/>

'ตั้ม' เด็กทุนรัฐบาลอินเดียที่บังกาลอร์ : รีวิวการเรียน การใช้ชีวิต และเพื่อนสนิทฟ้าประทาน! []

วิว
        สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าใครอยากเรียนต่ออินเดีย ข่าวดีคือตอนนี้ทุนรัฐบาลอินเดีย (ICCR) ประจำปี 2020-2021 กำลังเปิดรับสมัครอยู่นะคะ เหตุผลที่เราอยากให้น้องๆ ลองพยายามไฟท์กันสักตั้ง เพราะทุนนี้เป็นทุนให้เปล่า ช่วยเหลือทั้งค่าเรียนเต็มจำนวน ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายรายเดือน ค่าอุปกรณ์ ค่าวิทยานิพนธ์ ค่ารักษาพยาบาล และค่าตั๋วเครื่องบินทั้งไปและกลับ
 
        และถ้าใครอยู่ระหว่างตัดสินใจ ยังสงสัยว่าอินเดียจะเหมาะกับเรามั้ย? เป็นอย่างที่  "เขาว่ากันว่า..."  รึเปล่า? วันนี้เราจะพาไปพูดคุยกับสาวที่ได้ทุนดังกล่าวไปเรียน ป.เอก สาขาวิศวกรรมศาสตร์ แม้เวลาสำหรับเรียนกับทำวิจัยจะเป็นสัดส่วนที่เยอะมากๆ ในชีวิตแต่ละวัน แต่ก็มีเรื่องเล่ามุมน่ารักและมุมแปลกๆ มาฝากเพียบค่ะ ^^


แนะนำตัว


        "สวัสดีค่ะ พี่ชื่อ 'ตั้ม' ภัทรกมล รังษี แต่เพื่อนคนอินเดียออกเสียงชื่อเล่นกันไม่ค่อยได้ เลยเปลี่ยนให้เป็น 'แทมมี่' (Tammy) ทุกวันนี้คนเรียกชื่อนี้กันทั้งมหา'ลัยเลยย 5555 ตอนนี้กำลังเรียนสาขา Electronics and Communication Engineering (ECE) ที่ University Visvesvaraya College of Engineering (UVCE), Bangalore University ค่ะ" 

        และต้องบอกว่าทางเรามีโอกาสพูดคุยกับพี่ตั้ม ก็เพราะแอบไปแวะเวียนที่กรุ๊ป ICCR Scholarship students from Thailand (นักเรียนทุนรัฐบาลอินเดีย ICCR) มาค่ะ กรุ๊ปนี้พี่เขาตั้งใจสร้างมาเพื่อเป็น community อัปเดตข่าวสารเรื่องทุน ใครสนใจเข้าไป join เก็บข้อมูลกันได้นะคะ


พี่ตั้ม (คนซ้าย) และเพื่อนที่อินเดีย 


ถ้าใช่ก็รัก อยู่ไม่ได้ก็เกลียด
สำหรับเราคืออย่างแรก


        พี่ตั้มเริ่มเล่าที่มาที่ไปที่ตัดสินใจเลือกอินเดียว่า "ก่อนหน้านี้พี่เคยเป็นอาจารย์สอนวิศวะมา 4 ปี แล้วมีเหตุต้องเรียน ป.เอก ก็เลยใช้เวลาช่วงปิดเทอมมหา'ลัย 2 เดือน ไปลงคอร์สติวภาษาอังกฤษที่บังกาลอร์ในอินเดีย ลงทั้งคอร์ส Diphoma และ IELTS เรียนทุกวัน วันละ 7 ชม. พอสอบ IELTS เสร็จกลับมาก็ดูทุนจริงจังเลยว่าที่ไหนเหมาะกับเรา" 
 
        ทั้งนี้ พี่ตั้มยังแนะนำว่าการเรียนภาษาอังกฤษแบบจริงจังวันละ 4-5 ชั่วโมงที่อินเดีย ทั้งค่าเรียน ค่าที่พัก และค่าวีซ่า จะสบายกระเป๋ากว่าโซนอังกฤษ อเมริกา หรือออสเตรเลียหลายเท่า และได้ประสบการณ์แปลกใหม่ จึงเป็นอีกทางเลือกแบบประหยัดสำหรับน้องๆ ที่สนใจค่ะ
 
        "พี่มองว่าคนที่มาอยู่อินเดียน่าจะมีความรู้สึกแบบไม่ขาวก็ดำ ไม่มีเทาๆ คือถ้าใช่ก็รักเลย ถ้าอยู่ไม่ได้ก็อาจเกลียดเข้าเส้น ซึ่งตอนพี่ไปเรียนภาษาก็อยู่โหมดแฮปปี้ ก็เลยลองไปสอบทุนรัฐบาลอินเดีย แล้วโชคดีของพี่ที่ Bangalore University ตอบรับ ก็เลยมาอยู่ที่เมืองบังกาลอร์ (เมืองการศึกษาหลักๆ ของอินเดียคือบังกาลอร์และปูเณ่) พี่ว่า 70% ของเด็กไทยเลือกมาเรียนที่นี่เพราะมีระบบควบคุมมาตรฐานการศึกษา โดยที่ทุก college ที่อยู่ในกำกับของ ม.รัฐ จะใช้ข้อสอบเดียวกันเพื่อควบคุมคุณภาพ แล้ว college เมืองนี้มีเป็นร้อย มีชาวต่างชาติเยอะ และเป็นเมือง IT หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า Silicon Valley แห่งเอเชีย"

         "นอกจากนี้ยังเดินทางจากไทยสะดวกมากๆ เพราะมีสายการบินที่บินตรงจากไทยถึงวันละ 4 สายการบิน ส่วนเรื่องอากาศพี่ว่าโอเค หน้าหนาวประมาณ 10-20 องศา ส่วนหน้าร้อนประมาณ 25-35 องศา ซึ่งอากาศไม่สวิงมากเหมือนเมืองอื่นๆ ในอินเดีย ถึงแม้แดดแรงอากาศก็ไม่ร้อนค่ะ"

        "สำหรับภาพกว้างๆ ของทุนคือมีสอบวัดภาษาอังกฤษเป็นข้อเขียน + สัมภาษณ์ ไม่ได้เน้นความรู้ทางวิชาการเฉพาะด้านที่เราต้องการไปเรียนต่อ แต่เขาต้องการวัดความรู้ทางภาษาอังกฤษว่าเราสามารถสื่อสาร เรียนรู้ และเอาตัวรอดได้ ที่สำคัญคือเขาต้องการคนที่จะไปอยู่อินเดียได้จริงๆ โดยไม่สละสิทธิ์หรือทิ้งทุน แล้วยิ่งพี่เลือกไปเรียนวิศวะทั้งที่ปกติคนมักจะเลือกไปเรียนสายปรัชญา ศาสนา วัฒนธรรม ภาษาศาสตร์ เขาเลยโยนประเด็นว่าทำไมถึงเลือกมาเรียนคณะนี้? คิดว่าอยู่ได้เหรอ? ซึ่งเราก็สร้างความมั่นใจว่าเราเคยไปเรียนภาษาที่นั่น 2 เดือน"

        แล้วก่อนไปเรียน ป.เอก พื้นฐานภาษาอังกฤษพี่เป็นยังไงบ้าง? "พี่เข้ามาแบบ IELTS 6 ฟังพูดอ่านเขียนได้ แต่ยังใช้ในชีวิตประจำวันไม่คล่อง ยิ่งตอนเข้ามหา'ลัย คนอินเดียพูดเร็ว ฟังยาก โดยเฉพาะเด็กไทยน่าจะเจอปัญหาการออกเสียง /r/ กับ /l/ ด้วย พี่ก็เลยเสียความมั่นใจหนักมากกก แต่โชคดีที่เพื่อนสนิทใน college เขาใจเย็น ค่อยๆ ฟังเราพูด และพูดช้าๆ กับเราด้วย จนเขาชินสำเนียงเรา แค่มองหน้าก็รู้แล้วว่าเราจะพูดอะไร เลยช่วยเป็นตัวกลางได้ค่ะ"


รีวิวชีวิตเรียน & สอบ
กระดาษคำตอบไม่มีคำว่าบาง

 

        "ในห้องเรียนที่พี่เรียนจะเป็นห้องพัดลม เป็นโต๊ะยาวแล้วเก้าอี้ติดกัน 3 ตัว อาจารย์พูดปากเปล่า เลกเชอร์ล้วนๆ ไม่มีเปิดสไลด์ ใช้แค่กระดานดำกับชอล์ก เหตุผลคือเขาไม่เน้นสิ่งอำนวยความสะดวก แต่เน้นจบมาได้งานแน่นอน ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เด็ก ป.ตรี ถ้าขึ้นชั้นปี 4 มาก็จะมีคนมาจองตัวไปทำงานแล้ว ยิ่งถ้าเป็น college ดีๆ อัตราการทำงานคือ 100% เลยค่ะ เพราะจำนวนงานมากกว่าจำนวนเด็ก แล้วบริษัทที่มาหาก็คือบริษัทดีๆ ทั้งนั้น"


 

 
        "ป.เอกวิศวะที่นี่ไม่นับเป็นเทอม ไม่มีปิดเทอม โดยนักศึกษาจะแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกคือ full-time ระยะเวลาตามหลักสูตรคือ 3 ปี ซึ่งนักศึกษาจะต้องเข้ามาทำวิจัยที่แล็บทุกวัน ส่วนอีกแบบคือ part-time ระยะเวลาเรียนตามหลักสูตรคือ 4 ปี นักศึกษาจะมามหา'ลัยก็ต้องเมื่อมีนัดพบกับ 'ไกด์' (อินเดียจะเรียกอาจารย์ที่ปรึกษาว่าไกด์) ยกเว้นช่วง coursework 6 เดือนแรกที่ต้องมามหา'ลัยทุกวันเพื่อเรียนร่วมกับนักศึกษา full-time โดย coursework แบ่งเป็น 4 วิชา มีโอกาสสอบแก้ตัวในวิชาที่ตก 1 ครั้ง ถ้าไม่ผ่านก็ต้องโบกมือลา โดยรีไทร์ทันที
 
1. วิชาระเบียบวิธีวิจัย (Reseach Methodology) ทุกคนในรุ่นต้องเรียน
2. วิชาพื้นฐานของสาขาวิชา (Advanced Topics in ECE) ประกอบด้วย 4 วิชาย่อย
  • Linear Algebra : พีชคณิตเชิงเส้น
  • Probability and Stochastic process : ความน่าจะเป็น
  • Mobile Communication : วิชาด้านการสื่อสาร
  • VLSI : วิชาด้านวงจรอิเล็กทรอนิกส์
3. วิชาเฉพาะด้านของแล็บ พี่ต้องเรียนวิชา Advanced in Digital Image and Video Processing ซึ่งจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการประมวลผลภาพและวิดีโอ
4. การสอบ Viva-Voce ซึ่งเป็นการนำเสนอ Proposal เกี่ยวกับงานวิจัยที่เราทำ ซึ่งพี่ทำเรื่อง "Design of Efficient Algorithm for Biometric using Hybrid domain"
 
        "ลักษณะการเรียนคือเน้นเข้าใจผสมท่องจำ และไม่มีการสอบแบบ open book เราต้องจำทุกอย่างเข้าไปในสมองส่วนลึก และต้องรู้ในภาพกว้าง ให้เหตุผลได้ว่าทำไมถึงได้คำตอบนี้ เขียนเองพรูฟเอง และต้องเป๊ะทุกตัวอักษร สมมติถามว่า'ทำไมทุกคนถึงควรใช้เฟซบุ๊ก?' ก็ต้องเกริ่นย้อนไปตั้งแต่สมัยก่อนที่คนยังใช้จดหมายสื่อสารกันเลยค่ะ ถ้าอ้างอิงจากพี่เรียน สำหรับข้อ 5 คะแนนต้องเขียนอย่างต่ำ 1 หน้ากระดาษ ถ้าข้อสอบ 7 คะแนนก็ต้องเขียนไปอย่างน้อย 2-3 หน้า จำได้ว่ามีครั้งนึงพี่เขียน 8 ข้อ 32 หน้า แต่หันไปเจอเพื่อนคนนึงเขียน 40 หน้ายังไม่พอ ดังนั้นรับรองเลยว่าเด็กที่จบจากอินเดียเขียนเก่งทุกคน"




        "อีกเรื่องที่น่าสนใจคืออินเดียเป็นประเทศที่สนับสนุนการศึกษา หนังสือในอินเดียมีราคาถูกมาๆ พวก textbook แบบถูกกฎหมาย ราคา 300 บาทก็ซื้อได้ แต่เขาจะพิมพ์และจำหน่ายเฉพาะในอินเดีย สภาพความละเอียดจะคล้ายๆ ถ่ายเอกสาร แต่ว่าจะถูกลิขสิทธิ์นะคะ ออกมาจากสำนักพิมพ์เองเลย ส่วนพวกอุปกรณ์การเรียนก็ถูกมาก ปากกาเจลแท่งนึงแบบเขียนดีๆ 3-5 รูปีก็มีแล้ว เพราะรัฐเขาสนับสนุนให้คนเข้าถึงการศึกษา"


เพื่อนสนิทฟ้าประทาน
ชีวิตง่ายขึ้นเพราะเธอคนนี้!


        "พี่เป็นคนโชคดีเรื่องเพื่อน เพื่อนสนิทที่อินเดียน่ารักมากกก เป็นเด็กเรียน มีน้ำใจช่วยเหลือทุกอย่าง แนะทุกเรื่อง อย่างเช่นเรื่องวันหยุด ในอินเดียจะไม่มีวันหยุดปีใหม่กับวันหยุดชดเชย แต่มี National Holiday เช่น Independent Day นอกจากนั้นคือวันหยุดทางศาสนาและวันสำคัญของรัฐใครรัฐมันที่ไม่ตรงกัน อย่างในบังกาลอร์มีศาสนาเด่นคือฮินดู อิสลาม คริสต์ เขาก็จะมีวันหยุดให้ในวันสำคัญของทั้ง 3 ศาสนา หรือมีวันหยุดฉุกเฉินเช่น คนสำคัญของรัฐเสียชีวิต (เค้าจะหยุดเพื่อให้คนไปร่วมงาน เช่นอาจจะเป็นอดีตผู้นำของรัฐหรือแม้แต่ดาราชื่อดังก็เคยมีนะคะ) หรือมีประท้วงอะไรกันสักอย่างที่อาจจะทำให้การขนส่งสาธารณะหยุดบริการ เราที่เป็นต่างชาติและไม่ได้ตามข่าวสารบ้านเมืองแบบคนอินเดียเค้า จะไม่รู้เลยว่าวันไหนหยุดหรือไม่หยุดบ้าง ทุกคนจะมีกลุ่ม Whatapps (แอปฯ หลักที่คนอินเดียใช้แชท) เป็นกลุ่ม classmates แล้วเพื่อนสนิทของเราคนนี้จะ alert ตื่นตัวเรื่องวันหยุดมาก คอยอัปเดตเราตลอด เพราะกลัวเราพลาดไปมหาลัยคนเดียว"


        "แล้วไม่ใช่แค่ตอนเรียน เวลาเราจะหาหมอก็แนะนำให้ละเอียด ตอนไปงานแต่งเพื่อนก็ช่วยเตรียมส่าหรีให้ แถมยังใส่ให้ด้วย 5555 แล้วสิ่งที่เราได้คือการเข้าใจวัฒนธรรมของเขา เช่น เวลาเพื่อนมีลูก เขามีค่านิยมว่าถ้าอายุ 10 เดือนแปลว่าเด็กแข็งแรงแล้ว เขาก็จะตั้งชื่อให้เด็กจริงจัง แล้วจัดงานเฉลิมฉลองวันเกิดแบบยิ่งใหญ่ โดยมีพ่อแม่อุ้มลูกที่ยังพูดไม่ได้ ญาติๆ ก็มาแสดงความยินดีและถ่ายรูปกับเด็ก"

        พอเล่าถึงเรื่องการหาหมอ ก็ถามเลยดีกว่าว่าถ้าป่วยในอินเดียจะยุ่งยากวุ่นวายมั้ย? มีอะไรต่างจากไทยรึเปล่า? "คนอินเดียเรียนเภสัชเยอะมาก เห็นร้านขายยาถี่พอๆ กับเห็นร้านสะดวกซื้อใน กทม. เลยค่ะ เพราะอินเดียก็เป็นแหล่งผลิตยาด้วย เวลาเราไปรักษาที่คลินิกหรือโรงพยาบาล หมอจะให้ใบจ่ายยามา แล้วให้เราไปร้านขายยา ซึ่งเขาจะให้ยาแบบแพ็กเกจดีๆ มีรายละเอียดบอกครบ (ระบบนี้น่าจะได้อิทธิพลมาจากอังกฤษ) แต่ก็จะมีโรงพยาบาลแบบ Luxury เหมือนกันที่ทั้งรักษาและจ่ายยาในตัว ค่าตรวจจะราวๆ 300-500 รูปี ส่วนยาก็ราวๆ 50-100 รูปี"


ความ amazing เมื่อมีรถฉุกเฉิน
แล้วทุกคนให้ความสำคัญอันดับแรก!


        มาถึงอีกพาร์ตสำคัญที่คนกังวลกันบ้างค่ะ จากที่สัมผัสมาสักระยะนึง เรารู้สึกสภาพความเป็นอยู่ในบังกาลอร์เป็นยังไงบ้าง? "บ้านเมืองที่นี่ปลอดภัย แต่เราก็ต้องใช้ชีวิตให้ปลอดภัยด้วย เขาจะมีตำรวจตระเวนตอนดึกๆ ถ้าเดินดุ่มๆ คนเดียวเขาอาจมาถามว่า คุณมาทำอะไร? มาจอดรถทำไมตรงนี้? โชว์พาสปอร์ตหน่อย บ้านอยู่ไหน? แล้วไล่ให้กลับบ้าน 'ไปๆ อย่าอยู่ตรงนี้' เขาทำเพื่อความปลอดภัยของทั้งเราและคนอื่นด้วย เพราะเรามีโอกาสตกเป็นเหยื่อ หรืออาจเป็นคนร้ายซะเองก็ได้"
 
        "ส่วนถนนจะไม่มีเลนและรถติดแบบไม่เป็นระเบียบ บนถนนก็จะมีวัวเดินๆ ปนไปกับคน นี่แหละความอินเดีย 5555 แต่มีเรื่องที่เรารู้สึกว่ามันดีมากๆ คือถ้าหากมีรถฉุกเฉิน ต่อให้รถติดแค่ไหน ทุกคนจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ทั้งพร้อมใจกันจอดแอบข้างทาง ยอมให้สวนเลน ยอมให้รถพยาบาลฝ่าไฟแดง ไม่มีการไปชิงกัน แม้แต่ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน (rush hour) แล้วมีรถฉุกเฉิน รถคนอื่นจะช่วยกันบีบแตรจากข้างหลังไล่ๆ ขึ้นมาจนถึงไฟแดงเพื่อส่งสัญญาณให้ตำรวจข้างหน้ารู้ แล้วเปลี่ยนสัญญาณไฟให้ หรือไม่ก็โบกให้รถวิ่งได้ทันที จากนั้นทุกอย่างก็กลับสู่สภาวะปกติ"






        จากนั้นพี่ตั้มก็เล่าอีกมุมนึงที่น้องๆ มักถามเข้ามาหลังไมค์ว่าจะต้องพบเจออะไรบ้าง โดยเฉพาะเลเวลของความสะอาดและความสะดวกสบายในอินเดีย "ถ้าเรื่องสกปรกก็มีบ้าง รถราไม่ได้เป็นระเบียบ สภาพถนนอาจจะไม่ดีในบางจุด แต่เมืองที่เจริญแล้วความเป็นอยู่ไม่ได้ลำบากเลย เพียงแค่อาจจะไม่มี 7-11 หรือร้านค้าที่เปิด 24 ชม. แล้วความดีงามอีกอย่างก็คือช่วงนี้ค่าเงินไทยแข็ง มาอินเดียช็อปสนุกมากกกก ของเซลส์ที่นี่เซลส์กันเป็น 2 สัปดาห์ ไม่มีคนแน่นแบบห้างแตก แต่คนเลือกกันสบายๆ ตามช็อปใกล้บ้านได้เลย ^^" 


ทิ้งท้ายถึงน้องๆ
ในมุมคนอยากเรียนภาษา

 

        ถ้าใครคิดอยากเรียนภาษาอินเดีย พี่ตั้มก็ได้วิเคราะห์แบบภาพรวมๆ ของคนโดยทั่วไปว่า "ถ้ามาแบบยังพูดไม่ได้เลย เดือน 1 จะเริ่มฟังออก สื่อสารโต้ตอบได้เป็นคำๆ เดือน 2 มั่นใจขึ้น สื่อสารเป็นประโยคง่ายๆได้ เดือน 3 คลังคำศัพท์เยอะขึ้น กล้าใช้มากขึ้น สื่อสารแบบคนพูดเป็นได้ แต่อาจยังไม่ได้สวยหรูมาก และเดือน 4-6 คือพัฒนาการความคล่องในการสื่อสารจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ"  

        "ส่วนคนที่มาเรียนมหา'ลัย พี่คิดว่าประมาณ 1 เดือนเรากับเพื่อนจะเริ่มชินเริ่มรู้กันว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร ถึงศัพท์นั้นเราจะออกเสียงเพี้ยนๆ แต่พอผ่านไป 3 เดือนเราจะปรับตัวได้ดีขึ้นกับเพื่อน สภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมของเขา แต่นี่เป็นกรณีของคนที่พอมีพื้นฐานภาษามาก่อนแล้วนะคะ"


        เรียกว่าพี่ตั้มเจอมุมน่ารักน่าประทับใจจากอินเดียมาเยอะมากกก ทั้งการศึกษา ผู้คน สภาพแวดล้อม ถ้าใครกำลังมองหาประเทศเพื่อเรียนภาษาหรือเรียนมหา'ลัย อาจลองเก็บอินเดียเป็นอีกหนึ่งทางเลือกได้นะคะ ยังไงก็แนะนำให้เก็บข้อมูลและเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะบ้านเมืองและวัฒนธรรมของเขาต่างจากเราพอสมควรเลย และหากใครสนใจทุน ICCR สามารถเข้าไป Join กรุ๊ป ICCR Scholarship students from Thailand (นักเรียนทุนรัฐบาลอินเดีย ICCR) หรือติดตามเพจ เรียนอินเดีย ฉันเรียนอยู่บังกาลอร์ เพื่อติดตามข่าวสารจากสถานกงสุลไทย งานสงกรานต์ หรือเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับอินเดียได้นะคะ ^^
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?