/>

เมื่อเด็กวิศวะเบนสายไปเรียนป.โท ไฟแนนซ์ และได้ไปแลกเปลี่ยนที่ม.ดัง ประเทศเยอรมนี! []

วิว
     
        สวัสดีชาว Dek-D ทุกคนค่ะ มีใครกำลังสนใจเรียนต่อปริญญาโท ด้าน Finance (การเงิน) บ้างไหมคะ? ถ้ามีล่ะก็วันนี้ พี่ภัทร มีบทสัมภาษณ์ของพี่คนหนึ่งที่เรียนปริญญาโทด้านไฟแนนซ์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถมได้ไปแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศเยอรมนีอีกด้วย ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าพี่เขาจะมาแชร์ทั้งเรื่องการเรียน การกินอยู่ ไปจนถึงเรื่องปัญหาที่เจอตอนไปถึงแรกๆ เลยค่ะ ใครที่สนใจจะไปเรียนต่อที่เยอรมนีก็เตรียมตัวเก็บข้อมูลได้เลย!
 


แนะนำตัว


        สวัสดีครับ ชื่อณัฐดนัย ยศไพบูลย์ ชื่อเล่น ‘แนค’ ครับ ตอนปริญญาตรีเรียนวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเคมี ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบก็ไปต่อ ป.โทที่ The University of Manchaster ประเทศอังกฤษ หลักสูตร Advanced Chemical Engineering 1 ปี พอเรียนจบกลับมาทำงานก็เรียนโทไฟแนนซ์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหลักสูตรชื่อ Master of Science Finance (MSF) ไปด้วยครับ
 
        จุดเปลี่ยนที่เราเบนสายมาเรียนการเงิน เพราะถึงจุดๆ นึงเรารู้สึกว่างานทางด้านวิศวะเคมียังไม่ใช่ตัวเรา ประกอบกับตอนทำงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานในด้านการเงินนิดหน่อยก็เลยรู้สึกสนใจ อยากเห็นภาพรวมของธุรกิจ แล้วก็อยากเข้าใจเรื่องของการเงิน เศรษฐกิจ มากขึ้น เลยมาเรียนปริญญาโทด้านไฟแนนซ์เพิ่ม” 
 
        ในหลักสูตร  MSF ที่เราเรียนเขามีให้ไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ 1 เทอม ก็มีหลายมหาลัย หลายประเทศให้เลือก เช่น ในเอเชียก็จะมี Waseda University ของญี่ปุ่น National Taiwan University ที่ไต้หวัน ที่อเมริกาเป็น The University of Florida  ส่วนในยุโรปก็จะมี Strathclyde Business School ที่สกอตแลนด์  HEC Lausanne ที่สวิตเซอร์แลนด์  ส่วนที่ดังๆ ด้านไฟแนนซ์ก็จะเป็น Bocconi University ที่อิตาลี University of Luxemburg ประเทศลักเซมเบิร์ก Copenhagen Business School ของเดนมาร์ก แล้วก็ Frankfurt School of Finance & Management ที่เยอรมนี ”
 
        จริงๆ มันมีมหาลัยที่มีทุนให้นักศึกษาแลกเปลี่ยนด้วยนะ คือ Aalto University School of Business ประเทศฟินแลนด์ เป็นโครงการที่ให้ทุนการศึกษากับทุนการเดินทาง ประมาณ 1,000 ยูโรต่อคน แล้วก็มี University of Luxembourg ให้ทุนการศึกษา 800 ยูโรต่อเดือน สูงสุด 5 เดือน แล้วยังให้ค่าเดินทางอีก 1,100 ยูโร แถมที่นี่ยังเป็นมหาลัยเดียวที่ให้เด็กฝึกงานต่อได้ ถ้าเราไปแลกเปลี่ยนแล้ว Performance ดี เกรดดี สามารถยื่นขอฝึกงานที่ลักเซมเบิร์กได้ ไม่แน่ใจว่าด้านไหนแต่ที่ลักเซมเบิร์กเขาดังด้าน Welth Management คือบริหารกองทุน 

 


 

เหตุผลที่เลือกไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมนี


        Financial Center หรือศูนย์กลางทางการเงินของยุโรปอยู่ที่แฟรงเฟิร์ตแล้วก็ลอนดอน และธนาคารกลางของเยอรมนีและยุโรปก็อยู่ที่แฟรงเฟิร์ต เราเลยคิดว่าตรงนั้นมันเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่น่าสนใจ จริงๆ ตอนแรกก็สนใจที่อังกฤษ แต่ว่าเทอมที่ไปมันตรงกับเทอมหนึ่งของอังกฤษ ซึ่งเขาเรียนปีเดียว เทอมหนึ่งมันก็เลยมีแต่วิชาพื้นฐานที่เราเรียนหมดแล้ว มันไม่มีวิชาเลือกอะไรขนาดนั้น ประกอบกับเยอรมนีค่าครองชีพมันถูกกว่าอังกฤษด้วยส่วนหนึ่ง แล้วถึงมันจะไม่อยู่กลางยุโรปมาก แต่มันก็ติดยุโรปส่วนอื่นการเที่ยวก็น่าจะง่ายกว่า 5555”

 
รูปน้ำตก Triberg สวยๆ ที่ถ่ายโดยพี่แนค
 

ยอดเขา zugspitze ยอดเขาที่สูงที่สุดในเยอรมนี
 

ตอนสมัครไปที่เยอรมนีต้องใช้อะไรบ้าง


        “ด้วยความที่มันเป็นโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาลัยมันก็จะไม่ใช้อะไรมาก ใช้เกรดที่ไทย ใช้ SOP หรือ Statement of Purpose เขียนว่าทำไมถึงอยากไป คิดว่าไปเรียนแล้วจะได้อะไรมาจากที่นู่น แล้วก็ใช้คะแนนภาษา IELTS หรือ TOEFL ก็ได้แล้วแต่มหาลัย เขาจะมีเกณฑ์อยู่ว่าแต่ละยูต้องมีขั้นต่ำเท่าไหร่ มีตั้งแต่ IELTS 6.5 - 7 แต่จริงๆ แลกเปลี่ยนมันก็ไม่ได้ซีเรียสมากเท่าไปเรียนโทของจริง มันจะดูแค่คะแนนรวม ถ้าเป็นปกติสอบเข้าโทมันจะดูคะแนนแต่ละอันด้วยว่าแต่ละพาร์ตได้เท่าไหร่ อย่างถ้า overall หรือคะแนนรวม ได้ 7 คะแนนการเขียน (Writing) ก็ต้อง 7 ด้วย” 
 
        “โครงการนี้มันจะให้ไปแลกเปลี่ยนได้มหาลัยละ 1-2 คนแล้วแต่โควตาของแต่ละมหาลัย อย่างที่จุฬาฯ ได้ 2-3 คน ถ้ามีคนสมัครเกินโควตาเขาก็จะเรียงลำดับเกรด ใครเกรดมากกว่าก็จะได้ไป”

 

การเตรียมตัว (เตรียมใจ) ตั้งแต่นับหนึ่งเรื่องภาษา


        ถ้าไปยุโรปเนี่ยสิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องเจอก็คือเรื่องภาษา เพราะเขาไม่ค่อยใช้ภาษาอังกฤษกัน (มีภาษาเป็นของตัวเอง) เราเลยต้องทำการหาข้อมูลก่อนว่าแต่ละประเทศแต่ละเมืองแต่ละมหาลัยที่เราจะไปมันมีความอินเตอร์มากน้อยแค่ไหน อย่างที่ไปที่เยอรมนีเราทำการบ้านมาส่วนหนึ่งเพราะมีรุ่นพี่เคยไป แล้วเขาบอกว่าแฟรงเฟิร์ตเนี่ยมันค่อนข้างมีความอินเตอร์มากๆ คนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ เราก็สบายใจไปเปราะหนึ่งละ แต่สุดท้ายเราก็เตรียมตัวเพิ่มหน่อย ไปเรียนภาษาเยอรมันเพิ่มเติม เราเรียนไปคอร์สนึง ก็พอถูๆ ไถๆ ไปได้บ้าง”

 

งานคริสมาสมาเกตในเมือง Meinz ประเทศเยอรมนี ต้นกำเนิดของคริสต์มาสมาร์เก็ตทั่วโลก

 

มหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งโดยธนาคาร

 
       “ต้องเล่าเบื้องต้นก่อนว่ามหาลัยที่เราไป Frankfurt School of Finance & Management  มันเป็นมหาลัยที่ก่อตั้งโดยธนาคาร พูดง่ายๆ คือมันเป็นมหาลัยที่ป้อนคนทำงานแบงค์ เพราะฉะนั้นหลักสูตรมันจะมีความอัปเดต ทันสมัยมากกว่าเพื่อจะได้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมได้ เขามีเปิดหลักสูตรใหม่ๆ ตลอด เช่น Data Analytics and Machine Learning in Finance, Blockchain, Deep Learning, Renewable Energy Finance, Apply AI in Business, Fintech แล้วก็ Green Finance

 

Frankfurt School of Finance & Management 

 

เรียนที่เยอรมนีไม่ยากอย่างที่คิด!


        “ตอนแรกกดดัน คิดว่าเขาน่าจะเรียนยาก ไหนจะเรื่องภาษาอังกฤษ ไหนจะเรื่องเรียนอีก แต่จริงๆ ตอนที่ครูสอนเขาจะเน้นให้เข้าใจในห้อง ที่เยอรมันเขาจะให้เรียนแค่พื้นฐานถึงแค่ระดับกลางๆ ใช้งานได้ ทำให้เวลาครูสอน เขาจะมีเวลาอธิบายลงดีเทลให้เด็กเข้าใจพื้นฐานแน่นๆ เขาจะยอมเสียเวลา 3 - 4 ครั้งแรกอัดพื้นฐานให้แน่นเพื่อให้เด็กเข้าใจ แล้วพอที่เหลือเขาก็จะไปเร็วขึ้นได้ละ เพราะว่าเด็กเข้าใจแล้ว
 
        “มีวิชานึงที่เรียนคล้ายๆ กับที่เคยเรียนที่ไทย พอไปเรียนที่นู่นก็รู้สึกว่าบางอย่างที่เราเรียนที่ไทยไม่ได้เข้าใจแบบนี้เลย บางอย่างเราก็แค่จำๆ ไปแล้วเอาไปใช้” 
 


 

สไตล์การเรียนของที่เยอรมนี


        ลักษณะการเรียนส่วนใหญ่ก็เน้น Discussion หรือการอภิปราย ถามตอบ นักเรียนแสดงความคิดเห็น เวลาเขาสงสัยอะไรก็ถามเลย ไม่ว่าคำถามมันจะดูฉลาดหรือดูโง่แค่ไหนก็ตาม เวลาครูสอนทุกคนก็จะพยายามตอบตลอด”  
 
        “เรารู้สึกว่าต้องขยันกว่าที่ไทย เหมือนที่นู่นเขาจะขยันเข้าห้องสมุดกันมากๆ จบคลาสก็ไปห้องสมุด ไปอ่านหนังสือทบทวน ถ้าเป็นปกติเราอยู่ไทยเรียนไม่เข้าใจก็ปล่อยๆ ไปเดี๋ยวค่อยอ่านเอา ไปติวอีกทีตอนไฟนอล แต่ที่นู่นเขาจบคลาสนึงเขาจะไปทวนเลย พอมาคลาสต่อไปถ้าเขายังไม่เข้าใจเขาจะยกมือถามเลย เราเลยต้องปรับตัวไปอ่านเพิ่มเพราะถ้าเราไม่ทวน ไม่เข้าใจ สุดท้ายจะเรียนตามไม่ทัน”

 

photo credit: frankfurt.school
 

ที่เยอรมนีเรียนไปด้วยฝึกงานไปด้วยได้


        ที่เยอรมนีเขาค่อนข้างสนับสนุนให้นักเรียนเรียนไปทำงานไปได้ อาจไม่ใช่ทุกที่ แต่มหาลัยที่เราไปเขาสนับสนุนให้นักเรียนเรียนไปทำงานไปได้ โดยในหนึ่งสัปดาห์เขาจะจัดให้เรียนแค่ 3 วัน หรือ 4 วัน ก็จะมีวันที่ว่างประมาณ 2 หรือ 3 วัน ไม่รวมวันอาทิตย์ นักศึกษาก็สามารถไปหางานทำได้ แตกต่างกับของไทยที่การเรียนไปทำงานไปมักจะเป็นเรียนตอนเย็นหรือเรียนเสาร์อาทิตย์ อย่างเราอยู่ไทยเราทำงานฟูลไทม์เต็มเวลาแล้วเรียนเสริมๆ เอา แต่การฝึกงานของที่นี่ เขาจะมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นนักเรียนระยะยาวอยู่เกิน 1 ปี ซึ่งเราไปแค่เทอมเดียวก็เลยไม่ได้ฝึก”

 

แคมปัสใหม่มาก อำนวยความสะดวกให้นักเรียนสุดๆ


        “โชคดีที่มหาลัยที่เราไปมันเป็นแคมปัสใหม่ มันก็เลยดีไซน์มาอำนวยความสะดวกให้นักเรียนเยอะ เช่นมีห้องให้นักเรียนทำงานกลุ่มเยอะมาก มีโต๊ะกลม ที่ชาร์จคอม USB แล้วก็มีที่เสียบต่อคอมกับทีวีไว้โชว์สไลด์ได้ ตึกที่ไปเรียนมันก็เพิ่งสร้างมาแค่ 2 ปี ทุกจุดที่เป็นที่นั่งอ่านหนังสือเขาจะมีที่เสียบปลั๊กธรรมดาแล้วก็ USB ไว้ให้เสียบชาร์จมือถือ ไม่ว่าจะนั่งทำงานตรงไหนของมหาลัยก็สามารถชาร์จทุกอย่างได้หมดเลย” 

 

photo credit: frankfurt.school

 

photo credit: frankfurt.school
 
        ห้องสมุดก็เปิด 24 ชม.ตลอดทุกวันพื่อให้เด็กเข้าไปทำงานอ่านหนังสือได้ แถมเอาขนม เอาเบียร์เข้าไปกินในห้องสมุดได้ด้วย 5555 แล้วห้องเรียนเองก็มีหลายแบบ บางห้องก็เป็นสโลป บางห้องก็เป็นที่นั่งเดี่ยวๆ แต่มีล้อทำให้ย้ายไปนั่งคุยงานกลุ่มได้ง่าย”
 
        การอัปเดตข้อมูลด้านการเรียนการสอนของเขาก็ดีมากเหมือนกัน อย่างเช่น มีคลาสยกเลิก ย้ายห้องเรียน หรือมีการบ้าน มีงานกลุ่มเมื่อไหร่ คะแนนสอบ คะแนนทุกอย่าง เขาอัปเดตขึ้นระบบ มีส่งเข้าอีเมลหมดเลย มีแอปพลิเคชันด้วย”

 

photo credit: frankfurt.school
 
         “มีจอทีวีบอกอยู่ตรงชั้นหนึ่งของตึกเลยว่าห้องนี้เวลานี้ ใครสอน เรียนวิชาอะไร เวลาเราอยากรู้ว่าเราเรียนห้องไหนเราก็มาเช็กคอนเฟิร์มตรงนั้นได้อีกทีนึง หน้าห้องเรียนก็มีจอคล้ายๆ ไอแพดบอกว่าห้องนี้เรียนอะไรอยู่ กี่โมงถึงกี่โมง ใครสอน มันจะไม่ต้องไปนั่งหาห้องเรียนเองแบบที่ไทย หรืออย่างบางทีที่ไทยก็เขียนกระดาษแล้วแปะหน้าห้องเอา” 
 
        “แล้วก็ที่นู่นเขาจะแจกไฟล์ PDF ของ Course Syllabus ทุกวิชาที่เขาจะเปิดในปีนั้นมาให้เป็นเล่มเลย ในไฟล์ก็จะแจกแจงรายละเอียดในแต่ละวิชาชัดเจนมาก ว่าสอนเรื่องอะไร กี่ครั้ง สอนยังไง การบ้านให้กี่อัน วันไหน ส่งเมื่อไหร่ เป็นงานเดี่ยว เป็นงานกลุ่ม หรือวิชานี้เป็นสอบ 100% ไม่มีการบ้านนะ ทำให้เวลาเราลงเรียนเราจะเลือกได้ถ้าไม่อยากทำงานกลุ่มเยอะก็ไปลงวิชาที่มีงานกลุ่มน้อยๆ แทน”

 

จริงมั้ยที่เค้าบอกว่า คนเยอรมันดุ!


        จริงๆ คนเยอรมันไม่ได้ดุ แต่แค่เป็นคนตรงๆ คิดยังไงก็พูดอย่างนั้น เช่นถ้าเขาไม่ชอบอะไร เขาก็จะบอกเลยว่าเขาไม่โอเคกับตรงนี้นะ ทำไม่ได้ก็บอกเลยว่าทำไม่ได้ ค่อนข้างต่างจากบ้านเราที่จะเกรงใจ แล้วเขาจะค่อนข้างเคร่งเรื่องความตรงต่อเวลา ถ้าบอกเวลานี้ก็ต้องเวลานี้ จะไม่มีเลทหรือสาย ซึ่งจริงๆ ก็ควรมาก่อนเวลาด้วยนิดนึง”

 

การปรับตัวเรื่องภาษาและเรื่องการกินอยู่


        “เรื่องภาษา คนเยอรมันส่วนมากจะพูดภาษาอังกฤษได้เลยไม่ต้องปรับอะไรมากเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นพวกแคชเชียร์หรือคนพนักงานในซูเปอร์มาร์เก็ตอาจจะพูดไม่ได้หรือไม่เข้าใจเท่าไหร่ เราเองก็ต้องพยายามสื่อสารกับเขา ภาษาเยอรมันที่เรียนจากไทยมาหนึ่งคอร์สก็พอมีประโยชน์บ้างเล็กน้อย เอาไว้เวลาถามเป็นคำๆ ง่ายๆ ประมาณนี้ พอเราไปอยู่จริงในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนพูดภาษาเยอรมันเราก็จะซึมซับได้บ้าง ฟังได้ชัดขึ้น พออยู่ไปสักพัก 2-3 เดือนก็พอจะปรับตัวได้ด้านภาษา”

 

Currywurst อาหารพื้นเมืองของเยอรมนี


 
        “แล้วก็เรื่องอาหารเองก็ต้องปรับตัวเพราะอาหารเยอรมันค่อนข้างขึ้นชื่อเลยว่าเค็ม และเค็มมากแล้วก็เลี่ยน ไม่ค่อยอร่อย ต้องทำกินเองถึงจะถูกใจ น้ำดื่มคนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าเขากินเบียร์กันซึ่งก็คือเรื่องจริง 5555 ถ้าเราจะซื้อน้ำเปล่าก็ต้องดูดีๆ เพราะที่ยุโรปเขาจะมีน้ำ Sparking Water หรือน้ำเปล่าอัดแก๊สหรือโซดา ซึ่งพอเราไปเราจะแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นน้ำเปล่าอันไหนเป็น Sparking water ก็ต้องใช้ประสบการณ์ในการเลือกนิดนึง” 
 
Note: เวลาจะซื้อน้ำเปล่าให้หาคำว่า Ohne หรือ  natural ที่หมายถึง น้ำเปล่าธรรมดา
 
        เรื่องอาหารไม่ต้องกังวลไปนะครับ เพราะที่เยอรมันจะมีซูเปอร์มาร์เก็ตจีน ชื่อ Go Asia อยู่ในห้าง Karstadt ซึ่งมีอยู่เกือบทุกเมืองใหญ่ๆล้วเราก็รู้สึกว่าโชคดีที่เยอรมันมันมีร้านอาหารไทยแล้วก็ซูเปอร์ที่มีวัตถุดิบไทยเยอะเหมือนกัน หลายๆ อย่างมันเลยหาได้ง่ายกว่าที่อังกฤษ”

 

อาหารพื้นเมืองของ frankfurt

 

Apfelwein เครื่องดื่มท้องถิ่นของแฟรงเฟิร์ต


 

อยู่หอพักแบบครัวส่วนกลาง แต่ชอบมีคนใช้กระทะแล้วไม่ล้าง!


        “หอที่เราอยู่เป็นแบบใช้ครัวส่วนกลาง เราก็จะเจอคนหลายชาติมากเลย ทั้งอเมริกา สเปน อิตาลี ฯลฯ ส่วนใหญ่ในหอก็จะเป็นนักเรียนปริญญาตรี ปัญหาที่เจอก็เรื่องความสะอาดในครัว บางคนก็ใช้จาน กระทะแล้วไม่ล้างประจำ ไม่ก็ใส่เครื่องล้างจานแล้วกดล้างบ้างไม่ล้างบ้าง สะอาดไหม ก็ไม่สนใจไม่ได้มาดู ที่แย่สุดคือใช้กระทะแล้วไม่ล้างแถมเอาไปคว่ำไว้ตรงที่วางจานล้างแล้วอะ เวลาจะหยิบใช้ก็ต้องเล็งๆ ก่อน เอาไปล้างก่อน

 

รูปห้องครัวในหอพัก

 

Culture Shock เล็กๆ


        “เราไปแล้วไม่ค่อยเจออะไรพีคๆ เท่าไหร่ แต่เพื่อนที่ไปด้วยกันเขาเป็นผู้หญิงก็จะเจอบ้าง อาจไม่ใช่เรื่องแปลกมากแค่เป็นเรื่องที่เราไม่ชิน คือโครงการนี้เขาจะมีบัดดี้ให้เป็นคนเยอรมัน การทักทายแบบเยอรมันสำหรับผู้ชายกับผู้หญิงคือเอาแก้มชนกัน ส่วนถ้าเป็นผู้ชายกับผู้ชายเขาจะแค่จับมือทักทายเฉยๆ แล้วเพื่อนเราได้บัดดี้เป็นผู้ชาย เจอกันครั้งแรกก็ไม่อะไรเท่าไหร่แค่จับมือทักทายกัน แต่เจอกันครั้งที่ 2 เขาทักทายแบบเยอรมันคือเอาแก้มชนกัน เพื่อนเราก็อึ้งไปเลย ยืนตัวแข็ง พอบัดดี้เห็นเป็นงั้นก็หน้าแดง เขินใหญ่เลย ก็ขำๆ กันไป”

 

วิวมุมสูงเมือง heidelberg เมืองท่องเที่ยวในเยอรมนี


 

ปัญหาที่เจอระหว่างอยู่ที่เยอรมนี


        ถึงแม้จะพูดว่าทุกคนส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่เวลาไปติดต่อพวกราชการ หรืออย่างอื่นที่ต้องติดต่อ Call Center จะเป็นภาษาเยอรมันหมดเลย ซึ่งปัญหาเอกสารก็เยอะมาก วุ่นวายมาก ภาษาเยอรมันล้วน
 
        เป็นประเทศที่ระบบ ระเบียบเยอะมากทำให้ขั้นตอนทุกอย่างมันช้ามาก อย่างเช่นเวลาไปเปิดบัญชีธนาคาร เราต้องไปนัดคิวทำ 2-3 วันกว่าจะได้คิว ต้องใช้เอกสารเยอะมาก ไม่ได้ใช้แค่พาสปอร์ตอย่างเดียว เขาขอทุกอย่างเลยว่าเรามาอยู่ที่นี่มาทำอะไร นานแค่ไหน มีจดหมายมหาลัยรองรับ เปิดเสร็จก็ไม่ใช่ได้เลยนะ ต้องรออีกเป็นอาทิตย์ ทำให้ชีวิตตอนไปช่วงแรกค่อนข้างลำบาก แต่เราก็เข้าใจแหละว่ามันเป็นเรื่องของความปลอดภัย เลยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราต้องปรับตัวให้ชินกับระบบที่นั่น"
 
        อย่างหอในของมหาลัยมันก็ไม่ได้พอสำหรับทุกคนบางคนก็ต้องไปหาหอนอก โชคดีที่เราลงทะเบียนเร็วก็เลยรอด แต่มีเพื่อนที่ต้องไปหาหอนอกอยู่ เพราะว่าลงทะเบียนไม่ทันแล้วหอนอกมันหาค่อนข้างยากเพราะส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยรับคนที่มาแลกเปลี่ยน เขารับแต่นักเรียน แล้วพอเพื่อนหาหอไม่ได้ก็จะทำอะไรไม่ได้เลย เปิดบัญชีไม่ได้เพราะมันต้องใช้ใบทะเบียนบ้านยืนยันที่อยู่ก่อน พอเปิดบัญชีไม่ได้ก็กดตังค์ไม่ได้ ซึ่งการลงทะเบียนนี้อะไม่ใช่แค่คนต่างชาตินะ แต่คนเยอรมันทุกคนที่ย้ายที่อยู่ก็ต้องแจ้งเข้าอยู่ในเมืองนั้นๆ แล้วถ้าเขาไม่มีเอกสารยืนยันที่อยู่ว่าเป็นคนถูกกฎหมายในเมืองนั้นๆ ก็จะทำอะไรไม่ได้เลย เปิดบัญชีไม่ได้ ติดเน็ตก็ไม่ได้เพราะมันต้องใช้บัญชีธนาคารในการตัดเงิน กลายเป็นลำบากไปเลยอะ”

 

 วิวมุมสูงตอนเย็นของเบอลิน 

 

ความเหมือน - ต่างระหว่างการเรียนที่อังกฤษและเยอรมนี


        “จากที่ได้มีโอกาสไปเรียนในทั้ง 2 ประเทศ โดนรวมๆ เราว่า ไม่ต่างกันมาก วัฒนธรรมก็คล้ายกัน สไตล์การเรียน การถามตอบเขาจะกล้าพูด กล้าถาม แต่วัฒนธรรมจะต่างนิดหน่อย อย่างที่เราบอกไปว่าคนเยอรมันเขาจะมีความตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนคนอังกฤษจะสุภาพกว่า เป็นมิตรกว่านิดหน่อย” 

 


 

ฝากถึงคนที่อยากไปเรียนต่างประเทศ


          "การไปเรียนต่างประเทศมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เป็นประสบการณ์ที่ควรจะไปลองสักครั้งนึง มันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เปิดโลก ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บางคนที่เคยไม่กล้าไป พอได้ไปก็จะคิดว่าเสียดายว่าทำไมเราไม่ได้ไปตั้งแต่ 2-3 ปีที่แล้วที่มีโอกาส เพราะมันทำให้เราโตขึ้นเยอะเลยนะ ตั้งแต่ไปอยู่หอ ก็ต้องจัดการทุกอย่างเอง ทั้งซักผ้า จัดบ้าน ทำอาหาร ต้องตื่นนอนเอง มันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากขึ้นเยอะเลย เวลาเจอปัญหาอะไรเราก็ต้องตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วก็อยากแนะนำว่าควรฝึกทำอาหารมาบ้าง ฮ่าๆ"

 
        เป็นยังไงบ้างคะ อ่านบทสัมภาษณ์ของพี่แนคไปทำให้ได้รู้เกี่ยวกับการเรียนที่เยอรมนีเยอะขึ้นมากเลยนะคะ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังตัดสินใจไปเรียนต่อที่ต่างประเทศนะคะ^^//

 
Source
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pat___

พี่ภัทร - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #แลกเปลี่ยน #เรียนต่อ #ปริญญาโท #ไฟแนนซ์ #การเงิน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?