/>

ต่างเสน่ห์ต่างสไตล์: 'ยุอ่าย' กับประสบการณ์เรียนภาษาในจีน & ไต้หวัน (ดีงามจนยิ่งรักภาษา!) []

วิว
        สวัสดีค่ะชาว Dek-D วันนี้เราขอเอาใจคนเรียนภาษาจีนกันบ้าง  หนึ่งในวิธีที่คนจำนวนมากพิสูจน์แล้วว่าจะช่วยให้เรียนภาษาอย่างได้ผล  ก็คือการพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คนใช้ภาษานั้น และฝึกใช้บ่อยๆ แต่ถ้าใครกำลังอยู่ช่วงตัดสินใจว่าควรไปที่ไหน? วันนี้เราจะพาไปเก็บข้อมูลผ่านบทสัมภาษณ์ของ 'ยุอ่าย' สาววัย 23 บัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ ม.มหิดล ที่เคยไปเรียนภาษาสั้นๆ 2 เดือนที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน และหลังจบ ป.ตรี ก็ขอทุนรัฐบาลไต้หวันไปเรียนภาษาจีนอีก 6 เดือน (ตอนนี้อยู่ระหว่างเรียนที่ไต้หวันนะคะ สัมภาษณ์ข้ามประเทศกันเลยทีเดียว555)
 
         *ทุน HES (Huayu Enrichment Scholarship : HES) เป็นทุนที่ส่งเสริมนักเรียนต่างชาติให้มีโอกาสเรียนภาษาจีนและสัมผัสวัฒนธรรมของไต้หวัน ผู้ได้ทุนจะได้ไปเรียนภาษาจีนในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่างๆ ในเครือ โดยจะแบ่งระยะเวลาออกเป็น 3, 6, 9 และ 12 เดือน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกรรมการว่าจะอนุมัติให้ผู้ได้ทุนแต่ละคนได้เรียนกี่เดือน


เรียนที่จีน = ปัดฝุ่นภาษา
แล้วกลับมาฝึกเองเต็มรูปแบบ!


        เธอเล่าจุดเริ่มต้นการตกหลุมรักภาษาจีนก่อนจะตัดสินใจเริ่มเรียนจริงจังว่า "อ่ายชอบเพลงจีน แล้วตัดสินใจเรียนศิลป์-จีนเพราะมั่นใจว่าในอนาคตต้องได้ใช้แน่ๆ พอขึ้นมหาวิทยาลัยก็ได้ไปเรียนภาษากับเอเยนซี่ 2 เดือนที่เมืองต้าเหลียน จ่ายประมาณ 65,000 บาท รวมค่าเครื่อง ที่พัก ค่าเรียน ค่าหนังสือด้วยค่ะ  พอไปถึงเขาจะให้วัดระดับภาษาเพื่อจัดห้องให้ เรียนวันจันทร์-ศุกร์ ครบทั้ง 4 ทักษะ"
 
  • พาร์ตฟัง เขาจะเปิดเทปให้เราฟังเพื่อให้คุ้นๆ กับภาษาที่ใช้สนทนาโต้ตอบ ทำให้ได้ฝึกเรื่อยๆ แต่ถ้าจะให้ได้ก็ต้องไปฝึกใช้ข้างนอกด้วย
  • พารตพูด ในหนังสือจะเป็นบทสนทนา จับคู่เพื่อนข้างๆ ฝึกพูด
  • พาร์ตอ่าน เน้นแกรมมาร์และฝึกแต่งประโยค
  • พาร์ตเขียน มีหนังสือฝึกแต่งประโยคกับเรียงความสั้นๆ 
 

        "ถ้าถามว่าภาษาจีนยากตรงไหน เราคิดว่ายากทุกตรงจริงๆ ค่ะ T__T รู้สึกเป็นภาษาที่เรียนได้ไม่จบไม่สิ้น เจอของใหม่เรื่อยๆ มีคำที่ใช้ต่างกันตามระดับภาษาและบริบท ดังนั้นระยะเวลา 2 เดือนที่ลงคอร์สไม่เพียงพอแน่นอน แบบกว่าจะเข้าที่ก็ครบ 2 เดือนพอดี ต้องกลับแล้ว ช่วงแรกๆ ที่ไปถึงก็ต้องพกโทรศัพท์ตลอดเวลา คำไหนไม่ได้ก็เปิด translate เวลาไปซื้อของจ่ายเงิน ช่วงแรกก็ยัง 'หืม ห้ะ อะไรนะ?' ใช้ภาษามือตลอด ฟังคนจีนพูดออกก็แค่ครึ่งนึง"

        "แต่การไปจีนตอนนั้นเปลี่ยนชีวิตมาก เรากลับมาแล้วรู้สึกอยากเรียนต่อเนื่องด้วยตัวเอง หาหนังสือให้ยากกว่าเลเวลปัจจุบันของเรา ค่อยๆ ท่อง เติมคลังศัพท์ตัวเองเรื่อยๆ ฟังเพลงเยอะๆ เอามาแปลเองบ้าง หรือถ้าดูหนังด้วยก็จะช่วยเรื่องศัพท์กับสำนวน เวลาฟังก็จะเลียนแบบไปด้วย เมื่อก่อนอ่ายเปิดซับตลอด แต่ตอนนั้นเปลี่ยนมาเปิดซับจีนแล้วฟังไปด้วยเพื่อฝึกตัวเอง"


        และเนื่องจากหลายคนกังวลเรื่องสภาพแวดล้อมที่จีน เราจึงถามความรู้สึกของยุอ่ายต่อเมืองที่ไปเรียนมาช่วงสั้นๆ "ช่วงแรกเราก็มีจะติดภาพที่คนบอกว่าบ้านเมืองสกปรกและคนไม่มีมารยาท แต่ปรากฏว่าเมืองที่เราไปเป็นเมืองตากอากาศ อยู่ติดทะเล พอไปปุ๊บเราพบว่าเมืองต้าเหลียนเป็นเมืองตากอากาศ อยู่ติดทะเล (ตำแหน่งเมืองต้าเหลียนจะอยู่เหนือปักกิ่ง) บ้านเมืองทั้งสะอาดและผู้คนก็ไนซ์มากกกกค่ะ ส่วนเรื่อง culture shock ก็มีแต่คือเตรียมใจไว้แล้วเลยไม่ช็อก นั่นก็คือ 'ห้องน้ำ' แต่เราคิดว่าเขาพัฒนามาเรื่อยๆ ถ้าเกิดในชนบทก็อาจจะเจออะไรที่ช็อกจริงๆ นั่นแหละ" 








รีวิวขอทุนรัฐบาลไต้หวัน
และการเตรียมตัวสอบ TOCFL

 

        "ทุนเรียนภาษาจีนที่ไต้หวันจะประกาศล่วงหน้าสัก ก.ย. - ต.ค. เราก็สามารถเข้าไปศึกษาเรื่องเอกสารไว้ก่อนได้ โดยทางรัฐบาลจะมีโควตาให้เป็นเดือน เช่น ทั้งหมดมี 72 เดือน แล้วแบ่งให้นักเรียนแต่ละคนว่าจะได้ไป 3, 6, 9, หรือ 12 เดือน (ถ้าได้ 3 เดือน = 1 เทอม) ถ้าใครยื่นแบบ 9-12 เดือนต้องส่งสำเนาผลสอบ TOCFL Level 3 ขึ้นไป ส่วนคนที่เลือก 3-6 เดือนต้องส่งสำเนาผลการสอบ TOCFL (Level 2 ขึ้นไป), TOEIC (550 ขึ้นไป) หรือผลการสอบภาษาอังกฤษอื่นๆ ที่เทียบเท่า *ไม่รับผลสอบ HSK นะคะ*" 

        "ส่วนที่เราคิดว่าสำคัญสุดคือ Study Plan 1 หน้ากระดาษ อ่ายก็จัดการแบ่ง 3 ย่อหน้าชัดเจน ย่อหน้า 1 จบจากไหน ม.อะไร ทำไมสนใจภาษาจีน ย่อหน้า 2 ทำไมเลือกมาไต้หวันแทนที่จะไปจีน ย่อหน้า 3 ถ้าได้ทุนไปเรียนจะนำกลับมาพัฒนาประเทศยังไง? เราต้องพยายามเขียนให้เขาเห็นแพสชันเราสนใจอยากไปจริงๆ เช่น เล่าถึงตอนปี 4 ว่าอ่ายทำสัมมนาเกี่ยวกับภาษาจีน พยายามหาเวลาเรียนภาษาตลอด และเล่ากิจกรรมที่เกี่ยวกับผู้คนและภาษาลงไป อย่างอ่ายเองเคยเป็นตัวแทนไปเข้าค่าย MU-IR Ambassador (ผู้แทนนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลในระดับนานาชาติ ทั้งในและต่างประเทศ) และเคยไปแลกเปลี่ยนที่จีนมาก่อน"


        "สำหรับขั้นตอนการสัมภาษณ์ ถ้าเราส่ง TOCFL เขาจะรู้สึกว่าเราพูดจีนได้ และจะสัมภาษณ์เป็นภาษาจีน แต่ถ้าเราไม่ได้ก็ขอสัมเป็นภาษาอังกฤษได้นะ เขาอาจให้ลองพูดจีนนิดหน่อย ขั้นตอนนี้สบายๆ รีแลกซ์มาก น้องๆ ไม่ต้องกังวลค่ะ ^^

        "ถ้าพูดถึง TOCFL มันถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับอ่ายมาก ไม่เคยได้ยินการสอบนี้มาก่อนเลย 555 เขาจะแบ่งเป็น 2 พาร์ตคือ listening + reading ถ้าน้องๆ รู้ตัวเร็วว่าอยากสมัคร แนะนำให้ท่องศัพท์เยอะๆ และหาหนังสือของ TOCFL โดยเฉพาะที่เขามีวางขาย แต่หาไม่ได้จริงๆ แล้วจะสอบ band b Lv.1++ ให้ทำ HSK 4-5 อันนี้ไม่การันตี แต่จะช่วยฝึกพาร์ต reading ได้ค่ะ นอกจากนี้ก็อาจลองดาวน์โหลด mock test ของ TOCFL มาลองทำได้ แต่อย่าชะล่าใจ เพราะอ่ายว่ามันง่ายกว่าของจริง 100 เท่า ถ้าจะไปสมัคร band b อาจจะลองทำ mock test ของ C ก็ได้ค่ะ"
 
        "ข้อควรระวังคือเวลา ถ้าไม่แน่ใจให้ข้ามก่อนเลย อ่านโจทย์ก่อน passage ถ้าใครรู้ตัวว่าอ่านช้า ลองจับเวลากับ mock test ก่อนก็ได้ว่าเราทำได้เร็วแค่ไหน พอจะทำแบบชิลล์ๆ ได้มั้ย"


ไม่ได้เรียนแค่ภาษา
แต่ได้ศึกษา "ไต้หวัน" อีกหลายมิติ

 

       เธอเล่าภาพรวมของการเรียนภาษาที่ไต้หวันให้ฟังว่า "มหาวิทยาลัยที่อ่ายได้มาเรียนชื่อ National Chung Hsing Unversity ค่ะ เขาจะมีแบ่งคลาสภาษาเป็น 7 ระดับ โดยจัดห้องให้จากคะแนนที่เรายื่น (อ่ายอยู่ระดับ 6) แต่จริงๆ เข้าไปลองฟังได้ทุกคลาสที่สนใจเลย เช่น อาจจะลองไปฟังระดับ 4 ก่อน ถ้ารู้สึกง่ายไปก็ไต่ระดับขึ้นมา"


 
       "ในบทเรียนทุกบทจะประกอบด้วยทฤษฎี คำศัพท์ แกรมมาร์ การอภิปราย บทความสั้นตอนแรกอ่ายคิดว่าภาษาจีนพอได้แล้ว แต่พอมาถึงมันลงลึกกว่านั้นอีก เพราะเขาจะแทรกเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคมนาคมไว้ด้วย อย่างเช่นที่อ่ายเคยเรียนก็คือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สงครามการค้าอเมริกา VS จีน การเปิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีนในรอบ 40 ปี ทำให้เราได้รู้จักบ้านเมืองเขามากขึ้น นอกจากนี้อาจารย์ยังน่ารักมากๆ คอยแทรกศัพท์ที่เจอในชีวิตประจำวันให้ตลอดเลยค่ะ ^^"

 

อย่าเพิ่งกังวลกับจีนตัวเต็ม
(การบ้านอาจารย์ช่วยได้!)


        หลายคนที่อยากมาลองเรียนไต้หวันแต่หวั่นเรื่องอักษรจีนตัวเต็ม เรามาฟังความเห็นของเธอกันบ้าง เธอเล่าว่า "อ่ายรู้สึกภาษาจีนตัวเต็มมีเสน่ห์มาก และไม่ได้เรียนยากอย่างที่คิด ยิ่งถ้าใครที่พอรู้จักจีนตัวย่อมาก่อนก็จะเรียนได้เร็วขึ้นไปอีก อาจมีช่วงแรกที่ suffer เพราะตัวที่เราเคยรู้จักมันเปลี่ยนไป มีอ่านผิดบ้าง แต่พอ 1-2 เดือนจะเริ่มคุ้น ถ้าได้กลับไปอ่านตัวย่อก็จะง่ายขึ้นด้วยค่ะ"


        "วิธีของอ่ายคือฝึกเขียนเยอะๆ ถ้าเจอคำไหนแล้วจำไม่ได้สักทีก็จดใส่สมุดไว้เลย เพราะมันจะมีหลายตัวที่ใกล้เคียงกันมาก ต้องแยกให้ออก ซึ่งการบ้านของอาจารย์ก็ช่วยฝึกได้ในระดับนึงเลย แต่ละบทจะมีพาร์ตคำศัพท์ พาร์ตฟัง พาร์ตอภิปราย" 
 
  • พาร์ตศัพท์ มีช่องว่างให้ฝึกเขียน ในแต่ละครั้งมีให้ฝึก 8 หน้า
  • พาร์ตการฟัง มี 2 พาร์ตย่อยคือเติมคำในช่องว่าง กับฟังแล้วเขียนเป็นประโยค (ประโยคสั้นๆ 42 ประโยค + ประโยคยาวๆ 30 ประโยค) โดยอัดเสียงส่งให้ฟังทางไลน์
  • พาร์ตอภิปราย เขาจะให้หัวข้อมาเตรียมตัวก่อน เช่น ครั้งที่แล้วเรียนเศรษฐกิจ ก็ให้เตรียมตัวว่าในแต่ละประเทศเคยมีวิกฤตเศรษฐกิจอะไรบ้างที่เด่นๆ ตอนนั้นอ่ายต้องอธิบายวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นภาษาจีน เพราะ timeline มันคาบเกี่ยวกับช่วงที่เศรษฐกิจของไต้หวันเฟื่องฟูด้วย

        "นอกจากเรียนในหนังสือกับทำการบ้าน อาจารย์ก็เห็นว่านักเรียนอยากสอบ TOCFL เลยเอาชุดข้อสอบในหนังสือเตรียมสอบมาปริ้นท์ให้ลองทำวันละชุดตอนเช้าก่อนเริ่มคลาสด้วยค่ะ (เราก็ต้องมาเช้ากว่าปกตินิดนึง) แล้วในหนังสือเรียนที่เขาจัดให้ก็จะเป็นเหมือนแบบฝึกที่เหมาะ TOCFL อยู่แล้ว ระยะเวลาเรียน 1 บทจะขึ้นอยู่กับความยาว ซึ่งอาจารย์ก็สอนละเอียดมากๆ"

        แล้วเรื่องสำเนียงการพูดของคนจีนและไต้หวัน แตกต่างกันยังไงบ้าง? "ตอนไปจีนจะมีสำเนียงม้วนลิ้น คนไต้หวันจะพูดซอฟต์กว่า เสียงไม่ดัง พูดสบายจนบางทีเราฟังไม่ออกก็มี เหมือนเขาไม่ค่อยใส่อินเนอร์"



 

รีวิวชีวิตในไต้หวัน
ผู้คน / อาหาร / การคมนาคม

 

        "เรื่องที่อ่ายประทับใจที่สุดตอนตั้งแต่มาไต้หวันเลยก็คือการคมนาคมที่จัดสรรอย่างเป็นระบบ สะดวกสบาย แค่พกบัตรใบเดียวแล้วเติมเงิน ขึ้นลงรถเมล์ก็แค่สแกนติ๊ดๆ แล้วเมืองที่อ่ายอยู่คือ 'ไถ่จง' ถ้านั่งรถเมล์ในระบบ 10 กิโลเมตรฟรี สรุปคือตั้งแต่มาอยู่ 2 เดือน เราไม่ต้องเสียค่ารถเมล์เลย กฎจราจรก็เคร่งมาก ถ้าคนเห็นไฟส้มคือจอด ไม่ใช่เร่งเครื่อง  และแม้ทางจะโล่งแค่ไหนคนก็จะเดินไปข้ามถนนที่ทางม้าลายเท่านั้น"




        "ส่วนคนไต้หวันสำหรับเราคือไนซ์มาก และมีความญี่ปุ่นผสมอยู่ด้วย โดยเฉพาะรุ่นอากงอาม่า เพราะเคยถูกญี่ปุ่นปกครองมาก่อน และยังผสมผสานวัฒนธรรมอเมริกัน อย่างเช่นอาหารเช้าที่อาหารเช้าเป็นสปาเก็ตตี้กับแฮมเบอร์เกอร์ ชอบดูเบสบอลกับบาสเก็ตบอล"

        "และอีกเรื่องที่หลายคนน่าจะชอบคือไต้หวันมีถนนคนเดินเยอะมากๆ เป็นที่เที่ยวยอดฮิตเลยค่ะ ถ้าเป็นพวกชานมไข่มุก หม่าล่า hotpot ก็คือหาได้ทุกซอย แล้วคนที่นี่ชอบกินหม้อเดียว ราคาไม่โหด โดยรวมถ้าอาหารเช้า อ่ายว่า 60 บาทเอาอยู่ อาหารข้างนอกจะแพงกว่าหน่อยๆ แต่เมนูร้านอาหารที่ไต้หวันจะไม่มีภาษาอังกฤษ ช่วงแรกอ่ายเลยต้องไปกับเพื่อนก่อน ครั้งหน้าจะได้สั่งถูก"




ถึงเห็นตัวอักษรจีนแล้วจะเป็นลม
แต่ก็อยากให้สู้ก่อน :)

 

        "เห็นน้องๆ หลายคนมาถามว่าเรียนจีนยากมั้ย เพราะเห็นตัวจีนแล้วจะเป็นลม อ่ายอยากบอกว่ามาเรียนเถอะ มันมีประโยชน์มากจริงๆ เดี๋ยวนี้มันบูมมาก จะเป็นล่าม เลขาฯ หรือหางานในต่างประเทศได้สบาย ส่วนเรื่องการขอทุน HES สำหรับอ่ายมันถือเป็นการเดินทางที่ยาวนานมาก ตั้งแต่วันแรกที่เตรียมตัวจนนึงวันประกาศ ใช้เวลาเกือบปี ทั้งสมัคร สอบ นั่งกังวลผลสอบอีก ดังนั้นถ้าน้องๆ อยากได้ทุน HES อย่าเพิ่งท้อนะคะ พยายามให้เต็มที่"


        โอ้โห คือดีมากก! ชอบภาษาแล้วได้ไปใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ช่วยฝึกแบบติดสปีด แถมเจอทั้งผู้คนและบ้านเมืองที่น่ารัก ยิ่งมีกำลังใจฝึกต่อไปอีก เอาเป็นว่าถ้าใครกำลังท้อกับการท่องจำตัวอักษรจีน นั่งรีแลกซ์สักพักแล้วพยายามกันต่อนะคะ แล้วถ้าจะให้ดีลองมองหาทุนเรียนภาษาเพื่อลดภาระค่าใช้ง่าย ถ้าน้องทำได้ ในอนาคตเราจะกลับมาขอบคุณความพยายามของตัวเองในวันนี้แน่นอน ^^
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #ไต้หวัน #HES #ทุนรัฐบาลไต้หวัน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?