/>

ป่วยทีหวิดล้มละลาย! เปิด 5 เหตุผลทำไมค่ารักษาที่อเมริกาถึงแพงหูฉี่ []

วิว
       สวัสดีชาว Dek-D ทุกคนค่ะ ช่วงนี้คนที่เล่นทวิตเตอร์น่าจะได้เห็นคลิปผู้หญิงที่ร้องเพลงโอเปร่าในสถานีรถไฟใต้ดินที่อเมริกาผ่านตากันไปบ้าง และน่าจะได้รู้ข้อมูลคร่าวๆ ว่าเธอเป็นนักไวโอลินและเป็นโฮมเลสด้วยเช่นกัน ซึ่งที่มาการเป็นโฮมเลสของเธอนั้นค่อนข้างน่าสนใจเลยค่ะ เพราะส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่เธอจ่ายไม่ไหวด้วย พี่เองก็เคยได้ยินว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวที่อเมริกานั้นแพงมาก เลยสงสัยว่าเพราะอะไรมันถึงแพงขนาดนั้นกันแน่? ถ้าน้องๆ ก็สงสัยล่ะก็ วันนี้ พี่เยลลี่ จะพาไปหาคำตอบกันค่ะ!
 

       อย่างที่เกริ่นไปว่าชาวทวิตเตอร์น่าจะได้เห็นคลิปที่ว่านี้ผ่านตากันไปบ้างแล้ว คลิปนี้อัปโหลดโดยแอคเคานต์ออฟฟิเชียลของกรมตำรวจนครลอสแอนเจลิส (@LAPDHQ) และเพียงแป๊บเดียวก็กลายเป็นไวรัลเลยค่ะ คนให้ความสนใจกันมากว่าเธอเป็นใครกันแน่ หลังจากที่มีนักข่าวไปสัมภาษณ์ก็ได้ความมาว่า โฮมเลสผู้หญิงที่ร้องเพลงในคลิปชื่อว่า Emily Zamourka อายุ 52 ปี เธอเป็นชาวรัสเซียแต่อพยพมาอยู่ที่อเมริกาตอนอายุ 24 ปี เดิมเธอทำงานในสถานดูแลผู้สูงอายุและร้านอาหาร แต่ได้เรียนเปียโนและไวโอลินมาตั้งแต่เด็กๆ 
 
       ซึ่งเบื้องหลังการกลายมาเป็นโฮมเลสของเธอค่อนข้างน่าสนใจเลยค่ะ เพราะเมื่อปี 2005 เธอเกิดป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เมื่อหายดีแล้วก็ต้องรับสอนดนตรีและเล่นไวโอลินในที่สาธารณะเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ แต่โชคร้ายคือไวโอลินของเธอถูกขโมยไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทำให้เธอต้องกลายมาเป็นโฮมเลสเพราะไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่ารักษาและค่าเช่าบ้านได้     
 

Photo Credit: https://unsplash.com/
 
       ที่จริงแล้วในอเมริกามีคนจำนวนมากเลยค่ะที่ล้มละลายเพราะไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลไหว มีงานวิจัยของ American Public Journal of Health (APJH) ชี้ว่าตั้งแต่ปี 2013-2016 กว่า 66.5% ของผู้ที่ล้มละลายในอเมริกานั้นมีที่มาจากเรื่องค่ารักษาเลยค่ะ ถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับชนชั้นกลางในอเมริกาเลย แถมโดยรวมแล้วอเมริกาเป็นประเทศที่ใช้เงินเกี่ยวกับการรักษามากที่สุดในโลก และมากกว่าประเทศที่เป็นอันดับ 2 ถึง 2 เท่า! สงสัยมั้ยคะว่าทำไมค่ารักษาพยาบาลที่อเมริกาถึงได้แพงขนาดนั้นกันนะ?


 

1. ค่าใช้จ่ายในการบริหารระบบสาธารณสุข


       สาเหตุแรกเลยที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลในอเมริกาแพงหูฉีกแบบนี้ก็คือต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารระบบสาธารณะสุขที่เยอะมากนั่นเองค่ะ จากงบสำหรับสาธารณสุขทั้งหมด ค่าบริหารนี้กินไปแล้วถึง 1 ใน 4 ซึ่งถือว่าเยอะกว่าประเทศอื่นมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าอเมริกาไม่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Care) ซึ่งระบบนี้รัฐบาลจะช่วยนำเงินภาษีมาอุดหนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ อย่างที่เมืองไทยก็จะมีระบบประกันสังคม สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือสิทธิ์อื่นๆ ที่ช่วยให้เข้าถึงการรักษาในราคาที่จ่ายไหว หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือรัฐบาลช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ส่วนหนึ่ง และตัวคนไข้ก็ออกเองอีกส่วนหนึ่งนั่นเองค่ะ
 

Photo Credit: https://unsplash.com/
 
       แต่พออเมริกาไม่มีระบบนี้ ก็กลายเป็นว่าผู้ที่จะเข้ามาช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลของคนไข้แต่ละรายจึงแบ่งแยกย่อยออกไปไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น พนักงานบริษัทที่ทำประกันสุขภาพเอาไว้ก็จะมีบริษัทประกันจ่ายในส่วนที่ประกันครอบคลุม มีบริษัทนายจ้างจ่ายให้ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือต้องจ่ายเอง ประเด็นคือทุกเม็ดเป็นเงินเป็นทองค่ะ ไม่มีใครอยากจ่ายเกินจากส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นจึงต้องนำงบมาจ้างเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญในการคิดเงินรักษาและเรียกเก็บเงินจากแต่ละหน่วยงานโดยเฉพาะ อย่างในปี 2010 ก็เคยมีคนหยิบยกตัวอย่างเรื่องนี้มาพูดในสถานีวิทยุแห่งชาติ ว่าที่ Duke University Hospital มีเตียงรองรับผู้ป่วยแค่ 900 เตียง แต่กลับมีพนักงานที่ทำหน้าที่คำนวณและเรียกเก็บเงินถึง 1,300 คน ทำให้เห็นได้เลยว่างบที่ต้องใช้ทุ่มไปกับบุคลากรนั้นเป็นจำนวนมหาศาลจริงๆ ค่ะ 

 

2. ค่ายารักษา



Photo Credit: https://unsplash.com/
 
       ค่ายาก็ถือเป็นอีกสาเหตุนึงที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลที่อเมริกาแพงมากกก ในประเทศอื่นๆ รัฐบาลมักจะมีการจัดตั้งหน่วยงานที่มาต่อรองหรือกำหนดราคากับบริษัทผลิตยา แต่ที่อเมริกาไม่มีค่ะ แถมยังอนุญาตให้ผู้ผลิตสามารถกำหนดราคายาได้เองอีกต่างหาก ในปี 2016 เฉลี่ยแล้วชาวอเมริกันจ่ายค่ายาต่อหัวเป็น 2 เท่าของประเทศอื่น คือประมาณ $1,443 (ประมาณ 44,200 บาท) ในขณะที่ประเทศอื่นจะเฉลี่ยอยู่ที่ $749 (ประมาณ 23,000 บาท) เท่านั้น หรือยกตัวอย่างเป็นยากลุ่ม Avastin ที่ช่วยในการรักษามะเร็ง ที่อเมริกานั้นต้องจ่ายเงินค่ายาตัวนี้เฉลี่ยต่อเดือน $3,930 (ประมาณ 120,000 บาท)  ในขณะที่คนสวิตเซอร์แลนด์จ่าย $1,752 (ประมาณ 54,000 บาท) ต่อเดือน และคนอังกฤษจ่ายเพียง $480 (ประมาณ 15,000 บาท) ต่อเดือนเท่านั้นค่ะ
 
       น้องๆ อาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมรัฐบาลอเมริกาถึงไม่ออกกฎหมายควบคุมราคายาล่ะ? คำตอบก็คือการปล่อยให้บริษัทเหล่านี้สามารถกำหนดราคาได้เองถือเป็นผลดีต่อวงการการผลิตยาค่ะ เพราะทำให้ตลาดนี้มีการลงทุนสูง และการลงทุนเหล่านั้นก็มีผลต่อเนื่องไปในเรื่องของการคิดค้นนวัตกรรมยาใหม่ๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อเมริกากลายเป็นผู้นำในการคิดค้นยารักษานั่นเอง ซึ่งกว่า 57% ของยาควบคุมตามใบสั่งแพทย์นั้นผลิตมาจากที่นี่ เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายควบคุมราคายาอาจทำให้การลงทุนลดลงและอาจมีผลกระทบต่อการคิดค้นยารักษาใหม่ๆ ด้วยเหมือนกัน 

 

3. ใช้เทคโนโลยีในการตรวจมากกว่าและแพงกว่า



Photo Credit: https://unsplash.com/
 
       เทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่อื่น หมอที่อเมริกาสั่งตรวจร่างกายคนไข้โดยการใช้เทคโนโลยีจำพวก  PET, CT scan หรือ MRI มากกว่าที่อื่น อย่างในกรณีของ MRI (การตรวจร่างกายด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้เห็นกระดูกและอวัยวะภายในได้ชัดเจน) ที่อเมริกามีเครื่องตรวจ MRI ถึง 35 เครื่องต่อประชาชน 1 ล้านคน ในขณะที่ฝรั่งเศสมี 8 เครื่องต่อ 1 ล้านคนเท่านั้น ส่วนสถิติการใช้เครื่อง MRI ในปี 2015 พบว่าที่อเมริกามีการสั่งตรวจโดยเฉลี่ย 118 คนต่อ 1,000 คน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศจะอยู่ที่ 83 คนต่อ 1,000 คนเท่านั้นค่ะ 
 
       และที่สำคัญเลยก็คือการตรวจแต่ละครั้งราคาก็ไม่ใช่เล่นๆ ถ้าน้องๆ เข้ารับการตรวจ MRI ที่อเมริกาจะต้องจ่ายมากถึง $1,119 (ประมาณ 34,000 บาท) ในขณะที่นิวซีแลนด์ซึ่งแพงเป็นอันดับต่อมาอยู่ที่ $811 (ประมาณ 25,000 บาท) และสเปนซึ่งค่าตรวจถูกที่สุดอยู่ที่ $130 (ประมาณ 4,000 บาท) เท่านั้น เรียกได้ว่าต่างกันมากกก

 

4. ฐานเงินเดือนบุคลากรทางการแพทย์


       อย่างที่บอกไปค่ะว่าวงการการแพทย์ที่อเมริกานั้นเป็นแหล่งทำเงินที่ดี ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงอาชีพแพทย์และพยาบาลด้วยเช่นกัน ตามรายงานของ JAMA ซึ่งเป็นนิตยสารการแพทย์ เฉลี่ยแล้วในปี 2016 แพทย์ผู้ชำนาญทั่วไปที่อเมริกาสามารถทำเงินได้ที่ประมาณ $218,173 (ประมาณ 6,672,000 บาท) ซึ่งสูงเป็น 2 เท่าของแพทย์ในประเทศอื่นๆ เลย
 

Photo Credit: https://unsplash.com/
 
       ส่วนสาเหตุที่เงินเดือนแพทย์อเมริกันสูงนั้นเป็นเพราะเค้าใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้เป็นแพทย์ค่ะ กว่าจะเรียนจบ ต้องฝึกฝนฝีมือ ผ่านการเป็นแพทย์ฝึกหัด รวมถึงเป็นแพทย์ประจำบ้านมาก่อน เงินเดือนเลยต้องสมน้ำสมเนื้อกับประสบการณ์และเวลาที่เสียไป (ข้อนี้พี่ว่าหมอที่ไทยก็เรียนกันนานใช่เล่นเหมือนกันนะ) 
 
       แต่จริงๆ แล้วก็มีเหตุผลอื่นที่ทำให้เงินเดือนแพทย์ในอเมริกาและประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ แตกต่างกันขนาดนี้ด้วยเหมือนกันค่ะ นั่นคือที่อเมริกามีโรงเรียนที่สอนด้านการแพทย์และสถาบันที่เปิดให้มีการฝึกหัดแพทย์ประจำบ้านในอัตราที่จำกัด ทำให้ผลิตแพทย์ออกมาได้จำกัดเช่นกัน และที่สำคัญคือประมาณ 2 ส่วน 3 ของหมอทั้งหมดนั้นเป็นแพทย์เฉพาะทาง ตรงกันข้ามกับประเทศอื่นๆ ที่มักจะมีแพทย์ผู้ชำนาญทั่วไปในจำนวนที่มากกว่า นี่เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ค่ารักษาแพงขึ้น เพราะการตรวจกับแพทย์เฉพาะทางย่อมมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าอยู่แล้วนั่นเองค่ะ 

 

5. การตรวจรักษาคนไข้แบบป้องกันตัวเองถูกฟ้องร้อง (Defensive Medicine)



Photo Credit: https://unsplash.com/
 
        ข้อสุดท้ายนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องการฟ้องร้องเป็นคดีความค่ะ น้องๆ น่าจะเคยเห็นว่าที่ไทยเองก็มีเคสแบบนี้ออกข่าวให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งทาง American Medical Association (AMA) ได้ทำแบบสำรวจในปี 2016 และพบว่า มีแพทย์ชาวอเมริกันถึง 34% ที่เคยถูกฟ้องคดีทางการแพทย์ พูดได้ว่ายิ่งทำงานมานานมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะถูกฟ้องมากขึ้นด้วย อย่างหมอที่อายุ 55 ปีขึ้นไปเกือบครึ่งเคยถูกฟ้องร้องมาแล้วทั้งนั้น
 
       เพราะอย่างนี้เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้บรรดาหมอๆ ต้อง “สั่งตรวจเพื่อป้องกันตัวเองจากการฟ้องร้อง” ซึ่งข้อนี้ก็สอดคล้องกับข้อที่ 3 ที่พี่อธิบายไปว่าอัตราการตรวจร่างกายด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่อเมริกานั้นมากกว่าประเทศอื่นๆ พูดง่ายๆ คือหมอจะสั่งตรวจนู่นตรวจนี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้มองข้ามจุดไหนไป หรือบางทีก็สั่งตรวจพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็นเพื่อให้คนไข้พอใจ สิ่งที่ตามมาก็คือคนไข้ต้องจ่ายค่ารักษาในราคาที่สูงขึ้น เคยมีงานศึกษาชี้ว่าค่ารักษาที่เป็นส่วนป้องกันตัวเองของหมอในแต่ละปีเนี่ย สูงถึง 8 แสน 5 หมื่นล้านดอลลาร์เลยค่ะ 


 
       ดูจากภาพรวมแล้วที่ค่ารักษาพยาบาลในอเมริกาแพง เป็นเพราะเค้ามองว่าวงการนี้เป็นธุรกิจที่สามารถทำเงินได้มากกว่าจะเป็นสิทธิพื้นฐานที่พลเมืองพึงมีนะคะเนี่ย T T ใครที่จะไปเที่ยวอเมริกาหรือจะไปอยู่ก็ดูแลตัวเองดีๆ กันด้วยนะคะ!

 
Sources: 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=jelly

พี่เยลลี่ - ผู้เขียน

อักษรศาสตร์ เอกมโน โทติ่ง หิวชานมตลอดเวลาและเป็นทาสลูกน้องแมว

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #อเมริกา #ค่ารักษา #แพทย์

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?