/>

‘พริ้ม’ กับชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนในเยอรมนี แถมได้ฝึกงานเป็นคุณครูในโรงเรียนอนุบาลด้วย! []

วิว
       สวัสดีค่า น้องๆ Dek-D เคยรู้สึกมั้ยคะว่าหนึ่งในวิธีที่จะทำให้การเรียนภาษาของเรานั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ก็คือการที่เราได้ใช้ภาษานั้นอยู่บ่อยๆ จนกลายเป็นชีวิตประจำของเรา ดังนั้นก็คงจะมีน้องๆ ไม่น้อยเลยใช่มั้ยล่ะคะที่ใฝ่ฝันอยากจะไปแลกเปลี่ยนในประเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาภาษาให้ดียิ่งขึ้น 

        วันนี้ พี่ไอซ์ มีบทสัมภาษณ์ของรุ่นพี่คนนึงที่มีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศเยอรมนีมาฝากทุกคนได้อ่านกัน พี่บอกได้เลยว่าเป็นบทสัมภาษณ์ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนให้กับหลายๆ คนได้อย่างแน่นอน เพราะรู้หรือไม่ว่าประสบการณ์จากการแลกเปลี่ยนในครั้งนั้น เป็นส่วนหนึ่งทำให้เธอนั้นสอบติดคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ด้วยอายุเพียงแค่ 17 ปี รวมถึงทุน UIS จากรัฐบาลไทยอีกด้วย พี่ว่าหลายๆ คนคงรอที่จะฟังเรื่องราวไม่ไหวแล้ว งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่าค่า > <


แนะนำตัว



       สวัสดีค่ะ ชื่อ นางสาวชรินพร ฤทธิรงค์วัฒนา หรือเรียกว่า ‘พริ้ม’ ก็ได้ค่ะ ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคอินเตอร์ (BALAC) และเพิ่งได้รับทุน UIS (Undergraduate Intelligence Scholarship Program) หรือทุนรัฐบาลเพื่อดึงดูดผู้มีศักยภาพสูงที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาในประเทศของปี 2562 ค่ะ ก่อนหน้านี้เคยไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศเยอรมนี เมื่อตอนม.4 (ปี 2014 - 2015) เป็นเวลา 11 เดือนค่ะ


ทำไมถึงแลกเปลี่ยนที่เยอรมนี?


       “เราก็เป็นเหมือนกับหลายๆ คนที่อยากพัฒนาทักษะภาษาที่เราเรียนมาให้ดีขึ้น อยากลองไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ เราที่เป็นเด็กศิลป์เยอรมันเลยเรื่องไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมนี ^^ โรงเรียนที่เราไปเรียนชื่อว่า Wittekind Gymnasium ซึ่งอยู่ที่เมือง Lübbecke เป็นเมืองเล็กๆ ทางเหนือของประเทศเยอรมนี แต่ก็ยังมีตัวเมืองอยู่นะ เพราะบางเมืองของเยอรมนีจะไม่มีตัวเมืองเลย มีแต่บ้าน5555555 บ้านโฮสต์ของเราอยู่ในตัวเมืองเลยด้วย ก็เลยใกล้ร้านค้า ใกล้โรงเรียนแบบสามารถเดินไปได้เลย ใช้เวลาแค่ประมาณ 10 นาทีเอง เราชอบเมืองที่เราอยู่มากๆ เลยนะ เพราะเป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มาก คนไม่ได้เยอะเหมือนกับเมืองใหญ่ๆ ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบเร่งรีบเลย เราชอบมากกก โดยเฉพาะเวลาเลิกเรียนแล้วเดินไปซื้อขนมที่ซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนกลับบ้าน มีความสุขมาก > <”


เรียนเป็นภาษาเยอรมัน + Culture Shock ในโรงเรียน 


       “ส่วนการเรียนของเราจะแตกต่างจากนักเรียนคนอื่นๆ ที่นั่น คือเน้นการเรียนภาษาอังกฤษมากกว่า เช่น วิชาภาษาอังกฤษและวิชาประวัติศาสตร์สากลที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาอื่นๆ เช่นคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ เราเรียนเป็นภาษาเยอรมันทั้งหมดก็จริง แต่เนื่องจากว่าเราไม่ต้องสอบเพื่อเทียบเกรดกลับไปที่ประเทศไทย เราเลยค่อนข้างไม่เครียดกับการเรียน เหมือนกับเป็นการฝึกภาษาเยอรมันมากกว่า ส่วนคุณครูที่นั่นก็คือน่ารักมาก คอยช่วยเหลือเราให้ปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ พยายามส่งเสริมให้เราพูดภาษาเยอรมันมากกว่าจริงจังกับวิชาการ แต่วิชาภาษาเยอรมันเราต้องไปเรียนกับน้องป.6 เพราะว่าถ้าเรียนเท่ากับคนอายุรุ่นเดียวกันก็คงจะไม่ไหวTT ขนาดเรียนกับน้องยังเข้าใจได้ไม่ทั้งหมดเลย แต่โรงเรียนก็ช่วยเหลือเราดีมากๆราได้เรียนพิเศษภาษาเยอรมันแบบตัวต่อตัวหลังเลิกเรียน 1-2 ชั่วโมงกับรุ่นพี่ม.6 ด้วย ภาษาของเราเลยพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เลย”

       “อย่างที่บอกว่าเรามีเรียนภาษาเยอรมันด้วย แต่ก็ยังมีบางวิชาที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษอยู่ ซึ่งก่อนที่เราจะไปแลกเปลี่ยนเราก็ค่อนข้างมั่นใจกับระดับภาษาอังกฤษของเราอยู่ไม่น้อย แต่พอเราไปถึงที่นั่น ความมั่นใจของเราคือแทบหายไปเลย เพราะว่าการเรียนภาษาอังกฤษในเยอรมนีต่างจากประเทศไทยมากๆ สิ่งที่เราจำได้ไม่เคยลืม คืออาจารย์ให้เราอ่านหนังสือเรื่อง The Perks of Being a Wallflower แล้ววิเคราะห์เรื่อง วิเคราะห์ตัวละครมากมายหลายอย่างมาก คล้ายๆ กับที่เราเรียนใน BALAC บางวิชาเลย ซึ่งตอนนั้นเราอยู่แค่ม.4 อ่ะ เราไม่คิดเลยว่าเขาจะสอนเนื้อหาแบบนี้ให้กับเด็กม.4 ด้วย”
 

       “นอกจากนี้โรงเรียนในเยอรมนียังมีวิชาพิเศษให้นักเรียนได้เรียนอีกด้วย ซึ่งจะเรียนเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น ตอนนั้นเราได้เรียนวิชา Zombie Studies เป็นวิชาที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ถกเถียงอภิปรายกันเรื่องหนังซอมบี้ต่างๆ สำหรับเราคือเป็นวิชาที่แปลกแต่สนุกมากๆ จนกลายเป็นหนึ่งในวิชาที่ชอบมากที่สุดตอนที่เรียนอยู่ที่นั่นเลย”

       “ส่วนสิ่งที่เราแปลกใจมากที่สุดก็คงจะเป็นการพักในแต่ละคาบเรียนและความตรงต่อเวลาของการเรียนการสอนของการศึกษาที่เยอรมนี เพราะว่าหลังจากจบทุกๆ คาบนั้น ก็จะมีการพักเบรค 15-20 นาทีให้เด็กๆ ได้ผ่อนคลาย เช่น เมื่อจบคาบแรกก็จะพัก 15-20 นาที และพอจบคาบ 2 ก็จะพักอีก 15-20 นาที ถึงจะค่อนข้างแปลกมากสำหรับเรา แต่เราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เพราะเหมือนกับเราได้พักสมองก่อนเริ่มคาบใหม่จริงๆ และอาจารย์ทุกๆ คนมีความตรงต่อเวลาอย่างมาก คือมาสายไม่เคยเกิน 15 นาทีและยังเลิกสอนตรงเวลาอีกด้วย เพราะว่าที่เยอรมนีถ้าหากอาจารย์มาสายเกินกว่า 15 นาที นักเรียนก็สามารถเดินออกไปได้เลย เพราะคาบนั้นจะถือว่ายกเลิกไปเลย ดังนั้นอาจารย์ที่นั่นเลยจะมีความตรงต่อเวลามากๆ"


ไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยน แต่ได้ไปฝึกงานด้วย! 


       “ในประเทศเยอรมนี เด็กม.4 ทุกคนจะต้องลองไปฝึกงาน หรือที่เรียกว่า Praktikum จะฝึกงานอะไรก็ได้แล้วแต่เราเลย เช่น เพื่อนเราคนนึงมีพ่อเป็นหมอ เขาก็สามารถไปฝึกงานที่โรงพยาบาลได้ แต่สำหรับเราแล้วคือไม่รู้เลยว่าต้องเริ่มอะไรยังไง เพราะว่าภาษาเยอรมันของเราก็ไม่ได้คล่องเหมือนเจ้าของภาษา แล้วก็ไม่ได้มีเส้นสายเหมือนกับเพื่อน แต่ท้ายที่สุดแล้วโฮสต์มัมก็เป็นเหมือนอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยเรา เราเลยได้ไปฝึกงานที่โรงเรียนอนุบาล


       “หลายๆ คนอาจจะคิดว่าเป็นแค่การฝึกงานคงไม่น่าได้ทำอะไรมาก แต่รู้มั้ยว่าตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่เราฝึกงานนั้น เราเหมือนเป็นครูอนุบาลของโรงเรียนนั้นจริงๆ เลย เราทำทุกอย่างตั้งแต่เช็ดก้นเด็ก สอนหนังสือ ทำกิจกรรมไปจนกระทั่งเขียนรายงาน ใช่แล้ว55555 เราต้องทำตั้งแต่เช็ดก้นเด็กเลย เป็นการฝึกงานที่เปิดโลกเรามากเลย เราคิดว่าถ้าเราอยู่ไทย ก็คงจะไม่ได้มีโอกาสได้ทำแบบนี้แน่ๆ”

       “นอกจากจะเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับเราแล้ว เราว่าเรายังได้เรียนรู้อะไรจากการฝึกงานนี้หลายอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะว่าเราต้องใช้พูดคุยกับเด็กๆ ทำกิจกรรมกับเด็กๆ การที่เราได้อยู่ร่วมกับเด็กๆ ทำงานกับเด็กๆ ก็ทำให้เราเป็นคนที่ใจเย็นมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการที่ได้ลองทำงานจริงๆ ก็ทำให้เรารู้ว่าเราชอบอะไร เราไม่ชอบอะไร เรามีความสามารถทางด้านไหน หรือมีอะไรที่เราจะต้องปรับปรุงตัวบ้าง แถมทักษะการใช้ชีวิตของเรายังพัฒนาขึ้นอีกด้วย”


ความประทับใจที่มีต่อประเทศเยอรมนี


       “อย่างที่เราบอกไปว่าเมืองที่เราอยู่ไม่ได้ใหญ่ ทุกอย่างเลยค่อนข้างไม่เร่งรีบ เวลาเดินไปไหนมาไหน คนในเมืองทุกคนก็จะทักทายกันเสมอ ไม่ใช่รีบเร่งแต่จะไปให้ถึงจุดหมายของตัวเอง กลายเป็นว่าสำหรับเราแล้วคนเมืองนี้น่ารักมากๆ เวลาซื้อของก็เหมือนกัน พนักงานจะอวยพรให้เรามีวันที่ดี (Have a good day) ทุกครั้งเลย นอกจากนี้ข้าวของก็ไม่ได้แพงมาก ราคาของบางอย่างถูกกว่าการใช้ชีวิตแถวจุฬาฯ อีก แต่น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นเมืองขนาดเล็กด้วย เรื่องที่เราประทับใจมากที่สุดก็คงจะเป็นการคมนาคมของที่นั่น คือระบบรถไฟฟ้าของเขาดีมาก ตรงเวลาสุดๆ เวลาไปไหนมาไหนก็เลยสะดวกมากๆ แถมยังสะอาดอีกด้วย มีครั้งนึงเราเคยนั่งรถไฟไปเที่ยวเมือง Hamburg ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองของเรามากนัก ตอนกลับมีพายุเข้า รถไฟเลยถูกยกเลิกทั้งหมด เราก็เลยกลับบ้านไม่ได้ แต่การรถไฟของที่เยอรมนีแก้ไขสถานการณ์ดีมากเลย คือเขาจ้างแท็กซี่ให้เราและโฮสต์กลับบ้านเลย แบบข้ามเมืองเลยอ่ะ ซึ่งก็ไกลพอสมควรเลย ค่ารถเป็นหมื่นแต่เขาก็รับผิดชอบให้ทั้งหมด เรานี่ประทับใจสุดๆ”
 


สอบติด BALAC และได้ทุน UIS ส่วนหนึ่งก็มาจากแลกเปลี่ยน


       “หลังจากที่เรากลับมาจากแลกเปลี่ยนไม่นาน เราก็กลับไปเรียนม.5 ตามปกติ เรียนพิเศษต่างต่างนานา เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะเราตั้งใจจะเรียนภาคอินเตอร์อยู่แล้ว เราก็เลยลองไปสอบ IELTS กับ TUGET ดู ปรากฏว่าคะแนนสอบออกมาค่อนข้างดี อาจารย์ที่เรียนพิเศษเลยแนะนำให้สอบเทียบเลย เพราะคะแนนเราถึงเกณฑ์ที่สามารถยื่นเข้ามหาวิทยาลัยได้เลย เราก็เลยตัดสินใจสอบเทียบและยื่นเข้ามหาวิทยาลัยเลยหลังจากจบม.5 ซึ่งต้องบอกว่าการแลกเปลี่ยนมีส่วนช่วยเราในการสอบเข้า BALAC หรือคณะอักษรฯ อินเตอร์ จุฬาฯ มากเลยล่ะ เพราะเนื่องจากว่า BALAC เป็น Cultural Studies Program ที่เป็นหลักสูตรที่สอนเกี่ยววัฒนธรรมและสังคม รวมถึงการเรียนภาษา และการที่เราได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนนั้น นอกจากภาษาแล้วเรายังได้พบเจอสภาพแวดล้อมที่่แตกต่างไปจากบ้านเรา ได้เรียนรู้ว่าเขามีความแตกต่างกับเราอย่างไรและเราควรปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่นี้ได้อย่างไร ซึ่งเราคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ BALAC ต้องการ เนื่องจากว่าความรู้ที่ว่าบนโลกใบนี้มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมจึงส่งผลทำให้คนในแต่ละประเทศมีพฤติกรรมหรือการดำเนินชีวิตความเชื่อที่แตกต่างกันออกไปเป็นความรู้พื้นฐานที่เด็ก BALAC ควรจะตระหนักถึงอยู่เสมอ เราเลยคิดว่าถึงแม้ว่าเราจะอายุน้อยกว่าคนอื่นๆ แต่การไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมนีครั้งนี้ก็คงเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เปรียบคนอื่นๆ”

       “ส่วนการแลกเปลี่ยนมีส่วนช่วยให้ได้ทุน UIS ยังไง?ราตอบได้เลยว่ามีส่วนช่วยทั้งทางตรงและทางอ้อมเลย อย่างแรกเลยก็คือมันสามารถเป็นโปรไฟล์ที่ดีให้กับเราตอนสัมภาษณ์กับคณะกรรมการ ทำให้เขาอยากรับเราเข้าทำงาน เนื่องจากว่ามันเป็นเหมือนสิ่งการันตีว่าเราสามารถพูดได้ถึง 3 ภาษาเลยนะ อีกทั้งยังยืนยันกับกรรมการได้อีกว่าเราสามารถรับผิดชอบตัวเองได้อีกด้วยนะ เพราะการที่เราไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศโดยไม่มีพ่อแม่คอยช่วยเหลือ มันเหมือนเรากล้าที่จะก้าวออกจากความเคยชินเดิมๆ มันเลยทำให้เราโตขึ้น สามารถที่จะทำอะไรเองได้มากยิ่งขึ้นและรู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอีกด้วย แต่สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นๆ ก็คงจะเป็นการได้ฝึกงานที่เยอรมนี เพราะหลายๆ คนก็อาจจะเคยไปแลกเปลี่ยนกันมาแล้วบ้าง แต่ไม่น่ามีใครเคยไปฝึกงานเหมือนเราเลย กลายเป็นว่ามันทำให้เราดูน่าสนใจขึ้นมาเลย”
 


อยากฝากอะไรถึงน้องๆ Dek-D 


       สุดท้ายนี้อยากฝากถึงชาวน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคนว่า ถ้าน้องๆ มีโอกาสก็อยากให้ลองไปแลกเปลี่ยนดู เพราะว่าสิ่งที่ได้กลับมานั้น มันไม่ใช่แค่ภาษา แต่ยังมีประสบการณ์ซึ่งเราอาจจะคาดไม่ถึงหรือไม่สามารถหาที่ไหนได้อีก อีกทั้งยังทำให้เราโตขึ้นอีกด้วย เรากล้าพูดเลยว่าที่เราเข้า BALAC ได้และยังได้ทุน UIS ส่วนนึงก็มาจากการไปแลกเปลี่ยนซึ่งทำให้เรากลายมาเป็นเราในวันนี้ ดังนั้นไปแลกเปลี่ยนกันเถอะ > <


       เป็นอย่างไรกันบ้างคะน้องๆ การแลกเปลี่ยนนี่สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะคะ นอกจากภาษาของเราจะพัฒนาแล้ว ยังทำให้เราเติบโตขึ้น เรียนรู้ที่จะทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น แถมยังได้พบเจอกับสิ่งใหม่ๆ ซึ่งกลายมาเป็นประสบการณ์ดีๆ ที่มีส่วนช่วยในการสอบเข้ามหาลัยและการสอบชิงทุนอีกด้วย พี่ไอซ์เชื่อว่าน้องๆ ทุกคนก็สามารถเป็นอย่างพี่พริ้มได้เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งท้อ สู้ๆ ค่า
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=ice___

พี่ไอซ์ - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #เรียนต่อนอก #ประสบการณ์เด็กนอก #เยอรมนี

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?