/>

5 เทคนิคการเรียนภาษา ไม่ว่าจะใช้กับภาษาไหนก็รับรองว่าเวิร์ก! []

วิว
       สวัสดีค่า น้องๆ Dek-D เคยสงสัยกันมั้ยคะว่าคนที่สามารถพูดได้มากกว่า 3 ภาษานั้น เขามีเทคนิคอะไรที่ทำให้เขาสามารถเรียนรู้ภาษาต่างๆ ได้มากมายขนาดนี้ เพราะสำหรับพี่ไอซ์แล้วเพียงแค่ 2-3 ภาษายังรู้สึกเลยว่ามันต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเรียนรู้ TT เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาพี่มีโอกาสได้ดู TED Talk อันนึงซึ่งเป็นคลิปเก่าหลายปีแล้วแต่มีประโยชน์มากๆ เป็นคลิปของคุณ Sid Efromovich ซึ่งนอกจากภาษาอังกฤษแล้ว เขายังสามารถพูดได้อีก 7 ภาษา นั่นก็คือ ฝรั่งเศส จีน โปรตุเกส สเปน กรีก เยอรมันและอิตาเลียน

       Sid Efromovich บอกว่าเขาสามารถพูดได้มากถึง 4 ภาษา ตั้งแต่อายุ 18 ปี เนื่องจากว่าครอบครัวเป็นผู้ปลูกฝังให้กับเขา แต่อีก 3 ภาษานั้น เขาเรียนรู้มันด้วยตนเองภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ซึ่งยังบอกอีกว่า การเรียนภาษาของเขานั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ เพราะในขณะที่หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าการเรียนภาษานั้นยากจนรู้สึกเครียด แต่สำหรับเขาแล้ว การเรียนภาษาเป็นอะไรที่สนุกและมีความสุขอย่างมาก ฟังอย่างนี้แล้ว พี่เชื่อว่าน้องๆ คงอยากจะรู้กันแล้วว่า 5 เทคนิคการเรียนภาษาของชายซึ่งพูดได้ถึง 8 ภาษาคนนี้มีอะไรบ้าง ตามพี่มาได้เล้ยยย


   1. จงทำผิดพลาด



     ตั้งแต่เล็กจนโต พวกเราทุกคนมักจะถูกสอนให้ทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ เช่น สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ควรทำนะ หรือว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ไม่ควรทำนะ แต่รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนภาษาก็คือ การทำผิดพลาดนั่นเองค่ะ เพราะอะไรรู้มั้ยคะ? เพราะว่าการที่เรารู้ภาษานั้น นั่นหมายความว่าเรารู้กลุ่มเสียงและกลุ่มโครงสร้างต่างๆ ซึ่งรวมกันเป็นฐานข้อมูลของภาษา อย่างไรก็ตาม บนโลกนี้ยังมีเสียงและโครงสร้างต่างๆ มากมายที่อยู่นอกเหนือจากฐานข้อมูลภาษาของเรา ดังนั้น เมื่อเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับเสียงและโครงสร้างเหล่านี้ในฐานข้อมูลภาษาของเราอยู่เลย เราจะเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจว่าโครงสร้างที่เราสร้างขึ้นหรือว่าเสียงที่เราเปล่งออกมานั้นถูกหรือผิด เราจะรู้สึกว่าสิ่งที่เรากำลังพูดอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องสักเท่าไหร่ และเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกเช่นนี้ มันคือสิ่งที่ดีค่ะ ^^ เพราะว่ามันคือสัญญาณที่บอกว่าเรากำลังจะขยายฐานข้อมูลภาษาของเรานะ และเรากำลังเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้นั่นเองค่ะ

     เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพมากยิ่งขึ้น คุณ Sid Efromovich จึงใช้คำศัพท์ภาษาสเปนคำว่า “Puerta” ซึ่งหมายถึงประตูเป็นตัวอย่าง ซึ่งคำนี้ออกเสียงว่า ‘ปู เอร์ ต้า’ (ตัวร.เรือต้องกระดกลิ้นนิดนึงค่ะ) ถ้าหากน้องๆ มีฐานข้อมูลภาษาอังกฤษ น้องๆ ก็จะทราบว่าคำนี้มีเสียงบางเสียงอยู่ในภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน นั้นก็คือ ปู (Pu) เอ (e) และต้า (ta) มีเพียงแค่เสียง ‘ร’ (r) ที่ต้องกระดกลิ้นเท่านั้นที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลจึงทำให้น้องๆ รู้สึกว่าไม่สามารถเปล่งเสียงได้อย่างถูกต้องและความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่สามารถเปล่งเสียงได้ถูกต้องนั้นคือ สิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าเสียงนี้อยู่นอกฐานข้อมูลของเรานั่นเองค่ะ และเราจะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมถึงจะสามารถเปล่งเสียงออกมาได้อย่างถูกต้องได้ยังไงล่ะคะ > <


   2. ลืมตัวอักษรของภาษาอื่นๆ ไปให้หมด




   หลายคนอาจจะงงว่าพี่หมายความว่าอะไร? งั้นน้องๆ ลองดูนี่นะคะ 

mão
coco
cocô

     น้องๆ คิดว่าคำศัพท์เหล่านี้ออกเสียงยังไงคะ ใช่ 'เมา', 'โคโค่', 'โคโค่ 'และไม่สามารถตอบได้หรือเปล่าคะ

     พี่เชื่อว่าถ้าหากเราไม่รู้ภาษาเหล่านี้แต่เรารู้ภาษาอังกฤษ เราก็จะพยายามอ่านคำเหล่านี้ตามหลักภาษาอังกฤษที่เรารู้ แต่รู้หรือไม่ว่าภาษาต่างๆ ไม่ได้ออกเสียงเหมือนกันทุกภาษานะคะ อย่างเช่นภาษาข้างบนนั้นเป็นภาษาโปรตุเกสและภาษาจีนค่ะ คำแรก (mão) นั้นเป็นภาษาโปรตุเกส อ่านออกเสียงว่า ‘เหม่า’ และหมายความว่า ‘มือ’ ค่ะ คำที่ 2 (coco) เป็นภาษาโปรตุเกส อ่านออกเสียงว่า ‘โกโก’ และหมายความว่า ‘มะพร้าว’ ค่ะ คำที่ 3 (cocô) เป็นภาษาโปรตุเกส อ่านออกเสียงว่า ‘โกโก๋’ และหมายความว่า ‘อึ’ ค่ะ และคำที่ 4 (火) เป็นภาษาจีน อ่านออกเสียงว่า ‘หั่ว’ และหมายความว่า ‘ไฟ’ ค่ะ


 

     เห็นมั้ยคะว่าถ้าหากเราอ่านคำต่างๆ เหล่านี้ตามหลักภาษาอังกฤษ เราจะไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่เราต้องการได้เลยค่ะและยิ่งไปกว่านั้นมันอาจจะทำให้เราสื่อความหมายที่เราต้องการผิดไปด้วยก็ได้ แทนที่เราจะได้มะพร้าวซึ่งก็คือคำว่า coco หรือ ‘โกโก’ มา เราก็อาจจะได้อึซึ่งคือคำว่า cocô หรือ ‘โกโก๋’ มาแทนก็ได้นะคะ ดังนั้นการใช้ตัวอักษรของภาษาอื่นๆ เพื่ออ่านอีกภาษาไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนภาษาของเราเลยค่ะ

     หลายๆ คนอาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพ งั้นพี่ขอเล่าอีกหนึ่งตัวอย่างซึ่งคุณ Sid Efromovich พูดถึงมาอีกสักอันแล้วกันนะคะ

     ทุกๆ คนเคยเห็นเหรียญของประเทศบราซิลกันบ้างมั้ยคะ บนเหรียญนั้นจะมีคำว่า ‘REAL’ ซึ่งเป็นค่าเงินของประเทศบราซิลปรากฏอยู่ น้องๆ คิดว่าคำนี้อ่านว่าอะไรคะ ^^? พี่เชื่อว่าหลายๆ คนที่ไม่รู้ว่าค่าเงินของบราซิลเรียกว่าอะไรก็น่าจะคิดว่าคำนี้อ่านออกเสียงว่า ‘เรียล’ เหมือนกันกับพี่ใช่มั้ยล่ะคะ แต่จริงๆ แล้วคำนี้อ่านออกเสียงว่า ‘เฮอ่าว’ ค่ะ เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าถ้าหากเราออกเสียงว่า ‘เรียล’ จะไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่เราต้องการจะสื่อแน่นอนค่ะ


   3. ตามหากูรูด้านภาษาจอมเนี้ยบ



     ใช่แล้วค่ะ! อีกหนึ่งสิ่งที่จะทำให้เราสามารถเรียนภาษาให้ดีขึ้นได้ก็คือคนที่นอกจากจะเชี่ยวชาญทางด้านภาษาแล้วยังชอบเก็บรายละเอียดทุกเม็ดชนิดที่ว่าจะไม่ยอมให้มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อยนั่นเองค่ะ เพราะอะไรรู้มั้ยคะ? เพราะคนเหล่านี้จะคอยช่วยแก้ข้อผิดพลาดให้กับเราเวลาที่มีข้อผิดพลาดยังไงล่ะคะ เราจะได้รู้ว่าเรามีข้อผิดพลาดตรงไหนที่ควรจะปรับปรุง จะได้ไม่ทำผิดซ้ำอีก แต่ว่าในเวลาเดียวกันพวกเขาก็จะต้องคอยส่งเสริมให้เรากล้าที่จะทำผิดพลาดด้วยนะคะ และคนเหล่านั้นจะเป็นใครก็ได้ค่ะ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคุณครูเพียงอย่างเดียว อาจจะเป็นพ่อแม่ของเราหรือเพื่อนก็ได้ ยิ่งในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้เราสามารถติดต่อกับผู้คนได้ทั่วโลกได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นแล้ว เราก็อาจจะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นตามหากูรูคนนั้นของเราได้เหมือนกันนะคะ > <


   4. สร้างบทสนทนาในห้องน้ำ



     น่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่าทำไมต้องเป็นห้องน้ำ จริงๆ แล้วคุณ Sid Efromovich บอกว่าอาจจะไม่ต้องเป็นห้องน้ำก็ได้ค่ะ อาจจะเป็นในระหว่างเดินบนถนนหรือว่าในรถไฟฟ้า เพียงแต่ว่าส่วนตัวเขาชอบสร้างบทสนทนาในห้องน้ำเท่านั้นเอง55555 เขาบอกว่าการสร้างบทสนทนากับตัวเองเป็นการฝึกภาษาที่ดีมากๆ เพราะว่ามันสามารถทำให้เรารู้ว่าเรามีจุดบกพร่องตรงไหนบ้าง เนื่องจากว่าตัวเรานั้นต้องเป็นทั้งคนที่ถามคำถามและเป็นทั้งคนที่ตอบคำถามนั่นเองค่ะ ยกตัวอย่างเช่น การถามหาทิศทาง มันอาจจะง่าย ถ้าเราเป็นแค่คนที่ถามเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเราต้องเป็นคนที่ทั้งถามทิศทางและต้องรับข้อมูลรวมถึงบอกทิศทางด้วยล่ะ บทสนทนาหรือคำศัพท์ที่เราต้องใช้ก็จะยากขึ้น เราก็จะรู้ว่าเรายังไม่ได้ตรงส่วนไหน เราจะได้สามารถนำไปปรับปรุงตัวเองได้ยังไงล่ะคะ แถมยังสามารถซ้อมได้ตลอดเวลาอีกด้วย เพราะไม่ต้องใช้สื่อใดๆ เพื่อฝึกซ้อมเลย ^^


   5. หาคู่หูในการเรียนภาษา



     การมีเพื่อนซึ่งสามารถพูดภาษานั้นๆ กับเราได้ก็เป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้นที่ทำให้พยายามฝึกฝันภาษาที่เรากำลังเรียนอยู่เช่นกันค่ะ เพราะคนส่วนมากเรียนรู้ภาษาต่างๆ เพื่อที่จะได้สามารถพูดคุยกับคนอื่นๆ และเข้าใจพวกเขาได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาษานั้นจะต้องเป็นภาษาที่เพื่อนคนนั้นรู้ดี เพราะว่าถ้าหากทั้งเราและเพื่อนไม่สามารถทำได้ดีทั้งคู่ เราทั้ง 2 คนก็จะเปลี่ยนกลับไปใช้ภาษาที่เราทั้งสองคนคุ้นเคยอย่างไม่รู้ตัว ถ้าน้องๆ ไม่สามารถหาเพื่อนคนนั้นจากรอบๆ ตัวได้ คุณ Sid Efromovich ก็แนะนำให้ลองหาในอินเตอร์เน็ตแทนก็ได้ นอกจากนี้การที่เราและเพื่อนสามารถพูดภาษาที่คนรอบข้างไม่เข้าใจยังทำให้เป็นแรงกระตุ้นที่ดีอีกแรงในการเรียนภาษาอีกด้วย เพราะว่าเราจะสามารถคุยกับเพื่อนได้อย่างเป็นส่วนตัว ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในที่สาธารณะก็ตามค่ะ > <

       หลังจากที่ได้อ่านครบทั้ง  5 เทคนิคแล้ว ชอบเทคนิคไหนกันมากที่สุดคะ? สำหรับพี่แล้ว เทคนิคสุดท้ายนี่เห็นด้วยสุดๆ เลยค่ะ เพราะพี่เคยทดลองมาแล้วกับตัวเอง นอกจากจะกระตุ้นให้เราอยากเรียนภาษาเพิ่มแล้ว ยังเป็นอีกวิธีที่ทำให้เราพัฒนาภาษาจากการพยายามพูดคุยกับเพื่อนอยู่บ่อยๆ อีกด้วยค่ะ ถ้าหากน้องๆ คนไหนลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้แล้วการเรียนภาษาดีขึ้น ก็อย่าลืมมาคอมเมนต์บอกพี่ด้วยนะคะ แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้าค่า ^^




Source:
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=ice___

พี่ไอซ์ - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #เทคนิคการเรียนภาษา #TEDTalk

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?