/>

สรุปสงครามการค้า "อเมริกา VS จีน" สาเหตุคืออะไร? ใครกระทบบ้าง? []

วิว
สรุปสงครามการค้า "อเมริกา VS จีน" สาเหตุคืออะไร? ใครกระทบบ้าง?
       สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D ถ้าพูดถึงประเทศมหาอำนาจของโลก น้องๆ หลายคนคงนึกถึงอเมริกาและจีน ยิ่งในโลกของการค้า ทั้งสองประเทศก็ถือว่าเป็นคู่แข่งกันมาตลอด แล้วน้องๆ รู้มั้ยคะว่าเมื่อไม่นานมานี้ ทั้ง 2 ชาติมหาอำนาจนั้นมีปัญหาขัดแย้งเรื่องการค้ากันอย่างรุนแรง และจากเหตุการณ์นี้ก็ได้ส่งผลกระทบไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องการศึกษาด้วย
 
       เรามาดูกันดีกว่าว่า สาเหตุของปัญหานี้เกิดจากอะไร และมีใครได้รับผลกระทบบ้าง
 
สรุปสงครามการค้า "อเมริกา VS จีน" สาเหตุคืออะไร? ใครกระทบบ้าง?
photo credit: https://pixabay.com
 


ความขัดแย้งที่เริ่มต้นจากนโยบายของทรัมป์

     
       เมื่อจะกล่าวถึงสาเหตุความขัดแย้ง พี่ก็ต้องขอย้อนกลับไปตอนที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐอเมริกาหาเสียงเลือกตั้งก่อนค่ะ โดยนโยบายที่ทรัมป์ใช้หาเสียงก็คือ “Make America great again” ซึ่งหลักใหญ่ใจความก็คือ "การทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง"
       
       ภายหลังทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เขาก็ดำเนินนโยบายดังกล่าวโดยดูว่าตอนนี้อเมริกาขาดดุลทางการค้ากับประเทศใดอยู่บ้าง ปรากฏว่า "จีน" คือประเทศที่ขาดดุลหนักมาก เพราะก่อนหน้านี้จีนส่งออกสินค้ามาที่อเมริกาเยอะ ส่วนอเมริกาส่งไปที่จีนน้อยกว่าหลายเท่า (พูดง่ายๆ ว่าอเมริกาเสียเงินให้จีนเยอะกว่านั่นเองค่ะ)

       ดังนั้นทางอเมริกาจึงออกนโยบายมาแก้ปัญหาขาดดุล ทั้งการขึ้นภาษีนำเข้า จนถึงขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนไม่ให้ทำการค้ากับบริษัทในอเมริกา

       นโยบายทรัมป์ทำให้อเมริกาเริ่มแบนบริษัทจีนหลายๆ บริษัท แต่ที่เป็นข่าวเด่นข่าวดังมากๆ คือการแบน "Huawei" บริษัทผลิตสมาร์ทโฟนของฝั่งจีน ซึ่งครองตลาดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก Samsung นั่นเอง และเหตุผลที่ตกเป็นกระแสใหญ่โต ก็เพราะผู้ใช้สมาร์ทโฟน Huawei มีเยอะมากๆ นั่นเองค่ะ

สรุปสงครามการค้า "อเมริกา VS จีน" สาเหตุคืออะไร? ใครกระทบบ้าง?
photo credit: https://pixabay.com
 

 
ผลกระทบต่อบริษัทจีน

       
       การขึ้นบัญชีดำ Huawei ทำให้มีข่าวออกมาว่า Google อาจไม่สนับสนุนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ของสมาร์ทโฟนแบรนด์นี้ด้วย ซึ่งหมายความว่าระบบในนั้นทั้งหมด อย่างพวก Gmail, Youtube รวมถึงบริการอื่นๆ ของ Google ก็จะใช้งานไม่ได้เช่นกัน! ฟังแค่นี้ก็รู้สึกท้อใจแทนผู้ถือสมาร์ทโฟนสัญชาติจีนแบรนด์นี้แล้วค่ะ แต่แน่นอนว่าเจ้าตัวก็ไม่ได้นิ่งเฉย เพราะวันรุ่งขึ้นทางแบรนด์ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการเป็นของตัวเองที่ชื่อ "Hongmeng" พร้อมบอกว่าจะสามารถเปิดใช้งานแทนที่ระบบแอนดรอยด์ในช่วงสิ้นปีนี้!

       ส่วนทางด้านอเมริกาก็ไม่ยอมแพ้เช่นกันค่ะ เพราะรัฐบาลอเมริกาเตรียมแบนบริษัทจีนเพิ่มอีก 5 รายตามหลัง Huawei ไปติดๆ


เจอแบบนี้เข้าไป พี่จีนโต้กลับยังไงบ้าง?


1. ไม่ส่งแร่หายากให้
       
       แน่นอนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้จีนต้องออกมาตอบโต้ ด้านรัฐบาลจีนได้ประกาศว่าจะไม่ส่ง "แร่หายาก" (Rare Earth) ให้อเมริกา พี่ต้องอธิบายก่อนว่า แร่หายากในที่นี้มีทั้งหมด 17 ชนิด ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสมาร์ทโฟนและอาวุธ ซึ่งกว่า 70% ของแร่หายากทั้งโลกมาจากจีน และ 80% ของแร่หายากที่อเมริกาใช้ก็มาจากจีนด้วย!
       
       การโต้กลับนี้ทำให้อเมริกาประกาศให้เวลา Huawei เป็นระยะเวลา 90 วัน เพื่อให้มีมาตรการรองรับลูกค้า แต่แบรนด์ได้ออกมาบอกว่า

       "การยืดระยะเวลา 90 วันแทบไม่มีความหมายอะไร ทางบริษัทเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้ว และไม่มีบริษัทไหนที่จะตามเทคโนโลยี 5G ของเราได้ในช่วงเวลา 2-3 ปีนี้"
 
2. ขึ้นบัญชีดำบริษัทอเมริกา
     
       นอกจากขู่ว่าจะไม่ส่งแร่หายากให้แล้ว กระทรวงพาณิชย์จีนก็ได้ออกมาประกาศขึ้นบัญชีดำบริษัทอเมริกาบ้าง สาเหตุมาจากการที่ Huawei ออกมาเรียกร้องว่าบริษัทขนส่งรายใหญ่ของโลกอย่าง "FedEx" ได้ส่งพัสดุไปที่อเมริกา ทั้งที่จริงๆ แล้วต้องส่งไปยังบริษัท Huawei ในจีน
 
       แม้ภายหลัง FedEx ในจีนจะออกมาขอโทษแล้ว แต่ทางจีนก็ไม่นิ่งเฉยต่อไป โดยทำการขึ้นบัญชีดำบริษัท องค์กร รวมถึงบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงและไม่น่าเชื่อถือ เพื่อเป็นการโต้กลับอเมริกา และแน่นอนค่ะว่าบริษัทแรกที่โดนก็คือ FedEx นั่นเอง

สรุปสงครามการค้า "อเมริกา VS จีน" สาเหตุคืออะไร? ใครกระทบบ้าง?
photo credit: https://pixabay.com


เหตุการณ์ดังกล่าวกระทบการศึกษาด้วยเช่นกัน...

       
       ปัญหาการค้าระหว่าง 2 ประเทศนี้ดูจะร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ และลุกลามไปถึงด้านการศึกษาด้วย เพราะล่าสุดทางกระทรวงศึกษาธิการจีนถึงกับออกมาเตือนนักเรียนและนักวิชาการชาวจีน ถึงความเสี่ยงในการไปศึกษาต่อที่อเมริกา เนื่องจากขั้นตอนการขอวีซ่าไปเรียนต่ออเมริกาจะกินเวลามากขึ้น แต่ได้ระยะเวลาวีซ่าสั้นลง และอัตราการถูกปฏิเสธเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อแผนการศึกษาหรือการจบการศึกษาในอเมริกาอีกต่างหาก!
       
      (แค่นี้ก็รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แทนนักเรียนจีนแล้วค่ะ ใครจะไปคิดว่าการศึกษาก็โดนพ่วงไปกับเขาด้วย)


แล้วจากความขัดแย้งของสองประเทศนี้จะส่งผลกระทบกับไทยยังไงบ้าง?

       
       แน่นอนว่า 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ทำสงครามการค้ากัน ก็ย่อมส่งผลไปถึงประเทศอื่นๆ ด้วย ดังนั้นทั่วโลกก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือ เพราะหากความขัดแย้งครั้งนี้ยังดำเนินต่อเรื่อยๆ จนแตกเป็น 2 ขั้วอำนาจ หลายประเทศรวมถึงบ้านเรา ก็คงขยับตัวลำบาก ต้องชั่งน้ำหนักดีๆ เพราะทั้งคู่ล้วนมีเรื่องผลประโยชน์กับเราทั้งสิ้น แถมปัญหาการขึ้นภาษีของ 2 ประเทศมหาอำนาจ ก็ทำให้กำลังซื้อลดลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก   
       
       ทั้งนี้ ก็ใช่ว่าไทยเราจะเจอแต่ผลกระทบด้านลบนะคะ เพราะถ้าหลายๆ บริษัทต้องย้ายฐานการผลิตจากจีนไปประเทศอื่นๆ ไทยก็อาจเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เขาจะย้ายมาก็ได้
 
   
       ส่วนหลังจากนี้ เราคงต้องมาติดตามกันต่อค่ะว่าสงครามนี้จะดำเนินต่อหรือคลี่คลายลงไปแบบไหน เราก็ได้แต่หวังว่ามันจะไม่ยืดเยื้อจนกระทบขยายวงกว้างไปมากกว่านี้ หากใครมีมุมมองอื่นๆ ลองมาแสดงความคิดเห็นกันได้นะคะ :)


source
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pat___

พี่พัด - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#การค้า #วัฒนธรรมต่างประเทศ #จีน #อเมริกา

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?