุ่นเป็นสังคมที่กดดันมากๆ โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างโตเกียว นอกจากจะต้องมากดดันเรื่องงานแล้ว ยังต้องมาเครียดกับเรื่องนี้อีก จะเห็นได้ว่าในแต่ละปีสถิติผู้หญิงแต่งงานและมีลูกในเมืองหลวงต่ำลงเรื่อยๆ ส่วนใหญ่คือกว่าจะได้แต่งงานก็อายุปาไปกลางวัย 30 แล้ว ยิ่งพอเห็นพวกคนที่ได้ติดเข็มกลัดว่าท้องอยู่และได้สิทธิพิเศษ ยิ่งคิดอิจฉา และเกิดคำถามต่างๆ ต่อพวกคุณแม่ที่รูปร่างไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงว่า ท้องจริงรึเปล่า? สุดท้ายจึงเลยเถิดไปที่การทำร้ายร่างกายอย่าง 'ชกท้อง' และการว่ากล่าวด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า คิดว่าท้องแล้วพิเศษเหรอ! ฉันไม่ยกที่นั่งให้แกหรอก’ สิ่งพวกนี้ทำให้เหล่าคนท้องนั้นกลัวและเริ่มที่เก็บเข็มกลัดไว้ในกระเป๋าแทนที่จะติดเพื่อแสดงตัวตน


 

อิโตะ ชิโอริ นักข่าวสาวผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้ปลุกกระแส Me too ในญี่ปุ่น
 

         มาต่อที่ข่าวใหญ่ในเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในญี่ปุ่น ต้องบอกก่อนว่าคดีล่วงละเมิดทางเพศแทบจะไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมญี่ปุ่นเลยด้วยซ้ำ เพราะตัวกฎหมายเองก็ไม่ได้มีน้ำหนักมากพอ อีกทั้งโทษเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศก็ไม่ได้รุนแรงเลย อย่างโทษสูงสุดจากคดีข่มขืนคือจำคุกแค่เพียง 3 ปีเท่านั้น และที่ผ่านมาต้องงบอกว่ามีผู้ชายที่โดนข้อหานี้น้อยมาก ด้วยปัจจัยทางสังคมที่นิยมหันหลังให้กับประเด็นนี้และบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญ บ้างก็กล่าวหาเหยื่อว่าหลักฐานไม่เพียงพอบ้าง ความยุติธรรมที่ผู้ถูกกระทำควรไดรับกลับแปรเปลี่ยนเป็นกระแสตีกลับว่าเหยื่อเป็นคนผิด อย่างล่าสุดกับคดีของนักข่าวสาวผู้ปลุกกระแส #MeToo ในญี่ปุ่น ‘อิโตะ ชิโอริ’ เธอเองก็เป็นเหยื่อจากภัยคุกคามทางเพศเช่นกัน
 
ย้อนรอย 5 เรื่องจริงสะท้อนประเด็นการกดขี่ผู้หญิงและสังคมชายเป็นใหญ่ในญี่ปุ่น
Cr. japansubculture.com
 
         อิโตะ ชิโอริ เป็นนักข่าวสาวที่กล้าออกมาเปิดต่อสาธารณชนได้รับรู้ว่า เธอถูกหัวหน้าสำนักข่าว TBS News กรุงวอชิงตันดีซี ‘โนริยูกิ ยามากุจิ’ ข่มขืน  แต่แทนที่คนจะเห็นใจเธอ กลับกลายเป็นว่ากระแสตีกลับเธออย่างจัง หลายคนต่างบอกว่ามันเป็นความผิดของเธอต่างหาก บ้างก็ด่ากลับมาอีกหาว่าเธอแต่งเรื่องบ้าง พยายามที่จะทำลายชื่อเสียงยามากุจิบ้าง หรือแม้กระทั่งกล่าวหาว่าเธอพยายามทำให้นายกชินโซ อาเบะออกจากเก้าอี้ เนื่องจากนายยามากุจิเป็นคนสนิทของท่านนายก แถมคอมเมนต์ส่วนใหญ่มาจากผู้หญิงด้วยกันเองอีก แต่คอมเมนต์ที่ร้ายแรงที่สุดคือ “เธอผิดเองที่ปล่อยให้ตัวเองเมาแล้วสูญเสียสติสัมปชัญญะต่อหน้าผู้ชาย คนที่ควรจะได้รับความสงสารควรจะเป็นฝ่ายชายมากกว่า” (พี่อ่านถึงตรงนี้แล้วจี๊ดเลย) 
 
ย้อนรอย 5 เรื่องจริงสะท้อนประเด็นการกดขี่ผู้หญิงและสังคมชายเป็นใหญ่ในญี่ปุ่น
Cr. japansubculture.com
 
         การออกมาเปิดเผยเรื่องราวการถูกคุมคากทางเพศของเธอครั้งนี้ต้องใช้ความกล้าอย่างมาก เพราะผู้หญิงญี่ปุ่นจะถูกสอนมาว่าห้ามพูดว่า ‘ไม่’ แม้จะโดนลวนลามมากแค่ไหนก็ตาม เธอได้พยายามทุกทางทั้งติดต่อตำรวจ นำคดีขึ้นศาล แต่ก็คว้าน้ำเหลว เธอไม่สามารถเอาชนะคดีได้เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ สุดท้ายนายยามากุจิหลุดการจับกุม แต่ชิโอริยังไม่ย่อท้อยังคงยืนหยัดต่อสู้กับเรื่องไม่เป็นธรรมนี้ ทั้งการออกสื่อต่างประเทศและเขียนหนังสือเปิดเผยเรื่องราวชวนหดหู่นี้ จนเธอได้กลายเป็น 1 ในคนที่ได้ผลักดันแนวคิด #Metoo ให้สังคมญี่ปุ่นได้รับรู้ว่าเราสามารถออกมาเรียกร้องสิทธิได้


 

ฟุคุดะ จูนิชิ ลาออกจากตำแหน่งหลังโดนข้อหาลวนลามนักข่าวสาว
 

         หลังจากการเคลื่อนไหวของชิโอริได้จุดกระแส #Metoo ขึ้นมา คราวนี้เป็นประเด็นของนักข่าวสาวคนหนึ่งจากช่องทีวีอาซาฮี เธอได้พยายามออกมาบอกว่าตนนั้นถูกนายฟุคุดะ จูนิชิ รองรัฐมนตรีว่าการกระมรวงการคลังภายใต้รัฐบาลของนายซินโซ อาเบะลวนลามระหว่างการสัมภาษณ์ เธอบอกว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เกิดขึ้นทุกครั้งที่เธอต้องไปสัมภาษณ์นายฟุคุดะ 
 
ย้อนรอย 5 เรื่องจริงสะท้อนประเด็นการกดขี่ผู้หญิงและสังคมชายเป็นใหญ่ในญี่ปุ่น
Cr. asia.nikki.com
 
         ตอนแรกนายฟุคุดะไม่ยอมรับข้อกล่าวหานี้ จนมีคลิปเสียงในระหว่างการสัมภาษณ์หลุดออกมาว่า ‘ขอกอดได้มั้ย’ ‘ขอจับหน้าอกเธอหน่อยสิ’ ทำให้ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่ง แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมรับความผิดอยู่ดีค่ะ มีบอกอีกว่าจะไปสู้ในศาล ข้อกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง ที่ลาออกก็แค่ไม่อยากให้กระทบกับงาน (ทั้งที่มีหลักฐานขนาดนั้น) ทางหัวหน้ารัฐมนตรีกระทรวงการคลังก็ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศนี้เช่นกันว่า ‘ไม่อยากให้ถูกลวนลามก็ให้นักข่าวชายมาทำหน้าที่แทนนักข่าวหญิงสิ’ โหหห ไร้ความรับผิดชอบสุดๆ 
 
         หลังจากข่าวออกมาได้สักพัก ก็มีความคิดเห็นจากนักแสดงตลกคนหนึ่งออกมาว่า ‘ถ้ารู้อยู่แล้วว่าเธอโดนลวนลาม ทำไมทีวีอาซาฮียังให้นักข่าวหญิงคนนั้นตามสัมภาษณ์อยู่ได้ แล้วถ้าหากช่องบังคับเธอไป นั่นไม่ใช่การคุกคามทางอำนาจเหรอ แล้วถ้าหากที่เธออดทนทำมาตลอด 1 ปีเป็นเพียงแค่การหาผลประโยชน์จากอีกฝ่ายล่ะ’ จะเรียกว่าเข้าข้างเหยื่อก็ไม่เต็มที่เพราะสุดท้ายก็พูดเหมือนเหยื่อตั้งใจทำเพื่อทำลายชื่อเสียงของนายฟุคุดะอยู่ดี จากเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นความคิดของผู้ชายญี่ปุ่นที่มีต่อผู้หญิงได้เป็นอย่างดีเลยนะคะ //ถอนหายใจ



 

ฮานะ พนักงานออฟฟิศผู้ถูกหัวหน้างานลวนลาม
 


 
         กระแส  #metoo เป็นที่สนใจในญี่ปุ่นมากขึ้น แถมข่าวการลวนลามในที่ทำงานก็เริ่มออกสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงกรณีของสาวฮานะ (นามแฝง) พนักงานออฟฟิศที่ออกมาบอกเล่าประสบการณ์ของตนว่าแตกต่างจากสิ่งที่คนอื่นเจอ เธอทำงานในตำแหน่งเลขานุการของบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่มีหัวหน้าบริษัทเป็นชายวัยกลางคนที่มีลูกมีเมียแล้ว หลังจากที่ทำงานมาได้สักพักเหตุการณ์แปลกๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อหัวหน้าเธอบอกให้รายงานทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่เรื่องส่วนตัวที่ว่าหลังจากเลิกงานแล้วเธอทำอะไรบ้าง
 
         ตอนแรกฮานะคิดว่ามันคือส่วนหนึ่งของงานเลขานุการที่จะต้องคอยรายงานเรื่องต่างๆ ดูแลเรื่องต่างๆ ให้หัวหน้านอกจากนี้หัวหน้ามักจะชวนเธอไปดื่มหลังเลิกงานบ่อยๆ ด้วย จนเธอเริ่มรู้สึกแปลกกับพฤติกรรมในช่วงหลัง อย่างไรก็ตามเนื่องจากเธอมีความคิดว่าการจ้างงานเป็นการสร้างหนี้บุญคุณ ทำให้เธอรู้สึกเกรงใจและไม่เคยปฏิเสธการร้องขอของหัวหน้าเลยสักครั้ง
 
         วันหนึ่งฮานะและหัวหน้าได้นัดกินข้าวกับลูกค้าเพื่อคุยเรื่องธุรกิจกัน จู่ๆ หัวหน้าของเธอก็เกิดอาการหึงหวงและตวาดใส่เธอ หาว่าเธอกำลังจีบลูกค้าอยู่แล้วก็ตะโกนว่าด้วยเรื่องไร้สาระดังไปทั่วทั้งร้าน ทุกครั้งที่มีนัดคุยกับลูกค้ามักจะลงเอยด้วยการที่เธอโดนต่อว่าแบบนี้เสมอ ฮานะจึงนำเรื่องราวไปปรึกษากับเพื่อนค่ะ แต่ไม่ได้ประกาศลงสื่อโซเชีบลแบบกรณีของชิโอริ เนื่องจากกระแสต่อต้านในสังคมญี่ปุ่นยังมีเยอะแทนที่จะได้รับการสนับสนุนอาจจะโดนใส่ร้ายแทน
 
         แต่ใช่ว่าเธอไม่เคยบอกเรื่องให้กับทางบริษัทได้รับรู้ เธอเคยฟ้องกับคณะกรรมการผู้บริหารเกี่ยวกับเรื่องการลวนลามพร้อมหลักฐานการแชทที่ไม่เหมาะสม หัวหน้าเธอจึงออกมาขอโทษ แต่พฤติกรรมหลังจากนั้นก็ยังเหมือนเดิม…. สุดท้ายฮานะจึงตัดสินใจออกจากงานหลังจากนั้น 2 เดือน 


 

มาโฮะฮง ไอดอลสาวที่ออกมาขอโทษหลังโดนดักทำร้ายหน้าหอพัก
 

ย้อนรอย 5 เรื่องจริงสะท้อนประเด็นการกดขี่ผู้หญิงและสังคมชายเป็นใหญ่ในญี่ปุ่น
Cr. twitter @lorl22111181
 
         น้องๆ ที่ติดตามวงการบันเทิงญี่ปุ่น ยังจำข่าวดราม่าของไอดอล ‘มาโฮะฮง’ วง NGT48 เมื่อต้นปีได้อยู่มั้ยคะ? ที่เธอต้องออกมาขอโทษหลังจากที่โพสต์ข้อความว่าถูกดักทำร้ายในทวิตเตอร์ เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นที่จับตามองทั้งคนญี่ปุ่นและรวมถึงแฟนคลับต่างชาติด้วย สำหรับเรื่องของมาโฮะฮงเกิดขึ้นเมื่อตอนต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ในขณะที่กำลังจะกลับหอ เธอได้พบชาย 2 สองคนที่อ้างว่าเป็นแฟนคลับรออยู่หน้าหอพัก และพยายามเข้าจับตัวเธอทั้งใบหน้าและลำตัว ก่อนที่จะเกิดเหตุบานปลายไปกว่านี้ ตำรวจได้เข้ามาควบคุมตัวก่อนจะปล่อยทั้ง 2 เป็นอิสระ เนื่องจาก 2 คนนั้นอ้างว่าแค่จะมาคุยด้วยเฉยๆ
 
         มาโฮะฮงได้เล่าเหตุการณ์ให้ผู้จักการส่วนตัวฟังและหวังว่าเขาจะจัดการเรื่องราวทุกอย่างให้ เธอได้แต่รออยู่เงียบๆ เพราะไม่อยากให้คนอื่นรำคาญ จนถึง 1 เดือนเต็มแต่กลับไม่มีข่าวความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นเลย เธอจึงตัดสินใจลงข้อความในทวิตเตอร์ส่วนตัวถึงความจริงที่เกิดขึ้น รวมถึงความไม่สบายใจของผู้หญิงที่มีต่อเรื่องการคุกคามทางเพศ โดยกล่าวว่า ‘เพราะว่าผู้จัดการวงทั้งหมดเป็นผู้ชาย จึงไม่เข้าใจถึงความกลัวของผู้หญิงอย่างเราที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การคุกคามแบบนี้’
 
         หลังจากข้อความได้เผยแพร่ไปไม่กี่วัน ในวันครบรอบ 3 ปีของวง จู่ๆ มาโฮะฮงก็ออกมาขอโทษที่ ‘สร้างความเดือดร้อน’ แฟนที่ได้รับรู้ข่าวต่างออกมาโวยว่า ‘มันไม่ใช่เรื่องที่ผู้เสียหายควรรู้สึกผิดไม่ใช่รึไง’ ‘ผู้จัดการวง NGT48’s ล้มเหลวในหน้าที่ แทนที่จะมาปกป้องเมมเบอร์ กลับให้ออกมาขอโทษอีก’ ที่น่าตกใจคือเบื้องหลังการคุกคามครั้งนี้มีที่มาจากเพื่อนในวงเดียวกัน แฟนๆ ชาวญี่ปุ่นไม่รอช้าเริ่มสืบหาความจริงทันที และพบว่า อายะคานิ (ทาโนะ อายากะ) และยามาดะ โนเอะ (หลายคนที่ติดตามรายการเกาหลี Produce 48 น่าจะรู้จักเธอเป็นอย่างดี) อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เนื่องจากทั้งสองได้เปิดไลฟ์แซะถึงเรื่องน้ำหนักมาโฮะที่ลดลงแล้วหัวเราะเยาะก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ
 
         ในขณะที่ข่าวนี้กำลังแพร่สะพัดไปทั่วโลก ทางด้านผู้ว่าราชการจังหวัดนีกาตะ (สถานที่ตั้งของวง NGT48) กลับออกมาพูดว่า 'หวังว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์จังหวัด' ทำให้ทั่วโลกที่ติดตามข่าวถึงกับพูดไม่ออก และได้คอมเมนต์ว่า คนที่ทำให้ชื่อเสียงตัวจังหวัดแย่น่าจะเป็นคุณมากกว่านะ อีกทั้งประเด็นการคุกคามนี้ยังกลายเป็นเรื่องตลกสำหรับรายการโชว์อีกต่างหาก หลายคอมเมนต์จากทั่วโลกแสดงความเป็นห่วงถึงประเด็นนี้มากๆ และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะช่วยให้คนญี่ปุ่นตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิสตรีมากยิ่งขึ้น นั่นจึงทำให้กระแส #Metoo ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งนึงค่ะ  
 
         พอมาดูๆ แล้วคดีการคุกคามทางเพศในญี่ปุ่นก็ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะคะ แถมส่วนใหญ่ยังถูกมองเป็นเล็กๆ อีก กระแสเรื่อง #Metoo ถึงได้แผ่วเบาซะเหลือเกิน เรียกว่าถ้าไม่มีใครลุกขึ้นมาเป็นปากเสียง กระแสน่าจะโดนกลบให้หายไปแน่ๆ เลยค่ะ แต่ช่วงนี้ก็มีข่าวการคุกคามทางเพศมาเรื่อยๆ นะ แม้จะไม่เป็นประเด็นใหญ่ระดับประเทศ แต่ก็มีพูดถึงและเผยแพร่อยู่เนืองๆ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้กระแส #Metoo ในญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไรก็ต้องคอยตามกันแล้วค่ะ



 
ข้อมูลจาก
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=chompu

พี่ชมพู - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad ##Metoo #การกดขี่ทางเพศในญี่ปุ่น

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?