/>

#Kutoo การต่อสู้ครั้งใหม่ของหญิงญี่ปุ่น เพื่อต้านกฎบังคับสวมส้นสูงมาทำงาน! []

วิว
        <a href="https://www.dek-d.com/tag/Kutoo การต่อสู้ครั้งใหม่ของหญิงญี่ปุ่น เพื่อต้านกฎบังคับสวมส้นสูงมาทำงาน/" class="hashtag" target="_blank">#Kutoo การต่อสู้ครั้งใหม่ของหญิงญี่ปุ่น เพื่อต้านกฎบังคับสวมส้นสูงมาทำงาน</a>!
        สวัสดีชาว Dek-D ทุกคนค่ะ ถ้าช่วงนี้ใครได้ติดตามข่าว อาจจะเคยเห็น #Kutoo ผ่านมากันบ้างใช่ไหมคะ? ต้องบอกว่ากระแสเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีมานี้จริงๆ ตั้งแต่กระแส #Metoo ในเกาหลีและทั่วโลก มาจนถึงแคมเปญ #Kutoo ในญี่ปุ่น ว่าแต่สาวญี่ปุ่นเขาออกมาเรียกร้องเรื่องอะไร? Kutoo หมายถึงอะไร? วันนี้พี่ภัทรจะมาสรุปให้ชาว Dek-D กันค่ะ ^^

 

#Kutoo คืออะไร?
 

        น้องๆ หลายคนเห็นแล้วอาจจะงงว่า #Kutoo คืออะไร แฮชแท็กนี้เป็นแคมเปญในโซเชียลมีเดียที่ต่อต้านการแต่งกายและความคาดหวังที่ผู้หญิงต้องสวมรองเท้าส้นสูงในที่ทำงาน ซึ่งเป็นกระแสไปทั่วญี่ปุ่นโดยมีคนนับพันเข้าร่วมการเคลื่อนไหว กระแสในครั้งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก #Metoo ของเกาหลี โดย #Kutoo เป็นการเล่นคำจากคำภาษาญี่ปุ่นสองคำคือ คำว่า kutsu ที่แปลว่า รองเท้า และ kutsuu ที่แปลว่า ความเจ็บปวด นั่นเองค่ะ
 

แล้วกระแสนี้เริ่มขึ้นได้ยังไง? 
 

        เริ่มจากการที่นักเขียนและนักแสดงหญิง ‘ยูมิ อิชิกาวะ’ ออกมาเรียกร้องผ่านทาง Twitter ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาค่ะ โดยเธอทวิตเกี่ยวกับการถูกบังคับให้สวมรองเท้าส้นสูงในงานพาร์ทไทม์และได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้หญิงญี่ปุ่น
 
       “หลังเลิกงานทุกคนเปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าส้นเตี้ย เพราะรองเท้าส้นสูงอาจทำให้เกิดแผลพุพองและปวดหลัง มันขยับได้ยาก คุณวิ่งไม่ได้และเจ็บเท้า ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะมารยาท” 

 
      “ ญี่ปุ่นหัวทึบเกี่ยวกับเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเพศ เราต้องการให้ผู้คนตระหนักว่าการเลือกปฏิบัติทางเพศสามารถเจอได้แม้กระทั่งในเรื่องเล็กๆ...การใส่รองเท้าส้นสูงก็เหมือนกับการมัดเท้าในแบบใหม่ เมื่อฉันพบว่าผู้คนจำนวนมากประสบปัญหาเดียวกัน ฉันจึงตัดสินใจเปิดตัวแคมเปญนี้ ”

        โดยเธอยังบอกอีกว่าผู้ชายไม่ต้องเผชิญกับความคาดหวังแบบเดียวกัน ในขณะที่บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งไม่ได้บังคับให้พนักงานหญิงสวมรองเท้าส้นสูงอย่างชัดเจน แต่ผู้หญิงหลายคนก็ยังต้องใส่รองเท้าส้นสูงเนื่องจากประเพณีและความคาดหวังจากสังคม (แค่คิดก็ปวดเท้าแทนแล้วค่ะT-T) แถมยังถูกคาดหวังให้ทำงานบ้านและเลี้ยงลูกแม้ว่าจะทำงานนอกบ้านด้วยก็ตาม

 
<a href="https://www.dek-d.com/tag/Kutoo การต่อสู้ครั้งใหม่ของหญิงญี่ปุ่น เพื่อต้านกฎบังคับสวมส้นสูงมาทำงาน/" class="hashtag" target="_blank">#Kutoo การต่อสู้ครั้งใหม่ของหญิงญี่ปุ่น เพื่อต้านกฎบังคับสวมส้นสูงมาทำงาน</a>!
Photo credit:Unsplash
 

เกิดแฮชแท็ก #Kutoo
 

        จากกระแสตอบรับจึงเกิดเป็นแคมเปญ #Kutoo ที่เรียกร้องให้ผู้หญิงไม่ต้องใส่รองเท้าส้นสูงในการทำงาน โดยมีเป้าหมายว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสถานที่ทำงานและการตระหนักรู้มากขึ้นเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติทางเพศ ทำให้มีผู้หญิงหลายคนออกมาโพสต์รูปแผลรองเท้ากัดและเขียนถึงประสบการณ์ของความทรมานในการใส่ส้นสูงของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงเกือบ 20,000 คนได้ลงนามในคำร้องออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ หลังจากนั้นยูมิ อิชิกาวะจึงนำรายชื่อทั้งหมดไปยื่นคำร้องต่อกระทรวงแรงงานของญี่ปุ่น โดยเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฏหมายห้ามบริษัทบังคับพนักงานหญิงสวมรองเท้าส้นสูงในที่ทำงานซึ่งถือเป็นการเลือกปฏิบัติทางเพศ
 
              มาริ มิอุระ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโซเฟียในโตเกียวกล่าวว่า
 
       “ ก่อนหน้านี้ผู้หญิงต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำให้รองเท้าใส่สบายมากขึ้น เช่น ทำพื้นรองเท้าหรือแผ่นรองเท้าใหม่ให้ดูหนาขึ้น แต่การเคลื่อนไหวนี้บอกว่านี่เป็นปัญหาสังคมไม่ใช่ปัญหาของผู้หญิง ”
 
<a href="https://www.dek-d.com/tag/Kutoo การต่อสู้ครั้งใหม่ของหญิงญี่ปุ่น เพื่อต้านกฎบังคับสวมส้นสูงมาทำงาน/" class="hashtag" target="_blank">#Kutoo การต่อสู้ครั้งใหม่ของหญิงญี่ปุ่น เพื่อต้านกฎบังคับสวมส้นสูงมาทำงาน</a>!
Photo credit: Unsplash
 

ความไม่เท่าเทียมทางเพศในญี่ปุ่น
 

        หลังจากเกิดเเฮชแท็กนี้ขึ้นก็ทำให้ผู้หญิงญี่ปุ่นหลายคนได้ออกมาพูดถึงการถูกคาดหวังให้ใส่รองเท้าส้นสูงไปสัมภาษณ์งาน รวมถึงใส่ไปทำงาน แต่ในความเป็นจริงแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะคะที่ทางบริษัทญี่ปุ่นต้องปรับกฏระเบียบในการแต่งตัวทำงานใหม่ อย่างในปี 2005 รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนให้ บริษัทต่างๆ ลดการใช้ไฟฟ้าโดยการลดการใช้แอร์ในอาคารสำนักงาน นโยบายนี้ทำให้ระเบียบที่ผู้ชายต้องผูกเน็กไทด์ไปทำงานค่อยๆ น้อยลงไป แต่ก็เรียกได้ว่าเร็วกว่าการรณรงค์เลิกใส่ส้นสูงของผู้หญิงถึง 14 ปีเลยค่ะ แล้วความไม่เท่าเทียมทางเพศในญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่เรื่องการบังคับใส่ส้นสูงหรอกนะคะ เพราะจากการจัดอันดับ World Economic Forum ในปี 2018 ที่สำรวจประเด็นด้านความเท่าเทียมกันทางเพศใน 149 ประเทศทั่วโลก พบว่า ญี่ปุ่นรั้งอันดับที่ 110 เลยทีเดียว (ไทยเราอยู่อันดับ 73) 
 
        อย่างในปีที่ผ่านมาก็มีข่าวออกมาว่า Tokyo Medical University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ที่ดังที่สุดของญี่ปุ่นได้กดคะแนนสอบเข้าของผู้สมัครที่เป็นผู้หญิงเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับผู้สมัครเพศชาย (ใจร้ายมากๆ เลยค่ะ / อ่านเรื่องนี้ต่อได้ที่ คลิกที่นี่) ข่าวนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการกีดกันทางเพศที่หยั่งรากลึกในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งหลายคนเชื่อว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องได้รับการศึกษาขั้นสูงหรือมีโอกาสเช่นเดียวกับเพื่อนชายในที่ทำงานเพราะสุดท้ายพวกเธอก็ต้องแต่งงานหรือมีลูกแล้วลาออกจากงานอยู่ดี ในปีที่แล้วอีกเหมือนกันค่ะ มีสส. จากพรรคการเมืองในญี่ปุ่นกล่าวว่าผู้หญิงควรมีลูกหลายคน เพราะผู้หญิงที่ต้องการเป็นโสดจะกลายเป็นภาระให้กับรัฐต่อไปในอนาคต 
 

รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานไม่เห็นด้วย!?
 

        ไม่ใช่แค่ยื่นคำร้องแล้วเรื่องจะจบค่ะ เพราะยิ่งล่าสุดการที่ เนโมโตะ ทาคุมิ รัฐมนตรีด้านสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ของญี่ปุ่นออกมาพูดถึงการรณรงค์แคมเปญ #Kutoo ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศของญี่ปุ่นเข้าไปอีก
 
        “การใส่รองเท้าส้นสูงในการทำงานยังถือเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่หลายองค์กรยังคงคาดหวังและยึดถือปฏิบัติกันมา จะยิ่งทำให้ดูมีความเหมาะสมในการทำงานเพิ่มมากขึ้น”
 

กระแสรณรงค์ความเท่าเทียมทางเพศในโลกตะวันตก
 

        การเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศก็ไม่ได้มีแต่ทางฝั่งเอเชียของเราเท่านั้นนะคะ ในโลกตะวันตกเองก็มีเช่นกันค่ะ อย่างในปี 2015 พนักงานต้อนรับของบริษัท PricewaterhouseCoopers (PWC) ในอังกฤษได้ออกมาเรียกร้องกฏหมายความเท่าเทียมทางเพศหลังจากที่เธอถูกไล่กลับบ้านเพราะไม่ยอมใส่รองเท้าที่สูง 5 -10 ซม. ในตอนทำงาน เธอล่ารายชื่อได้ถึง 15,000 รายชื่อ และการเรียกร้องในครั้งนี้ก็มีสส. คนหนึ่งออกมาพูดถึงชุดทำงานของผู้หญิงที่บางคนยังต้องใส่ส้นสูงแม้ว่าจะต้องทำงานที่ต้องขึ้นลงบันได หรือต้องเดินเป็นระยะทางไกลๆ แต่สุดท้ายกลับไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา  ในปีนี้เองสายการบิน Norwegian Air ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเหมือนกัน จากประเด็นที่สายการบินได้ขอใบรับรองแพทย์กับลูกเรือ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันหากลูกเรือต้องการสวมรองเท้าส้นแบนแทนส้นสูง  
 
       แต่ก็ไม่ได้มีแต่การรณรงค์ที่ไม่ประสบความสำเร็จหรอกนะคะ เพราะในปี 2017 มณฑลบริติชโคลัมเบียของแคนาดาได้ออกกฏหมายสั่งห้ามบริษัทต่างๆ ไม่ให้บังคับพนักงานผู้หญิงสวมรองเท้าส้นสูง โดยบอกว่าเป็นอันตรายต่อผู้หญิงและเป็นการเลือกปฏิบัติค่ะ ^^ และปี 2016 ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ก็มีการออกมาเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศเช่นกันค่ะ อย่างนักแสดง จูเลีย โรเบิตส์ และนักแสดงหญิงอีกหลายคนก็เลือกที่จะเดินพรมแดงด้วยเท้าเปล่า หรือรองเท้าผ้าใบหลังจากนักแสดงหญิงหลายคนถูกห้ามไม่ให้เดินพรมแดงเพราะไม่ได้ใส่รองเท้าส้นสูงในปี 2015  


 
        พอได้รู้แบบนี้แล้วก็ทำให้ได้รู้มากขึ้นนะคะเนี่ยว่าความไม่เท่าเทียมทางเพศยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะฝั่งตะวันออกหรือฝั่งตะวันตก ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องเล็กๆ ที่คนมองข้ามอย่างรองเท้าเลย  พี่ภัทรก็หวังว่าการรณรงค์ในประเทศต่างๆ จะประสบความสำเร็จเหมือนที่แคนาดานะคะ ส่วนในประเทศญี่ปุ่นเราก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าหลังจากยื่นเรื่องไปแล้วกฏหมายจะออกมาให้เราได้เห็นกันหรือเปล่า ถ้าออกมาเร็วๆก็คงจะดีนะคะ^^



 
Source:
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pat___

พี่พัด - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#กฏหมาย #ญี่ปุ่น ##metoo ##kutoo

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?