/>

วิถีไฟท์เพื่อ “IELTS” สู่ผลสอบงามๆ ที่ยื่นได้เกือบทั่วโลก (แนะนำที่ติว-สอบ-ลองสนาม) []

วิว

 
         สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าใครวางแผนอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยหลักสูตรอินเตอร์หรือเมืองนอก ต้องทำความรู้จักและเตรียมพร้อมสอบ “IELTS” ให้แน่นเลยค่ะ  เพราะมีผลสอบนี้ไว้จะอุ่นใจแน่ ใช้ยื่นได้เกือบทั่วโลก!
 
         และเมื่อไม่นานมานี้เราได้ยินข่าวดีว่า “Westminster” สถาบันเรียน IELTS ในไทย เพิ่งมีพิธีลงนามเซ็นสัญญากับองค์กรระดับ British Council ให้เป็นสนามสอบ IELTS ที่แรกและที่เดียวในไทยที่สามารถสอบได้ทั้งแบบ Computer และ Paper ยิ่งไปกว่านั้นยังมีระบบให้ทดลองสอบก่อนวันจริง และช่วยแนะแนวการเรียนต่อนอกด้วย เรียกว่าครบวงจรมากๆ ถ้าพร้อมแล้วมาเก็บข้อมูลกันค่ะ!


 
         การลงนามเปิด Westminster เป็นศูนย์สอบ IELTS อย่างเป็นทางการของ British Council โดยคุณ Simon Green ตำแหน่ง Regional Commercial Development Director จาก British Council (ซ้ายมือ) และ คุณตรีณัฐ ใจยะสาร Director จาก Westminster International (ขวามือ) ได้ลงนามร่วมกันในความร่วมมือครั้งนี้
 
 กล่าวเปิดงานโดย คุณตรีณัฐ ใจยะสาร
 Director จาก Westminster International 

 
         “IELTS” หรือ International English Language Testing System เป็นข้อสอบสากลที่ใช้วัดระดับภาษาอังกฤษ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
 
         1. Academic - ใช้ยื่นเพื่อเรียนต่อหลักสูตรอินเตอร์ในไทยหรือต่างประเทศ (*คนนิยมสอบแบบนี้)
         2. General Training - ใช้ยื่นเพื่อทำงาน
 
         จากสถิติปีที่แล้ว จำนวนผู้สอบ IELTS มีถึง 3.5 ล้านคนทั่วโลกเลยค่ะ ผลสอบนี้สามารถยื่นได้ทุกประเทศ หลักๆ ประเทศที่นิยมคือสหราชอาณาจักร อเมริกา นิวซีแลนด์ แคนาดา ออสเตรเลีย ฯลฯ และเนื่องจากเขาต้องการวัดว่าภาษาเราแข็งแรงพอจะไปเรียนต่อต่างประเทศมั้ย ข้อสอบเลยมุ่งไปวัดภาษาเชิงวิชาการค่ะ


 
         อย่างที่ทราบกันดีว่าข้อสอบจะวัดทักษะ 4 ด้าน เรามาดูกันดีกว่าว่าคนมักพลาดกันที่จุดไหน!
 
         1. การฟัง (Listening) : ฟังบทสนทนา 4 สถานการณ์แล้วตอบคำถาม มีเวลาให้ 30 นาที มีทั้งเรื่องในชีวิตประจำวันและเชิงวิชาการ โดยค่อยๆ ไต่ระดับความยากขึ้นเรื่อยๆ และเนื่องจากตัว “I” ใน IELTS ย่อมาจาก International (นานาชาติ) จึงไม่จำกัดว่าจะเจอแค่สำเนียงบริติชหรืออเมริกัน แต่มีโอกาสเจอได้ทุกสำเนียง ทั้งจีน อินเดีย แคนาเดียน ฯลฯ เช่น เราอาจเจอบทสนทนาในช็อป ลูกค้าอเมริกันซื้อของกับคนขายชาวจีน
 
         2. การอ่าน (Reading) : อ่านบทความเชิงข่าวและวิชาการ 3-4 เรื่อง แล้วตอบคำถาม (มีทั้งเขียนตอบ ช้อยส์ เติมคำ ถามถูกผิด) มีเวลาให้ 60 นาที พาร์ตนี้ยากตรงเรื่องบริหารเวลาค่ะ เราต้องมีเทคนิคการอ่านและทำข้อสอบเพื่อทุ่นเวลา


 
         3. การเขียน (Writing) : มี 2 ส่วนคือพาร์ตอ่านบทความแล้วตอบคำถาม 250 คำ (ใส่ Opinion ได้)กับพาร์ตที่ต้องอธิบายสถิติในรูปแบบต่างๆ ทั้งแผนภูมิ ตาราง พายชาร์ต ฯลฯ ซึ่งเราต้องรู้วิธีเขียนที่ถูกต้อง เพราะมันจะมีรูปแบบของภาษา Academic ที่ต้องเรียนมาก่อน คิดเองไม่ได้
 
         4. การพูด (Speaking) : จับเวลา 15 นาที คุยกับกรรมการ 1:1 บางคนคิดว่าแค่พูดภาษาอังกฤษได้ก็สบายแล้ว แต่จริงๆ เขาไม่ได้วัดแค่แกรมมาร์อย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลต่อคะแนนด้วย เช่น รูปแบบการใช้ภาษา คำศัพท์ สำเนียง ความเป็นธรรมชาติ ฯลฯ คนมักพลาดเพราะกดดันและตื่นเต้น นึกศัพท์ไม่ออก ไม่เข้าใจคำถาม หรือตอบผิดประเด็น


 
         ทั้งนี้คะแนน IELTS จะเรียกว่า “แบนด์” (Band) เพิ่มทีละ 0.5 มีตั้งแต่ 0.5 - 9.0 (สูงสุด) ถ้าจะยื่นหลักสูตรอินเตอร์ ส่วนใหญ่เกณฑ์จะอยู่ที่ 6.0 ขึ้นไป ถ้าเมืองนอกเลยอย่างต่ำๆ ก็ 6.0 - 7.0 บางคนคิดว่าถ้าใช้ภาษาแม่คงได้เต็มกันหมดเลยสิท่า แต่จริงๆ มีแค่ 1% เท่านั้นที่ได้ 9.0 เพราะเขาไม่ได้วัดสกิลสื่อสารในชีวิตประจำแบบ TOEIC แต่วัดทั้งศัพท์วิชาการ การวิเคราะห์และใช้เหตุผลด้วย
 

คะแนนเฉลี่ยของคนไทย จากสถิติปี 2017
Cr.
www.ielts.org
 

แล้วทำไมถึงต้อง “Westminster”
 

         จากความท้าทายที่เล่าไป จะเห็นว่าเราต้องเทรนภาษาเชิง Academic กันเน้นๆ เก็บเทคนิค และหาวิธีทำความคุ้นเคยกับข้อสอบ วันนี้เราเลยอยากแนะนำสถาบันที่ให้ครบจบตั้งแต่ติวสอบ ลองสนาม สอบจริง ไปจนถึงขั้นแนะแนวเพื่อศึกษาต่อเลยค่ะ
 
         สถาบันที่ว่านี้คือ Westminster จุดเด่นที่เขาภูมิใจนำเสนอคือ Academic Director ผู้วางหลักสูตรของที่นี่ คืออาจารย์ “Richard Hallows” ผู้เขียนหนังสือ “IELTS Express” เล่มเดียวกับที่ British Council ใช้สอนทั่วโลก (อาจารย์ท่านนี้แหละเป็นผู้เขียน หาที่ไหนไม่ได้ในประเทศไทยแล้ว!) แถมท่านยังเคยสอบในมหาวิทยาลัยดังระดับโลก อย่าง Queen Mary, University of London ล่าสุดเพิ่งได้รับเชิญให้กลับไปสอน Pre-sessional English ที่ Imperial College London เป็นปีที่ 2 ติดกันอีกด้วยค่ะ
 
อาจารย์ Richard Hallows – Academic Director



 

สถาบันที่เป็นทุกอย่างให้นักเรียนแล้ว!
 

Step 1 : เป็นที่เรียน
 
         เริ่มจากมี Test จัดระดับนักเรียนให้อยู่คลาสที่เหมาะสม (ทั้งหมดมี 3 ระดับ) สอนทั้ง 4 ทักษะที่ต้องเจอในข้อสอบ โดยอาจารย์คุณภาพที่เป็น Native Speaker ส่งตรงจากเมืองนอกเลยค่ะ ข้อดีที่สังเกตได้คือเขาจะจำกัดให้ผู้เรียนไม่เกิน 12 คนต่อคลาส และมีคลาสเรียนตัวต่อตัวด้วย






 
         หากอิงจากนักเรียนคลาส Advanced IELTS มีคลาสนึงที่ได้ 6.5 - 7.5 ยกชั้น ยังไม่นับคลาสอื่นที่มีคนสอบได้สูงถึง 8.5 ด้วยค่ะ (สุดยอดมาก ยอมมมม) ซึ่งคะแนนระดับนี้ใช้ยื่นอินเตอร์หรือเมืองนอกได้สบายๆ เลยค่ะ

ตัวอย่างผลสอบ IELTS ของนักเรียนจาก Westminster

 
Step 2 :  เป็นที่ซ้อมมือ
 
         ถ้าใครลงเรียนหรือสอบเขาจะเปิดโอกาสให้เราลองทดลองสอบจริง (Pre-test) ก่อน 1 วัน เหมือนเป็นกันชนให้ผิดแล้วไม่เจ็บใจมาก ถ้ายังหลงลืมจุดไหนก็รีบไปรีเช็กข้อมูลให้ชัวร์ นอกจากนี้ยังทำให้เราไม่ตื่นสนามด้วย เพราะห้องที่เราใช้ลองสอบก็คือห้องเดียวกับที่สอบจริงเลยค่ะ
 
Step 3 : เป็นสนามสอบ
 
         อยากจะบอกว่าการได้เรียนกับสอบที่เดียวกัน ช่วยลดความเลิ่กลั่กได้ดีมากก ถ้าวันสอบจริงเราต้องมาเจอบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย อาจทำให้เราตื่นเต้นกดดัน เสียคะแนนไปอย่างที่ไม่ควรจะเสีย มันจะดีแค่ไหนถ้าเราได้สอบที่เดียวกับห้องที่มาเรียนทุกวัน รู้จักทุกซอกทุกมุม นั่งจิบกาแฟเบาๆ Say hi กับเจ้าหน้าที่เพื่อรับกำลังใจก่อนเข้าห้อง บวกกับเพิ่งสอบ Pre-test ไปเมื่อวาน เลยเป็นข้อดีที่ว่าทำไมการเรียนและสอบในที่เดียวกันถึงช่วยให้คะแนนดีขึ้นได้
 
วิธีสอบมีทั้ง Paper และ Computer
 
          1. Paper-based - สอบในกระดาษ จำกัดห้องละไม่เกิน 25 คน รอผล 14 วันทำการ
          2. Computer-delivered - สอบผ่านคอมพ์ (ยกเว้นพาร์ต Speaking สอบกับกรรมการเหมือนเดิม) มีหูฟัง Wireless ให้ จำกัดห้องละไม่เกิน 10 คน รอผลประมาณ 3-5 วันทำการ
 



 
Step 4 : เป็นที่ปรึกษา
 
         นอกจากดูแลดีตั้งแต่ติวยันสอบแล้ว Westminster ยังได้รับความไว้วางใจจากมหาวิทยาลัยกว่า 100 แห่งในอังกฤษและอเมริกา ให้เป็นที่ปรึกษาช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนที่อยากเรียนต่อสถาบันเหล่านั้นด้วยค่ะ งานนี้เจ้าหน้าที่ได้บินไปเทรนถึงอังกฤษ เยี่ยมชมสถาบัน นั่งฟังอบรมเก็บข้อมูล และทำใบสมัคร 
 
         ดังนั้นถ้าเรามีไอเดียว่าอยากเรียนอะไรที่ไหน ก็ติดต่อไปที่สถาบัน เขาจะแนะนำว่าที่ไหนเปิดหลักสูตรนั้นบ้าง หลักเกณฑ์คืออะไร เตรียมเอกสารอะไรบ้าง จากนั้นเขาจะเช็กความเรียบร้อยของเอกสารและประสานงานดำเนินขั้นตอนการสมัครให้ คอยติดตามผล หาที่พัก ไปจนถึงดูแลเรื่องวีซ่า ที่สำคัญ ถ้าใครเรียนต่ออังกฤษ เขามีออฟฟิศที่ลอนดอนให้เป็นจุดติดต่อเมื่อน้องๆ ต้องการความช่วยเหลืออีกด้วย (ในอนาคตจะมีที่จีนอีก) ทั้งหมดนี้คือสิทธิพิเศษสำหรับคนที่สมัครเรียนหรือสอบที่นี่ค่ะ






 
         เรียกว่าครบวงจรและดูแลกันแบบสุดๆ เลยค่ะ นี่คือความดีงามที่เราหยิบมาเล่าให้น้องๆ เก็บเป็นทางเลือก ใครสนใจสามารถศึกษารายละเอียดต่อได้ที่ Westminster ปัจจุบันมี 3 สาขา คืออาคารจัสมิน (สุขุมวิท23) เชียงใหม่ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ส่วนเซ็นทรัลลาดพร้าวจะเปิดเดือน ต.ค. นี้ สุดท้ายพี่ก็ขอให้น้องๆ ทุกคนได้สถาบันที่ตั้งใจไว้ ถ้าตั้งเป้าหมายไว้แล้วอย่าท้อเด็ดขาด พยายามให้ถึงที่สุดแล้วเราจะไม่เสียใจทีหลังนะคะ Fighting!




 
Official Websites
เรียน IELTS สอบ IELTS www.westminster.co.th
แนะแนวเรียนต่อต่างประเทศ www.win-ed.com
 
Facebook Fanpage
10 สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ IELTS

เจาะลึกเนื้อหาการสอบ IELTS

 


 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=prnew

ข่าวประชาสัมพันธ์ - ผู้เขียน

ข่าวประชาสัมพันธ์ภายในเว็บไซต์ Dek-D.com

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #Westminster #IELTS #BritishCouncil

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?