/>

นั่งวีลแชร์ก็ไม่มีปัญหา! เมื่อญี่ปุ่นพัฒนาเมืองให้ "เป็นมิตร" กับผู้สูงอายุและผู้พิการ []

วิว
      สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคน มีใครเคยรู้สึกยากลำบากในการเดินทางหรือเข้าถึงสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันบ้างมั้ยคะ? ถ้าพูดอย่างนี้อาจจะไม่ค่อยเห็นภาพกันเท่าไหร่ แต่ถ้ายกตัวอย่างให้ดูอย่างเช่นเดินๆ อยู่บนทางเท้าแล้วสะดุดอิฐที่เผยอขึ้นมา หรือแบกของชิ้นใหญ่และหนักมากๆ แต่ต้องคลำทางขึ้นบันไดเพราะไม่มีลิฟต์ น้องๆ น่าจะพอเข้าใจกันมากขึ้น พอมีเงื่อนไขแบบนี้ขึ้นมาที กว่าจะทำอะไรเสร็จสักอย่างเรียกได้ว่าต้องใช้พลังงานไปมากโข แล้วลองนึกดูว่าขนาดเราๆ ที่อยู่ในสภาวะปกติยังเหนื่อยขนาดนี้ แล้วคนเฒ่าคนแก่หรือคนพิการล่ะเค้าจะลำบากกันขนาดไหน?

 

Photo Credit: https://unsplash.com/
 
       สิ่งที่พี่กำลังพูดถึงนี้คือการที่เมืองไม่เป็นมิตรกับประชาชน หรือพูดง่ายๆ ก็คือการที่สิ่งต่างๆ ในเมืองนั้นไม่ซัพพอร์ตการใช้ชีวิตประจำวันของคนทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนพิการ พูดกันตามตรงในสมัยก่อนเราอาจไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้กันสักเท่าไหร่ แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญและตั้งคำถามกับสภาพความเป็นอยู่ในบ้านเรามากขึ้น อย่างเช่นเรื่องการใช้สะพานลอยนั้นดีจริงหรือเปล่า? เพราะแม้จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้จริง แต่เป็นการผลักภาระให้ผู้เดินทางอย่างผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้วีลแชร์ด้วยเช่นกัน (เอาจริงในวันที่ปวดขาพี่เองยังไม่อยากใช้เลยค่ะ T _ T)

 

ร่องระหว่างรถไฟกับชานชาลาเป็นอุปสรรคในการขึ้นรถไฟสำหรับคนนั่งวีลแชร์
Photo Credit: Alamy via https://www.theguardian.com/
 
       ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยเท่านั้นนะคะ ความจริงแล้วที่ต่างประเทศเองก็มีปัญหาในเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน แต่พอเริ่มมีการเคลื่อนไหวในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ประชาชนจึงมองว่าการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนสมควรได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการก็ตาม เพราะฉะนั้นปี 1970 เป็นต้นมา จึงมีการผลักดันแนวคิด "Universal Design" หรือการออกแบบเพื่อทุกคนขึ้น เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตประจำวันด้วยตัวเองได้ราบรื่นที่สุดนั่นเองค่ะ
 
       แล้ว Universal Design มีความพิเศษยังไงล่ะ? คำตอบคือเป็นการออกแบบสภาพแวดล้อมหรือสิ่งของให้คนสามารถใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แตกต่างจากการออกแบบเพื่อกลุ่มผู้ใช้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ที่นึกไม่ถึงคือของบางอย่างที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันก็เป็นผลมาจาก Universal Design ด้วยค่ะ อย่างเช่น ประตูอัตโนมัติตามห้างร้าน เพราะช่วยให้เด็กและผู้สูงอายุไม่ต้องออกแรงในการผลักหรือเลื่อนประตู รวมถืงผู้พิการหรือใช้วีลแชร์ก็สามารถเข้าออกได้สะดวกด้วยเหมือนกัน 

 

การออกแบบที่ช่วยให้ผู้พิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นขึ้น
Photo Credit: https://www.theguardian.com/

 
       เมื่อแนวคิด Universal Design กลายเป็นเรื่องสากล สิ่งที่ตามมาคือการสร้างเมืองแบบ "Accessible City" ค่ะ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือเมืองที่ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้พิการ ใช้ชีวิตได้ราบรื่นที่สุด สามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทาง ระบบคมนาคม อาคารบ้านเรือน ซึ่งพี่จะขอพาน้องๆ ไปดูประเทศไม่ใกล้ไม่ไกลบ้านเราอย่างญี่ปุ่นกันค่ะ เนื่องจากญี่ปุ่นนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในปี 2008 กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว เลยออกกฎหมาย “Barrier-Free” เพื่อพัฒนาโครงสร้างต่างๆ ให้คนสามารถเข้าถึงได้และมีความปลอดภัย รวมถึงผู้ที่ใช้วีลแชร์ด้วย

 

 
       แน่นอนว่า 1 ในสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตในเมืองคงหนีไม่พ้น "ระบบขนส่งสาธารณะ" ซึ่งญี่ปุ่นเค้าพัฒนาเพื่อให้ผู้พิการสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เริ่มตั้งแต่ตอนซื้อตั๋วเลยค่ะ เค้าติดตั้งเครื่องซื้อตั๋วในระดับที่ต่ำลง เพื่อให้ผู้ที่นั่งวีลแชร์สามารถกดซื้อตั๋วเองได้ นอกจากนี้หน้าจอยังเป็นระบบสัมผัส มีระบบเสียง และอักษรเบล (ในภาษาญี่ปุ่น) เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถใช้งานได้ด้วยเช่นกัน ส่วนเวลาเดินทางถ้าเป็นสถานีเก่าที่ยังมีร่องระหว่างชานชาลาและรถไฟ จะมีเจ้าหน้าที่สถานีช่วยนำแผ่นรองมากางให้วีลแชร์สามารถขึ้นไปได้ ส่วนสถานีที่ใหม่ขึ้น ผู้ใช้วีลแชร์สามารถเคลื่อนรถเข็นเข้าไปด้วยตัวเองได้เลยเพราะไม่มีร่องระหว่างรถไฟและชานชาลาแล้วค่ะ
 
       พี่ขอแอบเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่พบตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นมาสักหน่อย พี่เจอคนนั่งวีลแชร์ขึ้นรถไฟและเมโทรหลายครั้งมากๆ ที่สำคัญคือเค้ามาคนเดียวกันด้วยค่ะ ไม่ต้องมีคนเข็นหรือคอยช่วยเหลือเลย ที่สำคัญเลยคือประตูกั้นที่ใช้สแกนตั๋วกว้างมากกก แบบลากกระเป๋าเดินผ่านได้ชิลล์ๆ แถมประตูจะเปิดกว้างไว้ตลอดโดยไม่มีแผงกั้น เซ็นเซอร์ก็เร็วสะใจแตะบัตรปุ๊บเดินสับเท้ากันฉับๆ ตอนแรกพี่ก็แอบงงว่าแล้วจะไม่มีคนแอบเนียนเดินเข้าไปโดยไม่แตะบัตรเหรอ แต่ถ้ามีคนจะเดินผ่านโดยไม่ยอมสแกนตั๋ว ตัวแผงกั้นก็จะยื่นมาปิดทางอย่างรวดเร็วไม่ให้เราเข้าไปได้แทน (พี่โดนมาแล้วเพราะว่าเด๋อ สแกนตั๋วผิดค่ะ แหะ) แถมวิธีนี้ยังตัดปัญหาการโดนที่กั้นหนีบด้วย ดีมาก!

 

Photo Credit: https://steemit.com/
 
       ถัดมาอีกอย่างที่เรียกได้ว่าครบวงจรมากๆ คือห้องน้ำนี่แหละค่ะ อย่างที่รู้ว่าห้องน้ำสาธารณะที่ญี่ปุ่นไฮเทคมากกก ส่วนใหญ่จะเป็นชักโครกไฮโซแบบมีปุ่มให้กด และมักจะมีราวสำหรับให้ผู้สูงอายุไว้จับด้วย แต่ที่น่าประทับใจไม่ใช่แค่นี้นะคะ เพราะเค้ายังคำนึงถึงคุณแม่ที่พาลูกอ่อนมาคนเดียวด้วยเหมือนกัน ในห้องน้ำมักจะมีที่สำหรับเปลี่ยนผ้าอ้อมอยู่ด้วย และที่พี่ว้าวมากๆ เลยคือที่นั่งสำหรับเด็กอ่อนในระหว่างที่คุณแม่ทำธุระในห้องน้ำค่ะ ไม่ต้องกังวลว่าจะเข้าห้องน้ำยังไง วางลูกไว้ที่ไหนดี จับน้องนั่งลงไปเลย ไอเดียดีเวอร์

 
       นอกจากนี้รถบัสในเมืองก็พัฒนาให้ผู้ที่นั่งวีลแชร์สามารถขึ้นบนรถได้เช่นกัน และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็เริ่มรองรับผู้พิการมากขึ้น อย่างเช่นที่วัดเซนโซจิ ในโตเกียว ก็ติดตั้งลิฟต์สำหรับผู้ใช้วีลแชร์ด้วยค่ะ
 

Photo Credit: https://japan-forward.com/

 
       ความจริงแล้วยังไม่มีเมืองไหนที่เป็น Accessible City ได้ 100% พูดกันตามตรงก็ยากไม่ใช่น้อยเหมือนกันนะคะ แต่พี่ว่าถือเป็นเรื่องที่ดีถ้ารัฐหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ หวังว่าเมืองไทยเองก็จะปรับหลายๆ อย่างให้มีการพัฒนาเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานได้เร็วๆ เหมือนกันเนอะ

 
Sources:
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=jelly

พี่เยลลี่ - ผู้เขียน

อักษรศาสตร์ เอกมโน โทติ่ง หิวชานมตลอดเวลาและเป็นทาสลูกน้องแมว

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #Universal Design #ญี่ปุ่น #Accessible City

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?