/>

รีวิวช่วงปรับภาษาสุดหินของ 'เบ๊บ' หนึ่งในนักเรียนไทยที่ได้ทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ 2019 []

วิว
         สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าใครอยากเรียนต่อเกาหลีใต้ น่าจะไม่พ้นต้องเล็งทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ (GKS) ไว้แน่ๆ เพราะเป็นทุนให้เปล่า ทุนเต็มจำนวน มีค่าใช้จ่ายให้พร้อม แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าการแข่งขันสูงมากก ต้องทุ่มเทอย่างหนัก วันนี้เราเลยมีบทสัมภาษณ์พิเศษ พาไปพูดคุยกับ 'เบ๊บ' ดนุช กาญจนโยธิน  หนึ่งในนักเรียนไทยที่ได้ทุน GKS ไปเรียนต่อ ม.โซล ซึ่งเป็น 1 ในเครือ SKY ของเกาหลีใต้ แต่ก่อนจะขึ้นปี 1 พาร์ตที่เขาต้องเจอคือการเรียนปรับภาษาเป็นเวลา 1 ปีค่ะ (ขนาดชอบภาษามากๆ เจ้าตัวบอกว่ามีช่วงที่ท้อจนร้องไห้เลย TT) ถ้าพร้อมแล้วมาฟังรีวิวช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งวิธีเตรียมตัวเพื่อเพิ่มโอกาสคว้าทุนนี้กันค่ะ!
 

แนะนำตัว


         “สวัสดีครับ ชื่อ ‘เบ๊บ’ จบ ม.6 จากแผนศิลป์-ภาษาจีน รร.สารสาสน์วิเทศธนบุรี และได้ทุนรัฐบาลเกาหลีใต้ระดับปริญญาตรี (GKS 2019) จากการสมัครผ่านสถานทูตเกาหลีใต้ในประเทศไทย ไปเรียนต่อคณะ Political Science and International Relations ครับ”
 
         “ตอนนั้นผมคณะไว้ 3 อันดับ อันดับ 1 Seoul National University คณะ Political Science and International Relations (**ได้อันดับนี้**) อันดับ 2 Yonsei University คณะ Political Science and International Relations และ อันดับ 3 Sungkyunkwan University คณะ Political Science and Diplomacy //คะแนนที่ใช้ยื่นคือ IELTS 6.0 และ TOPIK ระดับ 2 ครับ
 


รีวิววิชาเรียนช่วงปรับภาษา


         "ตอนนี้อยู่ช่วงปรับภาษาเทอมที่ 2 ที่ ม.ชิลลา (Silla University) เมืองปูซานครับ รัฐบาลเลือกให้ ใน 1 สัปดาห์จะเรียน 5 วัน ตั้งแต่ 9.00 - 12.00 น. วันละ 2 คาบ คาบละ 2 ชม. ยกเว้นวันพุธที่มีตอนบ่าย หรือบางสัปดาห์ก็อาจมีคาบบ่ายวันอื่นเพื่อชดเชยวันหยุดด้วยครับ"

         "เทอม 1 เรียนภาษาเกาหลีในหนังสือของ ม.ยอนเซ ตั้งแต่พื้นฐาน และมีคลาส TOPIK แยก 3 ทักษะคือ อ่าน - ฟัง - เขียน โดยจะเรียนเป็นข้อสอบครับ ครูก็จะสอนเทคนิคให้ ถ้าเป็นการเขียนจะยากเพราะต้องใช้เทคนิคเยอะหน่อย แพทเทิร์นเยอะจนจะจำไม่ไหว และสำหรับผม การฟังยากสุด อย่างตอนสอบเขาจะมีให้ฟังในห้อง แล้วกลับมาคัดตามสคริปต์ ตอนนั้นลำบากมากกกก ต้องหลายๆ รอบเลยกว่าจะฟังออก แต่เขาจะมีเฉลยให้ และไม่ได้เน้นถูกผิด เพราะต้องการให้เราได้ฝึกเฉยๆ (พอเรียนจบเทอมแรกก็ไปสอบได้ TOPIK 4 ครับ)"

         "เทอม 2 จะมีคลาสพรีเซนต์ กับคลาสอภิปรายและโต้แย้งเพิ่มเข้ามาอีก 2 วิชา ถ้าพรีเซนต์ก็จะเหมือนตอน ม.ปลายเลย ต้องทำสไลด์ มีเปเปอร์ พูดภาษาเกาหลีล้วนๆ หัวข้อที่ทำจะมี 4 หัวข้อ แล้วไล่จากพรีเซนต์เดี่ยว > คู่ > กลุ่ม อย่างเช่นพรีเซนต์เดี่ยว เขาจะให้เล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองและบ้านเกิด ผมก็เล่าถึงกรุงเทพฯ แบบจัดเต็มมากครับ 555 ส่วนพรีเซนต์คู่ ตอนนี้กำลังเลือกเรื่องกับคู่ตัวเองอยู่ ส่วนกลุ่ม ยังเรียนไม่ถึง แต่จะเป็นเรื่องปัญหาสังคม เรื่องเกี่ยวกับวัยรุ่นเกาหลี"

         "ส่วนอภิปรายและโต้แย้งจะแบ่งเป็นกลุ่ม แล้วดลือกหัวข้อได้เอง ของกลุ่มผมทำเรื่องการลดอัตราการฆ่าตัวตายในสังคมเกาหลีครับ ค่อนข้างยากแต่ท้าทายดีนะ"  


 


มีช่วงที่ท้อจนถึงกับร้องไห้


         "ภาษาเกาหลีต้องตั้งใจจริงๆ ถึงจะเรียนได้ เราต้องจำคำศัพท์และไวยากรณ์เยอะ โครงสร้างการเรียงประโยคก็ต่างจากไทย โดยรวมเทอมแรกผมรู้สึกเขาค่อนข้างกดดัน มีการบ้านทุกวัน โดยเฉพาะช่วงแรกๆ จะหนักมากครับ เรียน 1 คำ = คัด 10 ครั้ง แต่ละวันเรียนหลายคำมากๆ จนคัดเป็นพันครั้งเลยก็มี"

         "ที่ผ่านมาผมก็มีช่วงที่ท้อจนถึงกับร้องไห้กับเพื่อน รู้สึกเหมือนเรียนไม่ทันคนอื่น เพราะมีเข้ามาพร้อมกันหลายอย่าง ทั้งหนังสือเรียน โทปิค (ฟัง-อ่าน-เขียน) ไวยากรณ์ คำศัพท์ การบ้านเยอะ ครูก็ให้ชีทหนามากให้อ่านเพิ่มเองด้วย แล้วต้องแบ่งเวลาไปทำงานบ้าน ซึ่งเราไม่เคยต้องทำทุกอย่างเองแบบนี้ ถือว่าได้เรียนรู้รสชาติของชีวิตเลย //จริงๆ ก็มีเพื่อนที่เรียนไม่ไหวจนกลับประเทศไปแล้วด้วยนะครับ"




         แล้วผ่านช่วงนั้นมาได้ด้วยวิธีไหน? "ถ้าไม่สบายใจก็ระบายกับเพื่อน บ่นกันไปแล้วก็พากันเรียนไป พอเวลาผ่านไปก็จัดการเวลาได้ดีขึ้น รู้จักลำดับความสำคัญว่าควรทำอะไรก่อนหลัง ลิมิตตัวเองว่ารีแลกซ์ได้แค่ไหน เช่น กำหนดว่าต้องอ่านหนังสือวันละ 1 ชม. โดยไม่เล่นมือถือเลย ยกเว้นวันเสาร์ที่อนุญาตให้ตัวเองรีแลกซ์ได้ ดูซีรีส์ ทำอาหารกิน ซึ่งครูก็สนับสนุนให้ดูซีรีส์เพื่อให้ได้ฝึกฟัง เวลาได้ยินมากๆ จะจำได้ว่าคำนี้ใช้บริบทไหน" 

         "ทุกวันนี้รู้สึกตัวเองพอฟังเข้าใจ อ่านได้ แต่ติดเรื่องพูดกับเขียนด้วย หนักสุดคือพูดนี่แหละ ให้เพื่อนช่วยประเมินแล้วเขาบอกว่าเรายังดูขาดความมั่นใจ อาจเพราะยังไม่ค่อยได้เรียนการพูดในชีวิตประจำวันด้วย แล้วอีกปัญหานึงคือเราเรียนสำเนียงโซลในคลาส แต่พอออกมาข้างนอก ส่วนใหญ่เขาจะพูดสำเนียงคนปูซานกัน ทำให้เราฟังไม่ค่อยออก ซึ่งเราก็ต้องพยายามปรับตัวให้ได้ด้วยครับ"


 


พร้อมแค่ไหนกับการเรียนโซลในปีหน้า?


         "เอาจริงๆ ก็...ยังไม่ค่อยเลยครับ 555 ผมว่าการเรียนภาษาที่นี่ยังถือว่าง่าย แต่ถ้าขึ้นปี 1 ต้องเจอศัพท์ยาก ศัพท์เฉพาะที่ลึกมากๆ ลงไปอีก ไม่รู้จะฟังในคลาสรู้เรื่องมั้ย เทอมแรกครูกดดัน แต่ตอนนี้ผมเริ่มกดดันตัวเองแล้ว ก็ต้องพยายามอ่านเพิ่มเองเตรียมตัวเอาไว้ครับ"




เม้าท์มอยสังคมเกาหลี
ทั้งเรื่องชวนยิ้มและชวนช็อก

 

         "การคมนาคมในเกาหลีสะดวกมาก และทุกอย่างใช้เบอร์มือถือ ตอนแรกผมมาแบบไม่รู้ก็เลยลำบากหน่อย ค่าครองชีพของเขาก็สูง ถ้ามาถึงอาจจะช็อกบ้าง เพราะราคาของทุกอย่าง x3 จากไทย สำหรับผมได้ค่าใช้จ่ายเดือนละ 800,000 วอน (24,000 บาท/เดือน) ก็พอนะครับ แต่ะจะมีทำอาหารเองด้วย ถ้าใครจะซื้อของใช้แบบประหยัด คุณภาพใช้ได้ Daiso คือสวรรค์เลยครับ แล้วถ้าใครจะซื้อของที่เกาหลี อย่าลืมเตรียมถุงผ้า เพราะส่วนมากเขาไม่ใช่ถุงพลาสติกกันแล้ว"


ตั๋วหนังปกติ 12,000 วอน (ราวๆ 360 บาท)
 
         "คนเกาหลีระเบียบวินัยสูงมาก ตรงต่อเวลา เพื่อนเคยมาสาย 1 นาที เจอครูตำหนิเลย แล้วเขาจะเคร่งสิทธิส่วนบุคคลสุดๆ อย่าเรียกคนอื่นว่าโอปป้า และอย่าถ่ายรูปติดคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ที่นี่เขาถึงกับมีกฎหมายเลยว่าห้ามตั้งปิดเสียงชัตเตอร์ของมือถือ เพื่อป้องกันคนแอบถ่าย" (ส่วนนิสัยคนเกาหลีจริงๆ น้องเบ๊บจะยังไม่ค่อยได้สัมผัส เพราะยังไม่ได้ขึ้นปี 1 ที่ต้องเรียนกับคนเกาหลีใต้)
 
         "ถ้าเรื่องที่ตกใจหน่อยก็คือคนเกาหลีไม่พูดภาษาอังกฤษ ถึงขั้นพูดด้วยแล้วบางคนส่ายหน้าเลยครับ น้อยมากที่จะยอมพูดอิ๊งกับเรา แต่ถ้าในคลาส เราคุยอิ๊งกับทุกคนได้โดยไม่ซีเรียส เหมือนได้ปลดปล่อย"


         "แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ทั้งระทึกและประทับใจ เกิดขึ้นตอนหลงทางครั้งแรกในเกาหลีครับ รถมันเลขเดียวกัน แต่แบ่งเป็น 2 ทาง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็คือรถข้ามสะพานไปอีกฝั่งของเมืองแล้ว ผมก็ เฮ้ยยย ชห แล้ววว พยายามเปิด map แล้วตอนนั้นเรียนมาสักพักเลยพอพูดได้ครับ หันไปถามวัยรุ่นคนนึงประมาณว่า 'ทางนี้ไปมหา'ลัยมั้ย?' เขาก็ตอบว่า 'ไม่'  แบบไม่ค่อยเต็มใจ แต่มีคุณยายคนนึงพยายามช่วยและพยายามพูดเกาหลีแบบช้าๆ กับเรา ผมก็พอฟังออกแต่ฟังยากนิดนึงเพราะติดสำเนียงปูซานด้วยครับ แล้วตอนลงรถคุณยายก็ไปกดกริ่งให้อีกนะ ผมแบบ โห น้ำตาจะไหล"
 


 

ฝากคำแนะนำถึงรุ่นน้องที่สนใจทุนนี้


1. อยากให้น้องๆ ให้ความสำคัญกับเรียงความมากๆ บางคนเขียนไปแค่ว่าอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยากเรียนแล้วกลับมาพัฒนาประเทศ เขียนกว้างๆ แต่ไม่ลงรายละเอียดเลย จริงๆ เราต้องเขียนแสดงตัวตนออกมา ทำให้เขาเชื่อใจและอินไปกับเราด้วย แนะนำว่าควรส่งให้คนอื่นลองอ่านแล้วคอมเมนต์ว่า เขารู้สึกและเห็นเราเป็นคนยังไง เพราะบางทีเราเขียนตามที่ตัวเองที่รู้สึก แต่คนอื่นอ่านแล้วอาจไม่ได้คิดแบบนั้น

2. ควรมีผลสอบวัดระดับภาษาอังกฤษหรือภาษาเกาหลีติดตัวไว้

3. ตั้งใจทำเกรดให้ดี และเข้าร่วมกิจกรรมให้มากที่สุด เพราะประวัติเรื่องเกรดและกิจกรรม เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขหรือสร้างเองทีหลังเพื่อมาสมัครทุนได้

4. เตรียมเอกสารตั้งแต่เนิ่นๆ ตรวจสอบให้ละเอียด




คำถามจากทางบ้าน
ว่าด้วยเรื่องเอกสาร

 

Q: เราต้องมีเอกสารที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ/ภาษาเกาหลี แล้วให้กงสุลปั๊มรึเปล่า?
A: เขาจะขอแค่ภาษาอังกฤษครับ เช่น สูติบัตร ประกาศนียบัตร ฯลฯ ถ้ามีฉบับไทยก็ต้องเอาไปแปลก่อน แล้วปั๊มรับรองที่กงสุลด้วย ส่วนประกาศนียบัตร ถ้าแปลแล้วต้องมีเอกสารและลายเซ็นจากหน่วยางนที่มอบให้ ถึงจะเอาไปรับรองที่กงสุลได้ครับ
 
Q: เราต้องเตรียมเอกสารกี่ชุด?
A: ฉบับจริง 1 ชุด ส่งให้รัฐบาลที่รับผิดชอบเรื่องทุน ส่วนสำเนาอีก 3 ฉบับ ส่งให้ตามมหาวิทยาลัยที่เราเลือกยื่นไป ***รายละเอียดทุกอย่างต้องเหมือนกันทุกฉบับนะครับ***
 
Q: ถ้าโรงเรียนออกใบคาดว่าจะจบให้หลังวันที่ 1 มี.ค. จะมีปัญหามั้ย?
A: ประเทศไทยต้องจบ 31 มี.ค. ดังนั้นถ้าเรามาเขียน 1 มี.ค. มันก็จะผิดกฎหมาย นี่คือปัญหาที่ทุกรุ่นต้องเจอ แต่น้องๆ ไม่ต้องกังวลครับ ยื่นเท่าที่ได้ก่อน เดี๋ยวพี่ที่รับผิดชอบเรื่องทุนจะมาขอเอกสารเพิ่มทีหลัง ส่วนบางคนที่ขอเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ต้องแปลแล้วไปปั๊มรับรองที่กงสุลเหมือนกัน
 
Q: มีแค่คะแนน IELTS ยื่นได้มั้ย?
A: มีคะแนนภาษาอังกฤษอย่างเดียวก็ยื่นได้ครับ ปีที่ผ่านมาก็มีคนผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์โดยยื่นแค่ IELTS ด้วย
 

 
         พอฟังน้องเบ๊บเล่าแล้วก็รู้สึกถึงความท้าทายเลยค่ะ ช่วงนี้เหมือนวัดกันเลยว่าเราใจรักและมุ่งมั่นกับทางนี้มากพอรึเปล่า แล้วกว่าจะลงตัวก็ต้องอาศัยวินัยและความอดทนสูงมาก บวกกับต้องพยายามหาวิธีฝึกภาษาในแบบฉบับตัวเองด้วย สุดท้ายนี้พี่ก็หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ มุ่งมั่นเพื่อคว้าทุนนี้บ้าง ถ้าใครอยากติดตามพี่เบ๊บ อย่าลืมแวะไปที่เพจ Chatchit with BABE นะคะ :)
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?