/>

ตีแผ่ชีวิตติดหนี้ของไอดอล KPOP: ทำไมเดบิวต์หลายปี แต่รายได้ยังเป็นศูนย์? []

วิว
        อันยองครับน้องๆ ชาว Dek-D … คราวก่อนพี่วุฒิได้เล่าเรื่องลับๆ เกี่ยวกับวงการไอดอล KPOP ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจมาก แต่ยังไม่ได้เจาะลึกมากนัก วันนี้เลยจะหยิบอีกเรื่องรายได้ของไอดอลมาเล่าอีกรอบ อย่างช่วงนี้เรามักจะเห็นข่าวที่ไอดอลออกมาบอกว่า ถึงแม้จะเดบิวต์มาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่มีรายได้เลยสักบาทแถมยังต้องใช้หนี้บริษัทอีกด้วย! พอฟังแล้วก็คิดว่า หนี้มันต้องเยอะขนาดไหนกันนะ แล้วกว่าจะลงทุนเพื่อเดบิวต์หรือให้ศิลปินคัมแบค บริษัทต้องใช้เงินมากมายขนาดไหน วันนี้เราจะมาลงรายละเอียดเรื่องนี้กันครับ

 
        ก่อนอื่นเรามาดูตัวอย่างไอดอลจากวงต่างๆ ที่ได้ออกมาเปิดเผยว่าตัวเองยังไม่มีรายได้แม้จะเดบิวต์มานานแล้วกันก่อนดีกว่า ยกตัวอย่างเช่นพวกเค้าเหล่านี้ … 
 

 
        'ชาโอลู' อดีตสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปจากวง Fiestar เคยได้ออกมาเผยเรื่องความกังวลในอนาคตของเธอสำหรับชีวิตในวงการว่า "ตลอด 6 ปีที่ผ่านมาสำหรับการเป็นไอดอล รายได้ของฉันยังเป็นศูนย์อยู่เลยค่ะ ฉันทำงานทุกวันนี้เหมือนไม่ได้อะไรเลย คุณพอจะเข้าใจความกังวลของฉันใช่มั้ยคะ ... ปีหน้าฉันก็อายุจะ 32 แล้ว แต่ฉันยังได้เงินสำหรับใช้จ่ายจากบริษัทแค่เพียงดือนละ 5 แสนวอนเท่านั้น (ประมาณ 13,000 บาท) จึงทำให้ฉันคิดว่าควรทำอะไรสักอย่างที่เป็นชิ้นเป็นอันได้แล้ว ตอนนี้ฉันจึงอยากเปิดร้านอะไรสักอย่างขึ้นมาสักร้าน" 
       
        เช่นเดียวกันกับ 'ฮเยมี' สมาชิกจากวงเดียวกันก็เพิ่งออกมาเผยเรื่องนี้เช่นกัน พร้อมบอกถึงหนึ่งในสาเหตุว่าทำไมถึงทำให้วง Fiestar ไม่มีรายได้แม้จะเดบิวต์มานานกว่า 6 ปี ว่า
 
        "รายได้ของฉันจากการโปรโมทวง Fiestar คือ 0 วอนค่ะ เพราะว่าตอนนั้นค่ายของเราลงทุนเรื่องคอสตูมที่ใส่ขึ้นบนสเตจมากๆ แต่ผลตอบรับกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าฉันจะไม่มีรายได้เลย แต่ทางค่ายก็ยังออกค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวันให้กับพวกเราอยู่เสมอ"

 

 
        เมื่อปีที่แล้ว วง DIA ที่บางคนอาจจะคุ้นชื่อกันมาบ้าง เพราะมีสมาชิกที่มีชื่อเสียงอย่าง 'แชยอน' ที่เคยโปรโมทกับวง I.O.I ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อในงานโชว์เคสคัมแบคของวงว่า ตลอด 4 ปีที่ทำงานกันมา พวกเธอยังไม่มีรายได้แม้แต่สักวอนเลย
 
        "พวกเรายังต้องพึ่งพาเงินจากพ่อแม่ใช้อยู่ค่ะ เพราะว่าวง DIA ยังไม่มีรายได้เลย แต่ตอนนี้เราก็กำลังมุ่งมั่นกับความสำเร็จแทนที่จะทำเงินอย่างเดียว พวกเราอยากจะก้าวต่อไปเพราะเรายังได้รับกำลังใจจากแฟนคลับอยู่เสมอ ถึงแม้จะยังทำเงินไม่ได้ในตอนนี้ แต่เรายังคงรักในการแสดงของเรา"
 
        'ยูนีซ' เมนโวคอลของวง ได้กล่าวเสริมว่า "สิ่งที่ฉันจะทำเมื่อได้รับเงินก่อนแรกคือ อยากซื้อของขวัญให้กับพ่อแม่ค่ะ อย่างคนรุ่นราวคราวเดียวกันเวลาไปทำงานพาร์ทไทม์ สิ่งแรกที่พวกเค้าทำหลังได้เงินคือ ซื้อของขวัญให้ครอบครัว ฉันเห็นแล้วอิจฉามากค่ะ" (โอ้ยยย อ่านแค่นี้ยังจุกแทนเลยเนี่ย TT) 
 
        'กีฮีฮยอน' เมนแร็ปเปอร์ของวงยังเสริมด้วยประโยคจุกๆ อีกว่า "ตอนนี้ฉันยังได้เงินช่วยเหลือจากพ่อแม่อยู่ค่ะ ดังนั้น ฉันจึงอยากหยุดรับมันและยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง" 

 

 
        ถัดมาที่วง Momoland ที่ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมาจะเป็นปีทองของพวกเธอ หลังจากปล่อยเพลง Bboom Bboom จนกลายเป็นไวรัลเรียกว่าจุดกระแสให้กับตัววงจนทำให้คนรู้จัก แต่อย่างไรก็ตามสมาชิกของวงได้ออกมาเผยว่า แม้ว่าวงจะดังแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังทำงานใช้หนี้ค่ายอยู่เลย TT
 
        ยอนอู ได้เผยตอนที่มาแข่งในรายการวาไรตี้อย่าง Village Survival, The Eight 2 ของช่อง SBS ว่า "ถ้าหากได้เงิน 10 ล้านวอนจากการแข่งขันครั้งนี้ ก็จะถือว่าเป็นเงินก้อนแรกที่ได้หลังจากการทำงานเลย เพราะว่าตั้งแต่เดิบวต์มาฉันยังไม่ได้ผลตอบแทนแม้แต่สักวอนเดียวค่ะ ตอนนี้ฉันยังเป็นหนี้อยู่ และทุกวันนี้ก็ยังวนเวียนทำงานเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ค่าย" (อาจจะเพราะว่าค่ายลงทุนกับการทำรายการเซอร์ไววัลเพื่อค้นหาวง Momoland ไว้เยอะมากด้วยหรือเปล่านะ)  
 
        "ฉันได้รับค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออาหารต่อมื้อ 7 พันวอนค่ะ (ประมาณ 180 บาท) และเพิ่งจะปรับเพิ่มขึ้นมาไม่นานเป็นมื้อละ 10,000 วอน (ประมาณ 260 บาท) ถ้าชนะและได้เงินจากการแข่งขันครั้งนี้ ฉันก็จะนำเงินไปกินของอร่อยๆ ค่ะ "

 

 
        Madtown ก็เป็นอีกหนึ่งวงที่เดบิวต์มาหลายปีแต่ก็ยังไม่มีรายได้จนถึงวันสุดท้ายที่ต้องยุบวง ก่อนหน้านั้น 'โฮ (H.O)' อดีตสมาชิกของวงก็ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ Afreeca TV ถึงความยากลำบากของชีวิตไอดอลเอาไว้ว่า 
 
        "วงการนี้แข่งขันกันดุเดือดมาก และหนี้สินมากมายก็จะก่อตัวหลังจากที่เราเดบิวต์ มันจำเป็นต้องมีเงินอย่างน้อย 500 ล้านวอน (ประมาณ 13 ล้านบาท) เพื่อใช้ในการถ่ายทำ MV รวมถึงทำเพลง คอสตูม ค่าอาหาร เป็นต้น และถ้าในวงมีสมาชิก 7 คน นั่นเท่ากับว่าใช้เงินในการเดบิวต์คนละ 70 ล้านวอน (ประมาณ 1.8 ล้านบาท) ซึ่งคำถามก็คือ มันเป็นได้มั้ยที่พวกเค้าจะสามารถทำเงินได้ถึงจำนวนเงินที่ลงทุนไปถึง 500 ล้านวอนในการโปรโมทครั้งเดียว?"
 
        โฮยังบอกเสริมอีกว่า "ไอดอลไม่ได้เงินหรอกตอนที่ไปออกรายการเพลง ความจริงแล้วการที่ไปออกรายการเพลงเหมือนเพื่อไปขึ้นโปรโมทให้คนรู้จักตัววง เราไม่ได้เงินในส่วนนั้นเลย ซึ่งรายได้จริงๆ จะมาจากพวกอีเวนต์ คอนเสิร์ต งานทัวร์ในต่างประเทศ และการขายอัลบั้มซะมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าวงที่ไม่ดังจะสามารถสร้างได้ถึง 500 ล้านวอนได้ยังไง มันเป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ ดังนั้น พวกเราจึงลงเอยด้วยการเป็นหนี้ก้อนโต"
 

 
        และล่าสุดกับ ‘ซองฮยอน’ ไอดอลหนุ่มจากวง IN2IT ที่เพิ่งไปแข่งขันรายการ PRODUCE X 101 ก็ได้ประกาศลาออกจากวงเรียบร้อยแล้ว พร้อมเผยว่าตั้งแต่เดบิวต์มาเค้าไม่เคยได้รับรายได้แม้แต่สักวอน อีกทั้งยังต้องใช้หนี้ในการลงทุนทำรายการ BOYS24 รายการเซอร์ไววัลของ MNET เพื่อค้นหาผู้ชนะและได้เดบิวต์กับวง IN2IT อีกด้วย   
 
        โดยสรุปข้อความจากไอจีส่วนตัวของซองฮยอนได้ใจความว่า "หลังจากเซ็นสัญญาเดบิวต์วง IN2IT ที่มาจากรายการ BOYS24 จนถึงตอนนี้เป็นเวลา 2 ปี ผมยังไม่เคยได้ได้รับรายได้หรือค่าตอบแทนจากสัญญาเลย มีได้แค่เพียงค่าใช้จ่ายโทรศัพท์ เดือนละ 50,000 วอน หรือประมาณ 1,300 บาท ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็รู้ว่ามีไอดอลมากมายก่อนที่จะมีรายได้ก็ต้องเผชิญปัญหาเช่นเดียวกับผม"
 
       "ผมตัดสินใจแข่งขันรายการ PRODUCE X 101 เพราะหวังว่ามันจะเป็นโอกาสดีที่ทำให้คนรู้จักวงเราเพิ่ม แต่มันก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จดังที่หวัง ซึ่งหลังจากรายการจบลง ทางบริษัทก็ไม่แพลนที่จะคัมแบควง IN2IT ในขณะที่ครอบครัวของผมก็เจอปัญหาเรื่องการเงิน พ่อผมเป็นคนขับแท็กซี่และมีอาการปวดหลังจนต้องพักงาน ผมเองช่วยเหลือครอบครัวไม่ได้เลยเพราะว่าไม่มีรายได้ ผมพยายามหาทางออกกับบริษัทเพื่อขอโปรโมทเดี่ยว รวมถึงจัดแฟนมีตติ้ง แต่บริษัทไม่เห็นด้วย ดังนั้นผมจึงจะขอลาออกซะดีกว่า แต่เมื่อแจ้งไปแล้ว ทางบริษัทเรียกร้องให้ผมจ่ายค่ายกเลิกสัญญาถึง 350 ล้านวอน หรือ 9 ล้านบาท และตอนหลังจากหารือเสร็จก็ลดเหลือ 120 ล้านวอน หรือประมาณ 3 ล้านบาท ถ้าหาได้จึงจะยอมให้ยกเลิกสัญญา"  
 


 
        แค่รู้ถึงแต่ละเคสที่ยกตัวอย่างข้างต้น พี่เองก็รู้สึกรับรู้ถึงความยากลำบากของวงการนี้จริงๆ ในขณะที่เค้าสร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะให้กับแฟนคลับ ความจริงแล้วต้องแลกมากับอะไรบ้างก็ไม่รู้ แถมทำงานอย่างหนักหน่วงกลับไม่ได้รายได้อีกต่างหาก :( 
 
        ความจริงแล้วหลายคนก็คงพอรู้แหละว่า การลงทุนเดบิวต์แต่ละวงนั้นใช้เงินเยอะมากกก แต่ถ้าหากเดบิวต์แล้วดังก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่ แต่นั่นก็ไม่ใช่กับทุกวงหรอกเนอะ เพราะในวงการ KPOP นั้นการแข่งขันสูงอย่างบ้าระห่ำ ข้อมูลจากเว็บไซต์ Soompi บอกไว้ว่า ในแต่ละปีมีไอดอลที่เตรียมตัวเดบิวต์เฉลี่ยถึง 300 วง และมีเพียงประมาณ 50 วงเท่านั้นที่จะได้เดบิวต์ออกมาจริงๆ ซึ่งตัวเลขก็ถือว่าสูงอยู่ดี และจากจำนวนนี้ก็มีเพียงแค่ 1-2 วงเท่านั้น ที่จะได้รับการจดจำจากสาธารณะ 

 

แล้วการลงทุนเดบิวต์ 1 วงนั้นต้องใช้เงินมากขนาดไหนล่ะ?



        ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่มีศิลปินชื่อดังมากมายไม่ว่าจะ 2PM, GOT7, TWICE, DAY6, Stray Kids หรือ ITZY ก็ได้เผยค่ายใช้จ่ายในการปั้นศิลปินกลุ่มใหม่องค่ายว่า หากต้องการเดบิวต์วงที่มีเมมเบอร์ 5 คน ระยะเวลาฝึก 3 ปี จะต้องใช้งบราว 700-900 ล้านวอน (ประมาณ 18-23 ล้านบาท) ซึ่งแบ่งเงินที่ลงทุน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายทำอัลบั้ม 27 ล้านวอน (8 แสนบาท) ค่าถ่ายทำ Music Video 150 ล้านวอน (4 ล้านบาท) การถ่ายทำคอนเซ็ปต์อัลบั้ม 20 ล้านวอน (5.1 แสนบาท) และนอกจากนี้ยังค่าใช้จ่ายการโปรโมทในรายการเพลง 500 ล้านวอน (ราว 145 ล้านบาท) ซึ่งแบ่งเป็นหลายส่วน ได้แก่ ค่าออกแบบท่าเต้น ค่าแดนเซอร์ คอสตูมใส่ขึ้นสเตจ ค่าช่างแต่งหน้า รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด และค่าเบ็ดเตล็ด เป็นต้น

        นอกจากนี้ข้อมูลจากค่ายเพลงแห่งหนึ่งได้เผยไว้ว่า "ไอดอลแต่ละวงกว่าจะเดบิวต์ออกมาได้ เค้าไม่ได้เริ่มแข่งขันกับแค่วงอื่นหลังจากเปิดตัวหรอกนะ แต่พวกเค้าเริ่มแข่งขันกับคนอื่นๆ ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กฝึกในค่ายแล้ว และการจะปั้นเด็กฝึกให้กลายเป็นไอดอลสักหนึ่งวงนั้น รวมถึงการลงทุนทำอัลบั้ม แต่ละค่ายจะต้องใช้เงินกว่า 2,000 ล้านวอน (ประมาณ 52 ล้านบาท) หรือแม้ว่าทางต้นสังกัดจะพยายามลดต้นทุนแล้วก็ตาม เงินลงทุนในการเดบิวต์อย่างน้อยอยู่ที่ 1,500 ล้านวอน (ประมาณ 38.5 ล้านบาท) แต่ค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็รวมไปถึงค่าใช้จ่ายตั้งแต่ตอนเป็นเทรนนี่ นั่นเท่ากับว่าพวกเค้าไม่ได้หาเงินใช้หนี้หลังจากแค่เดบิวต์ แต่ต้องใช้หนี้ตอนเป็นเทรนนี่ด้วย"
 

 
        แต่ถ้าพูดถึงค่ายใหญ่ๆ ที่มีเงินลงทุนมหาศาล ก็คงจะไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้มากนัก แค่สังเกตจากจำนวนเทรนนี่ของแต่ละค่ายก็สามารถบอกได้ถึงความพร้อมในการลงทุนทำวง อย่างค่ายสีชมพู SM Entertainment นั้นสามารถรับเด็กฝึกเขามาเทรนได้มากถึง 20-30 คนในเวลาเดียวกัน ในขณะที่ค่ายเล็กๆ อาจจะไม่ได้มีเงินในการลงทุนเทรนเด็กฝึกมากนักจึงอาจจะเทรนได้เพียง 5 คนเท่านั้น 
 
        พูดถึงระยะเวลาในการฝึกก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนอีกเช่นกัน เด็กเทรนในค่ายต่างๆ ส่วนใหญ่จะต้องเซ็นสัญญากับทางต้นสังกัดอย่างน้อย 6 - 12 เดือน พอสัญญาหมดก็สามารถต่อได้หรือจะออกจากค่ายก็ได้เช่นกัน ข้อมูลจากค่ายเพลงแห่งหนึ่งเผยออกมาว่า "เด็กเทรนส่วนใหญ่ที่ได้รับการฝึกกับทางค่ายมีโอกาสได้เดบิวต์หมดทุกคน แต่หลายครั้งพวกเค้ามักเกิดเปลี่ยนใจ อยากย้ายค่ายขึ้นมากระทันหัน จึงจำเป็นต้องมีการเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้"
 
        ในระหว่างการเทรน บริษัทจะต้องลงทุนจ่ายค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าจ้างครูมาสอนเต้น สอนร้องเพลง ซึ่งบริษัทไหนที่มีเงินลงทุนเยอะๆ จะไม่ค่อยกระทบเรื่องนี้ แต่กับบริษัทเล็กๆ ถือว่าค่าใช้จ่ายก็สูงอยู่ บริษัทแห่งหนึ่งเผยว่า "บางทีแค่พวกเค้าไม่ได้มีการฝึกอะไร แค่กินนอนถอนหายใจไปเฉยๆ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อเดือนก็ตกที่ประมาณ 30 ล้านวอนแล้ว (ราว 7.8 แสนบาท)" 
 
        และด้วยค่าใช้จ่ายที่มากมายขนาดนี้ บางบริษัทจึงใช้เวลาในการฝึกเด็กเพียงระยะสั้นแล้วจึงเดบิวต์เลย เพราะถ้าฝึกนานก็ยิ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายมากขึ้นไปอีก โดยบริษัทเล็กๆ ส่วนใหญ่จะเดบิวต์วงหลังจากเทรนไปแค่ 2 ปีเท่านั้น ผิดกับค่ายเพลงใหญ่ๆ ที่ตัวเลือกเยอะกว่า เงินเยอะกว่า จึงไม่ได้เดือดร้อนเรื่องตรงนี้ว่าจะต้องรีบเดบิวต์เร็วๆ 
 
        "บริษัทจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายฝ่ายต่างๆ เช่น ฝ่ายดูแลจัดการศิลปิน ฝ่ายการตลาด ฝ่ายการจัดการทั่วไป และค่าโปรดักชั่นในการผลิตต่างๆ และถึงแม้ว่าลงทุนไปแล้ว อัลบั้มนั้นไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ต้องแบกรับหนี้ก็คือบริษัทเอง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมค่ายเพลงมากมายค่อยๆ ทยอยปิดตัวลงไป"
 

 
        แหล่งข้อมูลหลายแห่งจากการรวบรวมโดยเว็บไซต์ Soompi สรุปไว้ว่า หากต้องการการันตีว่าเดบิวต์ออกมาแล้วจะดังและปังจริง มีแค่เพียง 2 ทางเท่านั้นคือ ออดิชั่นและเป็นเด็กฝึกของค่าย BIG3 อย่าง SM, JYP และ  YG และอีกทางเลือกหนึ่งคือ เข้าแข่งขันรายการเซอร์ไววัลชื่อดังอย่าง PRODUCE101
 
        แต่ก็ไม่ได้แปลว่าค่ายเล็กๆ จะไม่ประสบความสำเร็จเสมอไปนะครับ เพราะว่าก็มีตัวอย่างศิลปินที่มาจากค่ายเล็กๆ หลายวงเลยที่ประสบความสำเร็จและมีให้เห็นในปัจจุบัน อย่างวง G-FRIEND หรือชองฮา ก็เป็นไอดอลที่มาจากค่ายเล็กๆ แต่ด้วยความสามารถของศิลปินก็พาไปให้ตัวเองเป็นที่รู้จักได้ หรืออีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในยุคนี้อย่างวง BTS บอยกรุ๊ปที่ดังเป็นพลุแตกทั้งในเกาหลีและในต่างประเทศ ก็เป็นอีกวงที่มาจากค่ายเล็กๆ เช่นกัน ซึ่งความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้นั้นมันก็ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งตัวศิลปินเอง การเทรน รวมถึงแผนการโปรโมทของค่ายด้วย ซึ่งค่ายเล็กๆ หลายค่ายจะขาดในส่วนนี้ เพราะมีแค่เงินลงทุนแต่ไม่ต่อยอด ไม่จัดการให้ดี มันก็ไม่สามารถพาวงไปไกลได้ 

 


 
        พี่ก็เพิ่งรู้เหมือนกันนะครับเนี่ยว่าเงินที่ใช้ในการลงทุนเดบิวต์วง KPOP สักวงมันสูงขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบางวงที่ไม่ประสบความสำเร็จถึงออกมาพูดอยู่บ่อยๆ ว่าเป็นหนี้ค่าย เพราะเงินที่ใช้ในการลงทุนมันเยอะจริงๆ สุดท้ายเอาเป็นว่า หากเรารักเราชอบวงไหน ก็ช่วยอุดหนุนและซัพพอร์ตศิลปินที่เรารักกันเถอะเนอะ แต่ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับไหวและไม่เดือดร้อนใครนะครับน้องๆ เพราะว่าคนที่เปย์มากๆ จนติดหนี้ อาจจะเป็นเราก็ได้นะครับ ><

 
Source:
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=wut_

พี่วุฒิ - ผู้เขียน

มนุษย์ 4 มิติผู้หลงใหลในเพลงเกาหลี ชาเนสที และหมูกระทะ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#KPOP #FIESTAR #IN2IT #MADTOWN #MOMOLAND #DIA #X1

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?