/>

แนะนำ 5 นิทานเด็กที่ผู้ใหญ่ก็อ่านได้ แถมฝึกภาษาอังกฤษไปในตัว! []

วิว
        สวัสดีชาว Dek-D ทุกคนค่ะ มีน้องๆ คนไหนที่อยากหาหนังสือมาอ่านฝึกภาษาแต่ไม่รู้จะอ่านเล่มไหนดีไหมคะ? หลายๆ คนอาจจะไม่อยากอ่านหนังสือที่มีภาษาอังกฤษเล่มหนาๆ วันนี้พี่ภัทรเลยจะมาแนะนำหนังสือสำหรับเด็กของต่างประเทศไว้ให้ชาว Dek-D เป็นตัวเลือกในการอ่านกันค่ะ^-^//

 

1.The Day the Crayons Quit

เรื่อง Drew Daywalt ภาพ Oliver Jeffers
 

photo credit: Drew-Daywalt
 
        มาเริ่มกันที่เล่มแรก The Day the Crayons Quit เล่มนี้มีภาษาที่ไม่ยากมาก แถมภาพประกอบยังสีสันสดใสสุดๆ >< โดยเนื้อเรื่องเกี่ยวกับ ‘เด็กชายดันแคน’ ที่ได้รับจดหมายลาออกจากบรรดาสีเทียนของเขาเพราะว่าทนการใช้งานของดันแคนไม่ไหว ตัวหนังสือจะพาเราไปอ่านจดหมายแต่ละฉบับจากสีเทียนแต่ละสีที่เขียนมาบ่นดันแคนถึงการใช้งานของเขาและเหตุผลที่แต่ละสีอยากลาออก เช่น สีฟ้าที่เหนื่อยกับการระบายสีทะเลและท้องฟ้าที่มีพื้นที่ใหญ่มากๆ สีเบจที่เบื่อกับการถูกเรียกว่าสีน้ำตาลอ่อน สีเทาที่ต้องคอยระบายสีสัตว์ตัวใหญ่ๆ อย่างช้าง แรด หรือฮิปโป 
 
        สไตล์การเขียนจดหมายของสีเทียนแต่ละแท่งก็แตกต่างกันไปตามคาแรคเตอร์ แถมภายในเนื้อหายังสอดแทรกการเล่นคำน่ารักๆ ที่ไม่ยากเกินไป  สอนเรื่องความคิดสร้างสรรค์และการทำอะไรให้ออกนอกกรอบเดิมๆ ส่วนน้องๆ ที่อยากรู้ว่าแล้วสุดท้ายดันแคนจะทำยังไงให้สีเทียนของเขากลับมาก็ต้องไปหาอ่านกันดูนะคะ ^^//

 

2. The Heart and the Bottle 

เรื่องและภาพ Oliver Jeffers
 


photo credit: the-heart-and-the-bottle 
 
        มาต่อกันที่เรื่องที่ 2 เล่มนี้มีเนื้อหาให้ได้อ่านเยอะอยู่เหมือนกัน แต่ก็มีภาษาที่ไม่ยากไม่ง่ายจนเกินไป (อาจต้องมีเปิดดิคชันนารีกันบ้าง)  โดยเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่มักสงสัยใคร่รู้เรื่องต่างๆ รอบตัวและจะมีคุณตาคอยให้คำตอบกับข้อสงสัยเหล่านั้นเสมอ เด็กหญิงเพลิดเพลินและสนุกสนานที่ได้เรียนรู้หลาย ๆ สิ่งจากคุณตา จนกระทั่งวันหนึ่งเก้าอี้ที่คุณตานั่งประจำกลับว่างเปล่า ตั้งแต่วันนั้นเธอก็เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป และเจ็บปวดจนต้องถอดหัวใจออกมาใส่ไว้ในขวดแก้วที่ปลอดภัย เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มากมายจะไม่จากไปอย่างคุณตา แต่กลายเป็นว่าเธอรู้สึกว่างเปล่ามากกว่าเดิม…
        พี่ภัทรจะไม่บอกนะคะว่าสุดท้ายแล้วเธอเอาหัวใจของเธอออกมาจากขวดได้ยังไง และทำไมถึงอยากเอาหัวใจออกจากขวด ถ้าน้องๆ อยากรู้ต้องไปลองหามาอ่านนะ! หนังสือเล่มนี้สะท้อนถึงวิธีรับมือกับการสูญเสียสมาชิกในครอบครัวของเด็ก และยังสื่อถึงความรักความผูกพันระหว่างคุณตากับหลาน เป็นหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นสุดๆ ไปเลยค่ะ 

 

3. Where the Wild Things are
เรื่องและภาพ Maurice Sendak

 


photo credit: lemuriabooks
 
        มาถึงเล่มที่ 3  เล่มนี้เป็นหนังสือที่ได้รางวัล Caldecott Medal และยังได้รับการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2009 ถือเป็นหนังสือสำหรับเด็กที่ดังมากๆ เรื่องหนึ่งเลยค่ะ
 
        เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กชายชื่อแมกซ์สวมชุดหมาป่าสีขาวแล้วสร้างความวุ่นวายในบ้าน ทำให้แม่ของแมกซ์เรียกเขาว่าเป็น “เจ้าตัวร้าย!” และแมกซ์ก็ตอบกลับไปว่า “ข้าจะกินเจ้าซะ!” ทำให้แม่ลงโทษแมกซ์ด้วยการให้เขาเข้านอน โดยไม่ให้กินอะไรเลย 
 
        และในคืนนั้นเอง มีต้นไม้ปรากฏขึ้นมาในห้องนอนของแมกซ์แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนจนกลายเป็นป่า และกำแพงห้องก็หายไปกลายเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืน แมกซ์ล่องเรือ เพื่อไปยังดินแดนแห่งเจ้าตัวร้าย เมื่อไปถึงแมกซ์ได้พบกับบรรดาเจ้าตัวร้ายที่ส่งเสียงคำรามน่าสยดสยอง จนกระทั่งแมกซ์ทำให้พวกมันเชื่อง และเรียกแมกซ์ว่าเป็นเจ้าตัวร้ายที่ร้ายกาจที่สุด และยกย่องให้เขาเป็น ‘ราชาแห่งเจ้าตัวร้าย’ แมกซ์อยู่ที่นั้นกับพวกเจ้าตัวร้าย แต่แล้วแมกซ์ก็รู้สึกเหงา เขาต้องการจะอยู่ในที่ที่ซึ่งมีใครบางคนรักเขาสุดหัวใจ ตอนนั้นเองแมกซ์ก็ได้กลิ่นอาหารที่น่าอร่อยโชยมาจากที่ ไกลแสนไกล ดังนั้นเขาจึงล้มเลิกการเป็นราชาแห่งเจ้าตัวร้าย และล่องเรือกลับไปยังห้องของเขา ที่ซึ่งเขาได้พบกับอาหารที่แม่เตรียมไว้รอ
        หนังสือเล่มนี้นอกจากจะมีเนื้อหาที่สอดแทรกความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว แล้วยังสะท้อนถึงความต้องการของเด็กที่แม้ว่าแมกซ์จะดื้อสักแค่ไหนเขาก็ยังเป็นเด็กที่น้อยใจเวลาถูกแม่ลงโทษจนหนีเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการของเด็กอีกด้วยค่ะ

 

4. The Watermelon Seed

เรื่องและภาพ Greg Pizzoli
 

        มาต่อกันที่เล่มที่สี่ The Watermelon Seed เล่มนี้ภาพประกอบสีสันสดใสมากๆ และมีคำศัพท์ที่น่าสนใจในเนื้อหาด้วยค่ะ เช่น 
Guts แปลว่า ไส้ใน
gulp แปลว่า เสียงกลืน
vine แปลว่า เถาไม้หรือไม้เลื้อย
        เล่มนี้นำเสนอเรื่องราวของเจ้าจระเข้ที่ชอบกินแตงโมมากๆ และเผชิญกับความกลัวที่ยิ่งใหญ่ของมันคือ “การกลืนเมล็ดแตงโม” เมื่อเผชิญหน้ากับความกลัวก็ทำให้เจ้าจระเข้จินตนาการไปมากมาย ทั้งเถาวัลย์ที่จะขึ้นในท้องและโผล่ออกมาทางหู ผิวจะกลายเป็นสีชมพูแบบแตงโม ฯลฯ ส่วนเจ้าจระเข้จะทำยังไงกับเมล็ดแตงโมที่กลืนลงท้องไป จะกล้ากินแตงโมอีกหรือเปล่า ต้องติดตามกันต่อในเล่มนะคะ><

 

5. Runny Babbit: A Billy Sook

เรื่องและภาพ Shel Silverstein
 


photo credit: shelsilverstein
 
        มาถึงเล่มสุดท้ายสำหรับน้องๆ ที่อยากท้าทายการอ่านภาษาอังกฤษของตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะในหนังสือเล่มนี้เป็นคำกลอนง่ายๆ ที่มีการสลับพยัญชนะในบางคำ ทำให้เกิดความแปลกใหม่และน่าสนใจในการอ่าน เวลาอ่านต้องคอยสลับตัวอักษรแต่ก็ทำให้อ่านสนุกมากๆ ค่ะ
 
So if you say, "Let’s bead a rook
That's billy as can se,”
You're talkin' Runny Babbit talk,
Just like mim and he.
 
        ตัวอย่างคำโปรยในปกหลัง ที่มีการสลับพยัญชนะต้น พอสลับให้พยัญชนะกลับไปที่เดิมจะได้ว่า
 
So if you say, "Let’s read a book
That's silly as can be,”
You're talkin' Runny Babbit talk,
Just like him and me.
 
“มาอ่านหนังสือแบบที่คนโง่อ่านกันเถอะ 
เธอกำลังพูดแบบเจ้า Runny Babbit
เหมือนกับเขาและฉัน”
 
        แค่เห็นแค่นี้ก็น่าอ่านแล้วค่ะ เป็นวิธีอ่านที่ทั้งสนุกและท้าทายตัวเองด้วย^^ โดยเซ็ต Runny Babbit ออกมาสองเล่มคือ Runny Babbit : A Billy Sook กับ Runny Babbit Returns

 

Clip

       

        เป็นยังไงบ้างคะน้องๆ แต่ละเล่มที่พี่เอามาแนะนำนอกจากภาพประกอบจะสวยแล้ว ตัวเนื้อหาในเล่มก็ยังน่าสนใจด้วย สำหรับน้องๆ ที่อยากฝึกหนังสือภาษาอังกฤษจากหนังสือเล่มบางๆ ก่อนหนังสือสำหรับเด็กของต่างประเทศก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจนะคะ^-^



 
source:
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pat___

พี่พัด - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #หนังสือ #ฝึกการอ่าน #ภาษาอังกฤษ #หนังสือนิทาน #English issue

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?