/>

'ซาร่า' สาวข้ามเพศที่ได้ทุนสถานทูตไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาฟรี กับโครงการ YSEALI []

วิว
        สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D วันนี้คอลัมน์ประสบการณ์เด็กนอกมีเรื่องราวสนุกๆ ของนักเรียนทุนแลกเปลี่ยนโครงการ YSEALI มาฝาก ใครที่กำลังเตรียมตัวสมัครโครงการนี้ ห้ามพลาดเรื่องนี้เลยนะครับ ว่าแต่จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง เลื่อนมากันเลยจ้า

 

 
        สวัสดีค่ะ ต้องแนะนำตัวก่อนนะคะว่าชื่อ ซาร่า ธนพงษ์ วรรณโคตรค่ะ เรียนอยู่ที่วารสารฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ วันนี้จะมาพูดถึงประสบการณ์การไปแลกเปลี่ยนฟรีทุกอย่างกับทุนเต็มจำนวนของสถานทูตอเมริกาค่ะ 
  
        ต้องเกริ่นก่อนว่า สถานะที่บ้านเป็นคนที่บ้านไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร ทำให้ใฝ่ฝันอยากจะไปแลกเปลี่ยนมาโดยตลอด แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไปสักทีเพราะว่าเงินไม่พอ ประจวบเหมาะกับเป็นหนึ่งในกลุ่ม LGBTQ+ ในไทยที่โดนดูถูกเพราะเพศสภาพมาก่อน ทั้งคนที่บอกว่าซาร่าเป็นเพศทางเลือกแล้วจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ จะประสบความสำเร็จไม่ได้ เลยพยายามฝึกฝนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองอยู่ตลอดและหาทุนที่เราสามารถไปต่างประเทศและสามารถเอาเรื่องความเป็นเพศที่สามของตัวเราไปพรีเซนต์ได้ จนมาเจอกับทุนเต็มจำนวน YSEALI (Young South East Asian Leaders Initiative) ด้าน Civic Engagement ค่ะ

 

ปีแรกที่สมัครกับความผิดหวังที่หนักหนา


        ต้องบอกก่อนว่าซาร่าสมัครทุนนี้ถึง 2 ครั้งด้วยกันค่ะกว่าจะได้ ครั้งแรกสมัครไปแล้วไม่แม้แต่จะผ่านเข้าไปรอบสัมภาษณ์ ตอนนั้นผิดหวังหนักมากกกก ถึงขั้นร้องไห้ออกมาอยู่ 2 วัน แต่ก็คิดเสมอว่าปีหน้าสมัครใหม่ก็ได้ ระหว่างที่รอสมัครก็ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนที่ลาว และได้ไปเจอกับศิษย์เก่าทุน YSEALI ที่เป็นคนลาว เลยถามเค้าว่าทำยังไง เค้าก็บอกว่า ทุน YSEALI เป็นทุนที่ไม่ใช่แค่ว่าคุณเก่ง พูดภาษาอังกฤษเก่งแล้วคุณจะได้ คุณจะต้องมีการบอกเค้าให้ได้ว่าถ้าได้มีโอกาสไป คุณจะกลับมาตอบแทนอะไรให้แก่สังคม ซาร่าเลยกลับมาแก้ essay ใหม่แล้วส่งไปรอบ Spring 2019 แล้วผ่านเข้าไปสัมภาษณ์ ก่อนรอบสัมภาษณ์คือเตรียมตัวหนักมากกกกกกก เพราะคำว่า Civic engagement มันค่อนข้างกว้างมาก เราก็นั่งเก็งคำถาม นึกถึงข้อดีของตัวเอง อ่านข่าวการเมือง ประเด็นสังคม พอไปถึงวันสัมภาษณ์กรรมการสัมภาษณ์เราถึง 30 นาที (สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ) ซึ่งคนก่อนหน้าเราสัมภาษณ์ไปแค่ 15 นาที เพราะกรรมการสนใจแง่มุมของคนที่เป็นเพศที่สามมาก เรื่องของกฏหมายในประเทศ เรื่องของเมืองไทยที่เป็นเมือง LGBTQ+ Friendly จริงหรือเปล่า เค้าเลยสัมภาษณ์เรานาน และถึงซาร่าจะเตรียมตัวไปดีระดับนึง พอเจอคำถามที่เกี่ยวกับประเด็นสังคมก็อึ้งไป 3 วิอยู่เหมือนกัน ไม่แปลกใจทำไมนางงามเค้าพากันช็อตไมค์ 5555 แต่ก็พยายามตอบไปให้ดีที่สุดและไม่ให้มีเดดแอร์ เสร็จแล้วก็รอผล 3 เดือนจนได้เป็น Top 5 Finalists ในที่สุดค่ะ (ฟีลนางงามเนอะ)

 

ถึงเวลาได้ไปเมกาแล้วว เย้เย้!



        ต้องบอกก่อนว่าตอนแรกไม่ตื่นเต้นเลย เพราะในใจเราคือแบบ ชั้นเตรียมตัวมาทั้งชีวิตเพื่อสิ่งนี้! 5555 มาตื่นเต้นจริงๆ ตอนที่ขึ้นเครื่องแล้วลาพ่อแม่ มันก็ใจหายนิดๆ แต่ใจนึงคืออยู่เมกาแล้ว 555 ยิ่งตอนมาลงเปลี่ยนเครื่องที่เกาหลีคือกลัวสุดฤทธิ์ เพราะประเทศนี้เค้าดูใช้กฏจริงจังกับเพศที่สาม แต่เรามากับทุนมีเอกสารต่างๆ ครบและแค่ไปต่อเครื่องเลยไม่มีปัญหา
 
       ถึงเมกาแล้ว เย้ๆ! ตอนก้าวเท้าลงเมกาเค้าเรียกเราว่า Miss คือรู้สึกได้ถึงความเท่าเทียมมากกก พอมาถึงเมกาจริงๆ วันแรกเพื่อนๆ ที่ได้ทุนหายกันไปหมดเลยค่ะ คือเราจะมีเพื่อนรวมประเทศไทยที่ได้ทุนทั้งหมด 21 คน จาก 11 ประเทศ ซึ่งรัฐที่ซาร่าไปคือ เนแบรสกา จะมีคนไทยได้ไป 3 คน พอไปถึงวันแรก ด้วยความที่เป็นคนไทยอะเนาะ เราเห็นว่าหิมะมันยังเหลืออยู่เลยไปเดินเล่น 555555 แล้วก็คุยกับเพื่อนแบบ อ้าว! คนที่รัฐนี้มีน้อยเรอะ ทำไมไม่มีใครออกมาเดินเล่นกันเลย มารู้ทีหลังว่าความจริงคนในเมืองนี้เยอะมากกก แต่เค้าหนีหนาวเก็บตัวในห้อง มีแต่ดิฉันและเพื่อนคนคนไทยที่ไม่รู้อะไรออกมาท้าลมหนาว 5555 เราและเพื่อนคนไทยก็คือเดินเล่นท่ามกลางความหนาว ตอนแรกคือสู้มาก ผ่านไปได้ 45 นาที ก็พากันวิ่งกลับมาที่พักสุดฤทธิ์ เพราะลมมันเย็นและอากาศหนาวมากกกก (ฮา)
 
         พูดถึงเรื่องที่พักกันบ้าง เราได้พักที่โรงแรม Mariott ทางโครงการเค้าจะจัดให้อยู่ห้องละคนไปเลยค่ะ (เป็นความพิเศษของเด็กทุนที่ได้มารัฐนี้) เราก็เอ็นจอยวันแรกที่เราไปถึงมาก และไม่ได้ jetlag เลย เพราะที่ไทยเรานอนตี 5 ตลอดเพื่อปรับตัวจะมาอเมริกา แล้วจะบอกว่าตลอดการใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา เราไม่เคยโดนเหยียดเรื่องเพศสภาพเลย หนำซ้ำเพื่อนจากต่างประเทศยังอยากรู้จักเรามากขึ้น บางคนอยากจะทำความรู้จักเรามากขึ้นเพราะเราเป็นเพื่อนข้ามเพศคนแรกของเค้า และคนในประเทศเค้าก็ปฏิบัติกับเราเป็นผู้หญิงคนนึง ใช้คำว่า She/ Her กับเราตลอดทำให้เรารู้สึกว่าเป็นประเทศที่เสรีจริงๆ
 

กับเพื่อนๆ ในวันแรกที่ไปเรียนค่ะ
 

เริ่มต้นเรียนกับช่วงแรกที่เครียดมาก


        กลับมาที่การเรียนกันบ้าง ต้องบอกว่า 2 วันแรกของการเรียน เราต้องปรับตัวหนักมากกกกกกก ทุกคนดูฉลาด ส่วนมากเป็นคนที่เรียนจบแล้วและทำงานแล้ว บางคนทำงานให้กับรัฐบาลในประเทศเค้า บางคนเป็น activist ที่โด่งดังในประเทศ พอเค้าคุยกันก็จะคุยกันเรื่องประเด็นสังคม เเละด้วยความที่เป็นภาษาอังกฤษแบบทางการมากกๆๆๆๆ และประเทศที่เค้าใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการอย่างฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เค้าจะใช้ภาษาอังกฤษคล่องมาก เราก็ชื่นชมเค้า แต่เราก็รู้สึกกดดันตัวเอง ช่วงสองวันแรกคือเราเครียดเลยแบบทำยังไงจะดูเก่งและฉลาดแบบเค้า จนเราก็มานั่งนอยด์ที่ห้อง แต่เราก็นึกไอเดียออกว่า เอาเวลานอยด์มานั่งสังเกตการใช้คำของเค้า ประเด็นที่เค้าพูดกัน หาความรู้เพิ่มเติม และไปทำความรู้จักให้สนิทกับเค้าเลยดีกว่า จะได้ใช้ภาษาอังกฤษแบบทางการให้คล่องขึ้น แล้วเวลาเรียนเราก็จะอยู่หน้าห้องตลอดไม่ให้เสียสมาธิ จนประมาณอาทิตย์นึงเราก็เริ่มปรับตัวได้และเป็นที่รักของเพื่อนๆ และอาจารย์ค่ะ
 

เพื่อนๆ ค่อนข้างจะเป็นผู้ใหญ่เวลาเรียน แต่เวลาเที่ยวก็เต็มที่กันค่ะ
 

ไปด้าน Civic Engagement ไปทำอะไร?



        ซาร่าได้ไปทำหลายอย่างมาก อย่างแรกเลยคือ ได้ไปเรียนเกี่ยวกับปัญหาเชิงนโยบายและวิธีแก้ไขของคนอเมริกา เรียนเรื่องการเป็นผู้นำ เข้าคอร์ส Gallup เพื่อหาจุดแข็งของเรา รวมถึงได้ไปพูดคุยกับคนที่ทำงาน NGOs ว่าเค้าสร้างความเปลี่ยนแปลงยังไงในประเทศของเขา และได้ไปเยี่ยม Shelter ที่พักของคนที่เป็นกลุ่มคนไร้บ้าน รวมถึงเข้าฟังประชุมด้านกฏหมายและการบริหารบ้านเมืองของรัฐที่ไป แล้วก็ตอนท้ายโครงการเค้าจะให้เราพรีเซนต์แพลนว่าจะกลับมาทำอะไรที่ประเทศไทย โดยที่ Presentation ของเราติด 1 ใน 5 ที่ดีที่สุดจาก 21 คนอีกด้วย ตอนเราพรีเซนต์มีคนร้องไห้เลยค่ะ เพราะเราพูดเเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ โดยเริ่มมาจากตอนที่เรายังเด็กเราโดนเหยียด โดนเอาเปรียบ หรือโดนดูถูกเยอะมาก จนเราได้มายืนอยู่ตรงนี้พรีเซนต์ให้คนที่อเมริกาฟังในฐานะตัวแทน LGBTQ+ ของคนทั้งโลก เสียงปรบมือต่างๆ หลังจากเราพรีเซนต์จบลงเป็นอีกโมเมนต์ที่เราประทับใจมากๆ 
 

รูปตอนไปเจอ NGOs ค่ะ
 
        นอกเหนือจากการเรียนก็จะมีไปเที่ยวและได้ไปทัวร์อีก 4 รัฐค่ะ คือ ไปเที่ยวอุทยานที่ South Dakota, ไปเยี่ยมชมเมือง Boston, New York และปิดท้ายโครงการที่รัฐ Washington DC ค่ะ ซึ่ง 3 เมืองสุดท้ายเป็นอะไรที่เราชอบเป็นพิเศษ เพราะเป็นเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เราตกใจกับความสวยงามของสถานที่และผู้คนมากค่ะ อย่างที่ New York เราได้เห็นคู่รักที่เป็นเพศเดียวกัน จับมือจูงลูกไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เป็นภาพที่อบอุ่นในหัวใจเรามากที่สุดในทริปที่ได้เห็นเลยค่ะ
 

 

 

เหตุการณ์สุดช็อก!


        เหตุการณ์สุดช็อกคือมีอยู่ว่า ช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Avengers Endgame เข้าโรงพอดีค่ะ และด้วยความที่เป็นแฟน Marvel คือเราต้องดูที่อเมริกาให้ได้! วันนั้นเราเสร็จทัวร์ที่วอชิงตัน ประมาณสามทุ่ม เราก็จองตั๋วจ่ายเงินเสร็จสรรพ พอขึ้นแท็กซี่เตรียมไปโรงหนัง แท็กซี่บอกเราว่า “เธอจองตั๋วหนังที่เทนเนสซีเหรอ ชั้นต้องใช้เวลา 3 วันเลยนะ ถ้าจะพาไปที่นั่นน่ะ” เรากับเพื่อนอินโดนีเซียก็ขำและก็ช็อกมาก เพราะจ่ายเงินไปแล้ว สรุปคือชื่อโรงหนังมันเหมือนกัน ฟีลเหมือนเมเจอร์บ้านเราแต่คนละสาขา ไม่ใช่ที่รัฐนี้ 55555 และค่าตั๋วหนังที่เมกาแพงมากกกก สุดท้ายเลยได้ไปดูที่ไชน่าทาวน์ ในกรุงวอชิงตันแทน ถือว่าเป็นบทเรียนชีวิตให้เราละเอียดมากขึ้นค่ะ ฮ่าๆ นอกจากนี้ที่มีพีคๆ คือ เราโดนผู้ชายตะโกนจีบที่วอชิงตันแล้วเหมือนจะเข้ามาคุยด้วย แต่ด้วยความไม่ชินกับวัฒนธรรมเค้าทำให้เราวิ่งหนีค่ะ ฮืออ
 

ตอนที่ไปทัศนศึกษาที่ Harvard บอสตันค่ะ
 

ชีวิตหลังทุน


       หลังทุนก็ทำโครงการของเราต่อไป แล้วก็เพิ่งกลับมาจาก Summit ด้าน Civic Engagement ที่ประเทศเวียดนามมาค่ะ ทางรัฐบาลอเมริกาออกให้เต็มจำนวนอีกแล้ว เพราะถือว่าเราเป็นศิษย์เก่า YSEALI นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ นอกจากจะได้เพื่อน ยังได้คอนเนกชันกับคนทั่วโลก ได้เจอคนเจ๋งๆ ที่เราไม่คิดว่าจะได้เจอมาก่อน ใครสนใจโครงนี้ก็สมัครได้เลยนะคะ YSEALI เปิดปีละ 2 ช่วงด้วยกันคือ Spring กับ Fall และนอกจากด้าน Civic Engagement ยังมีด้าน Environmental Issues and Natural Resource Management และ Entrepreneurship and Economic Development อีกด้วยค่ะ โดยรอบๆ นึงจะมีผู้ถูกคัดเลือกด้านละ 5 คน อายุระหว่าง 18 ปี ถึง 25 ปี ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกาค่ะ สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เพจ International Exchange Alumni Thailand ได้เลยค่ะ
 

ซาร่าได้เป็นตัวแทนพูดแทนเพื่อนๆ รุ่น Spring 2019 ที่เวียดนามค่
 
        ใครอยากติดต่อหรือพูดคุยกับซาร่าสามารถมาคุยกันที่ไอจี sarahch_13 กันได้นะคะ ในไอจีจะมีไฮไลต์ต่างๆ ที่ซาร่าใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาด้วยค่ะ แล้วก็ฝากโครงการที่ซาร่าทำอยู่ไว้ด้วยนะคะคือ Not too late to be equal เป็นโครงการที่ซาร่าไปเสนอที่อเมริกาค่ะ สามารถติดตามได้ในเฟซบุ๊กเลยค่ะ
 

 
       เป็นยังไงบ้างครับน้องๆ ได้อ่านประสบการณ์ของพี่ซาร่าแล้วอยากไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาบ้างแล้วใช่มั้ยล่ะ สำหรับใครที่สนใจสามารถติดตามข่าวได้ที่เพจ International Exchange Alumni Thailand ได้เลยนะครับ ตอนนี้โครงการ YSEALI รอบ spring 2020 กำลังเปิดรับสมัครอยู่ด้วยนะ และสำหรับใครที่อยากแชร์ประสบการณ์เรียนต่อนอกหรือไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศแบบนี้ให้ได้อ่านกัน สามารถส่งเรื่องราวมาที่อีเมล punyarhorn@dek-d.com ได้เลยนะครับ พี่วุฒิและชาว Dek-D รออ่านอยู่น้า ^^ 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=wut_

พี่วุฒิ - ผู้เขียน

มนุษย์ 4 มิติผู้หลงใหลในเพลงเกาหลี ชาเนสที และหมูกระทะ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad ##YSEALI ##แลกเปลี่ยนอเมริกา #อเมริกา #ทุน YSEALI

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?