/>

เกือบ 1 ปีที่กวางจู: 'ออย' รีวิวชีวิตแลกเปลี่ยนสุดคุ้มทั้งพาร์ตเรียน เที่ยว ทำงาน และกิจกรรม! []

วิว
        อันยองครับน้องๆ ชาว Dek-D ถ้าถามว่าประเทศไหนที่หลายคนอยากไปแลกเปลี่ยนหรือเรียนต่อ หนึ่งในนั้นจะต้องมีประเทศเกาหลีใต้ติดโผอยู่แน่ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วหลายคนอาจจะเลือกไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในกรุงโซลหรืออาจจะเป็นเมืองใหญ่ๆ แบบปูซานซะมากกว่า แต่น้องๆ รู้มั้ยครับว่ามหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดและเมืองอื่นๆ ในเกาหลีก็น่าสนใจและมีคุณภาพไม่แพ้กันเลยนะ วันนี้พี่วุฒิเลยมีเรื่องราวของนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ได้ไปเรียนต่อที่มอดังในเมืองกวางจูมาฝาก บอกเลยว่าเป็น 1 ปีที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์แน่นมาก ทั้งเรียน ทำงาน และเที่ยว ว่าแล้วไม่รอช้าตามมาอ่านกันเลยจ้า 가자!!  
 

 
         สวัสดีค่ะ เราชื่อ ‘ออย’ ธัญทิพ อบเชย นะคะ ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 เอกภาษาเกาหลี คณะมนุษยศาสตร์ ม.นเรศวร เมื่อช่วงปี 2019 ที่ผ่านมา เรามีโอกาสไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยโฮนัม (Honam University) ประเทศเกาหลีใต้ค่ะ 
 
        สำหรับการแลกเปลี่ยนที่เกาหลีครั้งนี้ ออยได้รับทุนจากโครงการแลกเปลี่ยนของ Honam University ซึ่งระยะเวลารับทุนรวม 1 ปีการศึกษา โดยทุนนี้จะครอบคลุมเฉพาะค่าเล่าเรียนตลอด 1 ปี โดยออยบินไปเรียนที่นั่นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2019 ถึง ปลายเดือนธันวาคม 2019 เรียกว่าเพิ่งกลับมาไทยไม่นานนี้เองค่ะ แต่ออยคิดว่าหลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อกับมหาวิทยาลัยโฮนัมมากนัก งั้นถือโอกาสนี้แนะนำมหาวิทยาลัยให้เป็นที่รู้จักเลยละกันนะคะ ^^  
 

 
         มหาวิทยาลัยที่ออยไปแลกเปลี่ยนมีชื่อว่า Honam University (호남대학교) ตั้งอยู่ที่เมืองกวางจู จังหวัดชอลลาค่ะ บอกแบบนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพว่ามันตั้งอยู่ที่ไหน 55555 จริงๆ คือเป็นเมืองที่อยู่ห่างเมืองใหญ่ๆ เมืองอื่นพอสมควรเลยค่ะ อย่างทางกวางจูฝั่งซ้ายจะอยู่ไกลจากกรุงโซล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง (ถ้านั่งรถไฟฟ้าความเร็วสูง ประมาณ 2 ชั่วโมง) และห่างจากปูซานประมาณ 3 ชั่วโมงเช่นกันค่ะ  
 
        ถ้าพูดถึงคณะหรือสาขาที่ขึ้นชื่อของโฮนัม สำหรับคนเกาหลีที่นี่จะดังมากๆ โดยเฉพาะคณะ IT ค่ะ คือเป็นสาขายอดฮิตที่คนนิยมมาเรียนต่อกันเลย ส่วนอีกคณะที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็จะเป็น คณะที่สอนเกี่ยวกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (แอร์โฮสเตส-สจ๊วต) คืออย่างที่ไทยจะไม่ค่อยมีเปิดเป็นสาขาเฉพาะทาง แต่ที่นี่เค้าเปิดสอนสำหรับคนอยากติดปีกนางฟ้าโดยเฉพาะเลยค่ะ แล้วคือเอกที่ออยเรียน มันมีบางวิชาที่เราต้องไปเรียนที่คณะพวกเค้า เราก็จะเจอกับเด็กคณะนี้บ่อยมากกก โดยเฉพาะตอนติดลิฟต์ด้วยกัน แต่ละคนคือเป๊ะมาก สวยหล่อ หุ่นดีมากเวอร์ เหมือนกับดาราเลยค่ะ >< 
 

 
        และสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ที่โฮนัมจะขึ้นชื่นสาขาเกี่ยวกับการบริหาร และก็สาขาวิชาภาษาเกาหลีเพื่อการสอนชาวต่างชาติ ซึ่งก็คือเอกที่ออยมาแลกเปลี่ยนนี่แหละค่ะ สรุปคือ ที่นี่อาจจะไม่ถึงขั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่โด่งดังระดับท็อปของประเทศ อย่างมอใหญ่ๆ (ซึ่งจะอยู่ในเมืองหลวงซะมากกว่า) แต่ส่วนตัวออยคิดว่าที่โฮนัมนั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากหลีกหนีความวุ่นวาย รักความสงบมากกว่าค่ะ และระบบการศึกษาก็ไม่ได้น้อยหน้ามออื่นๆ เลย  ^^ 
 

 
        ว่าแล้วเรามาพูดถึงวิชาที่ได้เรียนกันบ้างดีกว่านะคะ สำหรับการมาแลกเปลี่ยนที่โฮนัมนั้น ออยได้เก็บวิชาหน่วยกิตที่ได้เรียนตลอด 1 ปี เทียบโอนเป็นหน่วยกิตของมหาวิทยาลัยต้นสังกัดนั่นเองค่ะ โดยในเทอมแรกออยลงเรียนไปทั้งหมด 5 วิชา ส่วนเทอม 2 ลงเรียนไปทั้งหมด 6 วิชาค่ะ ซึ่งเอาจริงๆ แล้ววิชาที่ได้เรียนส่วนใหญ่นั้นคล้ายกับที่ไทยเลย เช่น วิชาไวยากรณ์ภาษาเกาหลี และก็วิชาภาษาศาสตร์เกาหลี อย่างพวก syntax (วากยสัมพันธ์) ซึ่งเป็นวิชาที่คนเรียนสายภาษาน่าจะรู้จักกันดี 5555 แต่จริงๆ มันก็มีบางวิชาที่แอบแตกต่างกันอยู่เหมือนกันนะ และก็มีหลายวิชาเลยที่ออยเรียนแล้วชอบมากด้วย ยกตัวอย่างวิชา เช่น 
 
        Korean Culture in Media - วิชานี้จะเป็นวิชาดูหนังเกาหลีค่ะ ซึ่งก็จะมีเรื่องที่สร้างจากเรื่องจริง และก็มีบางเรื่องที่แต่งขึ้นมา เนื้อหาส่วนใหญ่ก็จะเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของประเทศเกาหลีผ่านเหตุการณ์ต่างๆ อย่างเช่นพวกสงคราม ยุคประท้วงประชาธิปไตย รวมถึงยุคต่างๆ ในเกาหลี ก็จะได้เรียนผ่านหนังในแต่ละช่วงเหตุการณ์ ยกตัวอย่างหนัง เช่น A Taxi Driver (택시 운전사), The Throne (사도), Ode to My Father  (국제시장), The Great Battle (안시성) เป็นต้น คือจริงๆ มีเยอะกว่านี้ แต่จำไม่ได้แล้วค่ะ 555555 และพอเราได้ดูหนังจบปุ๊บ อาจารย์ก็จะให้จับกลุ่มกันและก็วิจารณ์หนังแต่ละเรื่อง ตัวละครแต่ละตัวคิดยังไง เรื่องนี้เกิดจากเหตุการณ์จริงอะไรบ้าง เป็นต้น เรียกว่าเราได้เปิดมุมมองใหม่ๆ เพียบเลยค่ะ อีกอย่างคือได้เจอเพื่อนใหม่ๆ เยอะมากด้วย เพราะกลุ่มที่จับนั้นเกิดจากการสุ่มตลอด คือสนุกมากกก 
 

 
        Korean Practice in Korean Culture - วิชานี้เราจะได้เรียนเปรียบเทียบวัฒนธรรมเวียดนาม วัฒนธรรมจีนว่ามีเหมือนกับเกาหลีมั้ย คือวิชานี้อาจารย์เค้าจะเมาท์สนุกมากกก 5555 จะมีเรียนทั้งเรื่องความเชื่อ ประเพณีต่างๆ ในเกาหลี และด้วยความที่เป็นคนไทยคนเดียวในเอกที่เรียน อาจารย์เค้าก็จะถามเราตลอดว่าที่ไทยมีแบบนี้มั้ย มีอะไรเหมือนกันบ้างหรือเปล่า แล้วต่างกันยังไงบ้าง เช่น การเกิดแก่เจ็บตาย คนเกาหลีสมัยก่อนเค้าทำยังไงกันบ้าง แล้วพวกวันเทศกาลปีใหม่เกาหลีเค้าทำอะไรกันบ้าง เทศกาลชูซอกคืออะไร หรือเรื่องการเฉลิมฉลองบรรลุนิติภาวะของคนเกาหลีตอนอายุ 20 ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ประเทศไทยไม่มี เป็นต้น เหมือนเป็นวิชาที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของเค้า และได้แลกเปลี่ยนกับของเราด้วย และในวิชานี้นอกจากเรียนในห้องเรียน อาจารย์เค้าก็พาไปทำกิจกรรมนอกห้องด้วยค่ะ มีพาไปชมพิพิธภัณฑ์กิมจิ แล้วก็มีพาเดินเล่นสวนสาธารณะหน้ามอด้วยค่ะ สนุกดีนะ 5555  
 

 
        ส่วนวิชาที่แนะนำจริงๆ ถ้าใครได้มาแลกเปลี่ยนแล้วอยากให้ลงเรียนมากๆ เลยก็คือ วิชา TOPIK ค่ะ คือเราจะได้เรียนเกี่ยวกับเทคนิคการสอบวัดระดับภาษาเกาหลีทั้งการอ่าน (읽기) และการฟัง (듣기) ได้ฝึกทำข้อสอบ และรู้เทคนิคมากมายว่าทำยังไงถึงจะได้คะแนนเก็บเยอะๆ คือเป็นวิชาที่ดีมากๆ เลยค่ะ และพอเทอม 2 ก็จะได้เรียน วิชาการเขียนภาษาเกาหลี (쓰기) อันนี้ก็แนะนำเช่นกัน เพราะว่าเป็นอีกพาร์ตสำคัญที่เราเจอในข้อสอบ TOPIK (ตั้งแต่ข้อ 51 - 54) คือเรียนแล้วได้อะไรใหม่ๆ เยอะมาก ได้เรียนรู้เทคนิคที่คนเกาหลีเค้าใช้กัน ทำให้การเขียนของเราประหยัดเวลามากขึ้น ได้คะแนนมากขึ้น ออยได้เทคนิคจากการเรียนมาเยอะมาก และคะแนนสอบก็พุ่งขึ้นมาเยอะด้วยค่ะ >< 
 
        ส่วนวิชาที่ต่างจากที่ไทยคือวิชา ภาษาเกาหลีเพื่อการสอนชาวต่างชาติค่ะ เพราะว่าในวิชานี้เราได้เขียนแผนการสอนด้วย แต่ก็เป็นแผนการสอนง่ายๆ สั้นๆ ก็ถือว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่พอสมควร เพราะว่าปกติเราเรียนเอกภาษาเพียวๆ แต่ที่นี่มันเหมือนเป็นคณะสำหรับคนอยากเป็นครูสอนภาษาเกาหลี อย่างเพื่อนออยส่วนใหญ่ก็ตั้งใจเป็นครูกันทั้งนั้นเลยค่ะ เพราะที่นี่มันมีใบรับรองเกี่ยวกับการสอนให้ด้วย เวลาสมัครยื่นที่ไหนมันก็ง่าย ฟีลเดียวกับคนเรียนคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ที่บ้านเราประมาณนี้เลย
 

รีวิวบรรยากาศการเรียน & สอบสไตล์เกาหลี 


       พูดถึงบรรยากาศการเรียนกันบ้าง ออยว่าค่อยข้างแตกต่างจากไทยเหมือนกัน เพราะที่นั่นนักศึกษาสามารถเลือกลงวิชาเรียนเองได้ ว่าเราจะลงวิชานี้ตอนปีไหน ก็คือแล้วแต่เราเลย ดังนั้นเด็กปี 1 ปี 2 ปี 3 ก็จะมีบางวิชาที่ได้เรียนรวมกัน แต่ละคาบก็จะ random ไปตลอด ซึ่งคลาสนึงก็เรียนประมาณ 20 - 30 คน แต่ถ้าเป็นวิชาเอกบังคับจะเรียนรวมประมาณ 50 คนค่ะ 
 

 
         แต่ที่ออยตื่นเต้นสุดๆ ก็จะเป็นตอนที่ไปแรกๆ และมีบางวิชาที่ต้องออกไปพรีเซนต์หน้าชั้นเรียนด้วย ซึ่งแน่นอนว่าการพรีเซนต์นั้นเป็นภาษาเกาหลีล้วนๆ และเราเองก็กดดัน แต่พอได้ดูตัวอย่างจากเพื่อนๆ คนเกาหลี ก็รู้สึกว่า เค้าก็ไม่ได้พรีเซนต์เวอร์วังอะไรขนาดนั้น แต่จะเน้นเนื้อหาที่สรุปแล้วเข้าใจง่ายซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า เราก็ดูเป็นแบบอย่างและก็มาปรับใช้กับตัวเองค่ะ 
 
        พูดถึงเรื่องการสอบกันบ้าง คือที่เกาหลีอย่างที่หลายๆ คนรู้ว่ามีการแข่งขันทางการศึกษาสูงมาก ภาพในหัวเราตอนแรกคือทุกคนอ่านหนังสือกันเอาเป็นเอาตายแน่ๆ แต่พอไปเจอจริงๆ มันก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้นนะ แต่ก็จะมีแบบคนที่เก่งก็จะเก่งไปเลย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนที่มาจากจีนและเวียดนาม คือพวกเค้าเก่งกันมากจริงๆ ส่วนการสอบของเกาหลี อาจารย์เค้าก็จะมีบอกก่อนว่าจะออกเรื่องอะไรบ้าง มันก็ไม่ถึงกับยาก แต่จะไม่อ่านก็ไม่ได้อีกแหละ 5555 แต่วิชาที่ยากสำหรับออยยกให้วิชาการสอนเลยค่ะ เพราะมันมีเนื้อหาทีเราต้องต้องจำเยอะมาก เช่น การสอนเกี่ยวกับคำศัพท์ การสอนการอ่าน การสอนการเขียน คือเราต้องรู้ว่ามันควรจะสอนยังไงบ้าง ค่อนข้างท้าทายเลย 
 
       อีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ อาจารย์ที่นั่นใจดีมากเลยค่ะ ด้วยความที่เรามาคนเดียว (และเป็นคนไทยคนเดียวในมอ) อาจารย์เค้าก็ค่อนข้างกังวลกับเราเป็นพิเศษว่าเราจะอยู่ได้มั้ย เค้าก็คอยถามไถ่ตลอด และที่นั่นก็มีกองต่างประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยดูแลนักศึกษาต่างชาติด้วยค่ะ ก็ช่วยให้เราอุ่นใจได้ในระดับนึงเลย ^^ 
  

เรียนแค่ปีเดียว แต่กิจกรรมแน่นมาก!        


        ถึงแม้ว่าจะไปแลกเปลี่ยนแค่เพียง 1 ปี แต่ต้องบอกว่าได้ประสบการณ์ใหม่ๆ มาเพียบเลยค่ะ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มาจากการทำกิจกรรมด้วยนี่แหละค่ะ คือได้ทำหลายอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น  
 

 
        MT หรือ Membership Training อันนี้จะเป็นการรวมตัวของนักศึกษาเอกเกาหลีเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันค่ะ ฟีลจะเหมือนรับน้องบวกกับการทัศนศึกษา ซึ่งเค้าจะไม่ได้บังคับว่าเราจะต้องเข้าหรือไม่ คือแล้วแต่เราเลย ซึ่งปีที่ออยไปเค้าพาไปแถวๆ กวางจูนี่แหละค่ะ เป็นทริปสั้นๆ 2 วัน 1 คืน และถึงจะดูเหมือนแปบเดียว แต่ก็ทำให้เราได้รู้จักเพื่อน รู้จักรุ่นพี่ในคณะเยอะเลย คือพูดง่ายๆ ถ้าไม่มา MT ก็แทบไม่รู้จักเพื่อนเลยแหละ และถ้าไม่ได้มาก็ถือว่าพลาดมากจริงๆ เพราะมันเป็นทริปที่สนุกมากกกก เพราะมีทั้งอาจารย์ รุ่นพี่ และก็เพื่อนรวมๆ ประมาณ 60 - 70 คน ไปเที่ยวด้วยกัน นอนด้วยกัน ทำหมูย่างเกาหลีกินกัน (และดื่มโซจูและแมกจูด้วยกัน 5555)  คือสนุกมากจริงๆ และออยก็ได้เพื่อนสนิทจากการไป MT ครั้งนี้ด้วยค่ะ 
 

 
       ถัดมาที่อีกกิจกรรมที่ดีงามไม่แพ้กันเลยก็คือ กิจกรรม Study (스터디) จริงๆ อันนี้ออยไม่ได้ตั้งใจจะเข้าร่วมตั้งแต่แรกค่ะ ฮ่าๆ แต่อย่างที่บอกไปว่าอาจารย์ที่นั่นเค้าเป็นห่วงเรา เพราะเห็นว่ามาจากไทยคนเดียว เค้าก็เลยลงชื่อให้เราเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ซึ่ง Study เนี่ย มันจะเหมือนการมารวมตัวกันเพื่อเรียนในตอนกลางวัน แต่มันก็ไม่เชิงว่าเรียนจริงจังอะไรขนาดนั้น เพราะว่าจะเน้นการทำกิจกรรมร่วมกัน มานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม กินข้าวร่วมกัน (กินฟรี) ซึ่งออยคิดว่ามันเป็นกิจกรรมที่ดีมากนะ เพราะว่าเราเองได้ฝึกใช้ภาษาเกาหลีมากขึ้นด้วย เพราะตอนแรกที่มาใหม่ๆ ออยแทบพูดตามไม่ทันเค้าเลยค่ะ แต่พอได้ทำไปเรื่อยๆ มาพูดคุยวีคละครั้ง มันทำให้ทักษะเราดีขึ้นแต่ก่อนมากจริงๆ ค่ะ ถ้าใครมาแลกเปลี่ยนที่เกาหลี ก็แนะนำให้เข้า Study เลย 
 

 
       ต่อมาเป็น Buddy program หรือกิจกรรมจับคู่บัดดี้กับเพื่อนชาวเกาหลีค่ะ อันนี้ก็น่าจะมีทุกมหาลัยเลยเนอะ ของออยโชคดีตรงที่ได้จับคู่กับบัดดี้ที่อายุเท่ากัน มีไลฟ์สไตล์คล้ายกัน และเค้าก็เคยไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นมาก่อนด้วย เค้าก็เลยเข้าใจความรู้สึกคนที่มาไกลบ้านแบบเรา มันก็เลยสนิททำให้สนิทกันเร็วมากขึ้นค่ะ และเค้าก็คอยเป็นไกด์พาไปนู่นไปนี่ตลอดเลย :D
 
        และพอช่วงเทศกาลหลังสอบเสร็จ ที่มหาวิทยาลัยเกาหลีเค้าจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองกันค่ะ เรียกว่า 학교 축제 (ฮักกโยชุกเจ) ภายในงานจะมีการจัดซุ้มกิจกรรมของนักศึกษา มาขายอาหารกัน และก็จะมีกิจกรรมบนเวทีเป็นการประกวดเต้น ประกวดร้องเพลง และไฮไลต์เด็ดคือมีศิลปินดังๆ มาเล่นคอนเสิร์ตค่ะ อย่างตอนที่ออยไปมีวง G-Friend, Monday Kiz และ YUMDDA มาขึ้นเวทีที่มหาลัยด้วย แต่ที่อึ้งๆ อย่างนึงคือ ภายในงานเค้าให้ดื่มโซจู (เหล้าเกาหลี) ได้ด้วย แบบมีให้รีฟิลล์เลยอ่ะ ถ้าเป็นที่ไทยนี่คือไม่ได้แน่ๆ ><     
 

 
        ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ก็จะมีการแข่งขันกีฬาสีค่ะ มีทั้งแบรวมมหาลัย และก็จะมีอีกครั้งนึงเป็นกีฬาสีสำหรับชาวต่างชาติตอนจบการศึกษาค่ะ ในงานเค้าก็จะมีให้จับฉลากลุ้นของรางวัลด้วย ตอนนั้นออยจับได้รางวัลไปกินไก่ทอดฟรี 55555 
 

หอพักดี แต่ก็มีเรื่องชวนช็อก! 



       ต้องบอกว่าทุนแลกเปลี่ยนที่ออยได้รับนั้นไม่ได้ครอบคลุมเรื่องที่พัก แต่ในตอนสมัครทุน เค้าก็จะมีให้เราเลือกว่าจะอยู่หอในหรือหอนอก ซึ่งออยก็เลือกอยู่หอในมหาวิทยาลัยดีกว่า และหลังจากนั้น ทางมอเค้าก็จะจัดแจงให้ (ค่าหอเทอมละประมาณ 30,000 บาท) โดยเราจะได้อยู่ร่วมกับรูมเมทอีก 4 คน เป็นชาวต่างชาติเหมือนกัน มีเวียดนาม 3 คน จีนอีก 1 คน และออยอีก 1 รวมเป็น 5 คนค่ะ ซึ่งตอนไปอยู่แรกๆ ก็มีเรื่อง Culture Shock มากเหมือนกัน เพราะว่าหอแรกที่ไปอยู่ มันจะไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องไปใช้ห้องน้ำรวม ซึ่งมันเป็นห้องน้ำแบบจิมจิลบัง (찜질방) คือมันกว้างมากกกก แล้วแบบทุกคนมาอาบรวมกัน คือออยช็อกมาก ไม่ชินเลย และต้องใช้เวลาปรับตัวพักใหญ่เลย อย่างช่วงแรกๆ เราจะรอให้คนอาบเสร็จหมดก่อนถึงจะเข้าไปอาบ ซึ่งมันก็เป็นเวลาดึกๆ ประมาณตี 1 งี้อ่ะ 55555 แต่ก็บอกตัวเองว่าเราต้องปรับตัวให้ได้นะ จะมาอาบดึกๆ แบบนี้ทุกคืนไม่ได้นะออย คือตอนนั้นโทรไปเล่าให้เพื่อนที่มาเรียนเกาหลีเหมือนกัน (แต่เรียนคนละมอ) เพื่อนแต่ละคนคือช็อกมาก เพราะว่าที่มหาลัยพวกนางไม่เจออะไรแบบนี้ แต่ก็ถือว่าโชคดีตรงที่ว่า พอเทอม 2 เค้าให้ออยย้ายไปอยู่อีกหอนึงค่ะ ซึ่งหอนี้แบบดีมากกก 
 

 
       หอใหม่ที่ได้ย้ายมาอยู่ ขนาดห้องคือใหญ่กว่าหอแรกเยอะมาก และถึงจะอยู่รวมกัน 5 คน แต่เค้าแบ่งล็อกได้เป็นส่วนตัวมากค่ะ คืออยู่แล้วไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลย และภายในหอก็เรียกว่าสวัสดิการครบครับมาก มีวายฟายทุกห้อง ในตึกก็จะมีฟิตเนส มีห้องอ่านหนังสือ มีห้องซักรีด มีห้องกินข้าวด้วย (มีอาหารเช้า-เย็นให้กินฟรี) และก็มีรถบริการรับ-ส่งหน้ามอค่ะ แต่อันนี้ไม่ได้มีตลอดทั้งวันนะ มีแค่ช่วงเช้ารอบนึง และก็เย็นรอบนึง แต่เอาจริงๆ เราก็สามารถเดินไปเองได้ชิลล์ๆ เหมือนกัน 
 

 

รีวิวสวัสการดีๆ ที่ ม.โฮนัม 


       ถ้าพูดถึงเรื่องสวัสดิการในมหาวิทยาลัย ส่วนตัวออยประทับใจสวัสดิการในหอในอย่างที่ได้เล่าไปด้านบน แต่ก็มีอีกอย่างที่รู้สึกชอบไม่แพ้กันก็คือ ห้องสมุดของที่นี่ค่ะ ออยชอบตรงที่มันมีจอคอมพิวเตอร์ใหญ่มาก และเครื่องก็เร็วมากเวอร์ 5555 ส่วนอื่นๆ ที่รู้สึกแปลกใหม่สำหรับเราคือ ที่มหาลัยเค้าจะมีให้ฉีดวีคซีนฟรีให้กับนักศึกษารวมถึงชาวต่างชาติแบบเราด้วย และอีกอันที่ชอบมากๆ และอยากให้ที่บ้านเรามีก็คือ ตู้กดใบรับรองนักศึกษาค่ะ อย่างในมหาวิทยาลัยของไทย เวลาเราจะไปขอใบรับรองหรือทรานสคริปต์อะไรพวกนี้ เราต้องไปทำเรื่องเพื่อขอกับเจ้าหน้าที่ แต่ที่นี่เค้าจะมีตู้ให้กดปรินต์ได้เองเลยค่ะ เป็นตู้เหมือน ATM เลย และที่ต้องมีแบบนี้ เพราะว่ามันเป็นเอกสารที่นักศึกษาใช้เพื่อไปทำธุระกันบ่อย เค้าก็เลยมีตู้ให้เรากด เพียงแค่ใส่รหัสนักศึกษา และก็เลือกเลยว่าจะปรินต์อะไร คือมันสะดวกมากกก ไม่ต้องไปติดต่อธุรการให้เสียเวลาด้วย   
 

ประสบการณ์ทำงานล่ามไทย-เกาหลี 


       ตอนที่ไปเรียนที่โฮนัม ออยมีโอกาสได้ทำงานพาร์ทไทม์เป็นล่ามไทย-เกาหลีด้วยค่ะ คือตอนนั้นมีรุ่นพี่เป็นคนเวียดนามเค้ามาเรียนป.โท ที่โฮนัมเหมือนกัน และเค้าก็ทำงานพาร์ทไทม์บริษัทเอเจนซี่เกี่ยวกับวีซ่าเรื่องแต่งงานอยู่ด้วย คือมันเหมือนเป็นบริษัทที่ช่วยเตรียมเอกสารทุกอย่างก่อนไปยื่นสถานทูตอะค่ะ แล้วตอนนั้นมีที่บริษัทเค้ามีลูกค้าชาวไทยที่กำลังจะแต่งงานกับคนเกาหลี แต่ที่บริษัทเค้าไม่มีคนที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เค้าก็เลยติดต่อออยมาค่ะ (เพราะว่าเราเป็นคนไทยคนเดียวในมอ 555) ส่วนหน้าที่หลักๆ ของงานล่ามที่ออยได้ทำ ก็จะคอยแปลให้เค้าฟัง อย่างเวลาจะแต่งงาน ภรรยาซึ่งเป็นคนไทยควรเตรียมเอกสารอะไรบ้าง เอาจริงๆ การล่ามมันไม่ได้ยากนะ แต่สิ่งที่ยากคือ เราต้องไปเรียนรู้เรื่องวีซ่าทั้งหมดเลย แบบได้รู้ว่าวีซ่าแต่งงานคืออะไร มีเคสใหม่ๆ ให้เราได้เรียนรู้ตลอด อย่างที่ออยเจอ มีเคสการรับเลี้ยงบุตรด้วย คือเราเองก็ได้ศึกษาและได้รู้ว่ามันจะต้องทำยังไงบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นอีกประสบการณ์ใหม่ที่ท้าทายสำหรับเรามากเลยค่ะ       
 

‘กวางจู’ เมืองสงบ แต่ที่เที่ยวดีงามมาก!


ตลาดซงจองยอก

        พูดถึงเรื่องเรียนและทำงานไปแล้ว เรามาพูดถึงเรื่องเที่ยวกันบ้างดีกว่าค่ะ (ไปเรียนก็ต้องไปเที่ยวด้วยเนอะ 555) ตอนไปเกาหลีออยก็มีทริปไปเที่ยวกับเพื่อนหลายที่เลยทั้งในโซลและปูซาน คือเก็บทุกที่ รวมถึงใน ‘กวางจู’ เมืองที่ออยมาแลกเปลี่ยนด้วยเช่นกันค่ะ ซึ่งถ้าจะแนะนำสถานที่ฮิตๆ ของเมือง อันแรกเลยคือ ตลาดซงจองยอก (송정역시장) ค่ะ อันนี้จะเป็นตลาดโบราณที่อยู่ติดสถานีรถไฟซงจองยอกเลย คือมันเป็นตลาดเล็กๆ แต่มีของกินอร่อยๆ เยอะมากกก และนอกจากนั้นนเมืองก็จะมีสวนสาธารณะฮานึลมาดัง (ACC hanul Madmag; 하늘마당) เป็นสวนที่เหมาะกับการมาผ่อนคลาย นั่งชิลล์ๆ สั่งอาหารมากินกันแบบคนเกาหลีอะไรแบบนี้ และอีกอย่าง ด้วยความที่กวางจูเป็นเมืองธรรมชาติ มีภูเขา น้ำตกเยอะมาก ถ้าใครชอบสายนี้จริงๆ ก็อยากให้แนะนำมาที่ มูดึงซาน (Mudeungsan; 무등산) เลยค่ะ ที่นี่สวยมากๆ 
 

 
มูดึงซาน 
 
       นอกจากเที่ยวในเมืองกวางจูแล้ว อีกที่ที่ออยประทับมากๆ คือออยมีทริปไปเที่ยวที่เมืองมกโพ (อยู่ในจังหวัดชอลลาใต้) โดยปกติแล้วเราเป็นคนขี้หลงทางง่ายมาก แต่ทริปนี้คือเรานั่งรถไฟ KTX ไปคนเดียวด้วย เพราะว่าอยากไปชมพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์อีฮันยอล (Lee Han Yeol Memorial Museum) ด้วยความติ่งที่ตั้งใจจะไปตามรอยหนังเรื่อง 1987: When the Day Comes นี่แหละค่ะ
 

 
        แต่เรื่องพีคคือ ที่นั่นมันมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติมกโพ (Mokpo Modern History Museum No.1) อยู่ด้วย ซึ่งที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์เรื่อง Hotel Del Lunaที่ไอยูเล่นนั่นเองค่ะ คือออยได้ไปเที่ยวในช่วงที่ซีรีส์กำลังออนแอร์พอดี แต่หลังจากที่ออยเที่ยวไป 2 อาทิตย์ เพจ กวางจูไปไหนดี ก็ลงแนะนำที่เที่ยวตามรอยซีรีส์แล้วที่นี่ก็กลายเป็นสถานที่ชื่อดังไปเฉยเลย ตอนโพสต์รูปลงไอจีคือเพื่อนอิจฉากันเยอะมาก เลยรู้สึกชนะ 55555 (ล้อเล่นค่า)   
 

ตามรอยจางมันวอลกันค่าาา
 

มุมมองต่อคนเกาหลีที่เปลี่ยนไป


        ออยก็เหมือนกับหลายๆ คนที่ตอนแรกมีความกังวลเกี่ยวกับสังคมรวมถึงคนที่นี่ เค้าจะเย็นชามั้ย จะเหยียดชาวต่างชาติหรือเปล่า แต่พอมาเจอจริงๆ คือไม่เลย คนที่กวางจูใจดีมากกก คือมันมีหลายเหตุการณ์ที่เราเจอมาแล้วรู้สึกประทับใจ เพราะว่าคนที่นี่คอยช่วยเหลือเราตลอดๆ อย่างเวลาเรากำลังทำอะไรสักอย่างแล้วงงๆ อยู่ ตอนนั้นออยอยู่ที่สถานีรถไฟ แล้วจะกดกาแฟกิน แต่เราก็งงว่ามันกดยังไงนะ คือเรางมตรงนั้นอยู่พักนึง จู่ๆ ก็มีคุณลุงเดินมาแล้วก็หยอดเหรียญกดกดกาแฟให้เรา พอกดเสร็จก็ไปเลย คือจ่ายให้เรากินแบบฟรีๆ เลยอ่ะ คือคนที่กวางจูใจดีมาก ถ้าให้เปรียบเทียบกับที่โซล ออยว่ามันคนละฟีลกันเลย เหมือนคนในโซลเค้าจะไม่ค่อยสนใจกัน แต่ละคนก็คือเดินๆ ไม่สนใจใครทั้งนั้น แต่ที่กวางจูจะสงบ และคนใจดีมากกว่ามากๆ และอีกอย่างคือ เพื่อนเกาหลีที่ออยเจอ แต่ละคนเฟรนด์ลี่มาก ไม่ได้หยิ่ง หรือเย็นชาเหมือนในซีรีส์ที่เราเคยดู แต่ละคนคือเมาท์มอยสนุกมาก สรุปคือ มุมมองเกี่ยวกับคนเกาหลีก็เปลี่ยนไปพอสมควรเลยค่ะ 
 

 
        แต่ถ้าพูดถึงมุมมองต่อตัวเองหลังจากมาที่นี่ก็มีส่วนที่เปลี่ยนไปเหมือนกันนะ ที่เห็นได้ชัดเลยคือ แต่ก่อนเราไม่กล้าคุยกับใครก่อนเลยค่ะ แต่การมาแลกเปลี่ยนที่นี่ก็ทำให้เรากล้าเข้าสังคมมากขึ้น ได้พูดคุยกับคนอื่นมากขึ้น และก็ฝึกความรับผิดชอบขึ้นเยอะมาก และอีกอย่างคือ รู้สึกว่าตัวเองสดใสขึ้นมากแต่ก่อน รู้สึกสนุกกับชีวิตมากขึ้น เพราะตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา ออยคิดเสมอว่า เราอยากใช้ชีวิตให้คุ้ม หลังจากนั้นมันก็เปลี่ยนความคิดและนิสัยเราไปเยอะเลย 
 

ถึงน้องๆ ที่อยากไปแลกเปลี่ยนที่เกาหลี 



      และสำหรับน้องๆ ที่มีความฝันอยากไปแลกเปลี่ยนหรือไปเรียนต่อที่เกาหลี อย่างแรกเลยพี่ขอแนะนำว่า ให้เตรียมพร้อมเรื่องคะแนนสอบ TOPIK ไว้ให้ดีเลยค่ะ และก็รักษาเกรดให้อยู่ในตามเกณฑ์ของแต่ละโครงการเข้าไว้ อันนี้สำคัญมากเลยนะ และอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การเขียนจดหมายแนะนำตัวเอง เราต้องรู้ว่าเรามีจุดเด่นอะไรบ้าง และต้องอธิบายว่าทำไมถึงอยากมาเรียนต่อที่นี่ คือหลายคนอาจจะคิดว่าเขียนให้สวยๆ ไปก่อน แต่พี่อยากแนะนำให้เขียนจากความจริงของเรา เพราะกรรมการเค้าอ่านทุกตัวอักษรเลย และเค้าก็จำสิ่งที่เราเขียนได้ด้วย คือการเขียนแนะนำตัวเองนั้นสำคัญจริงๆ นะ
 
        ส่วนเรื่องการเตรียมตัว อย่างแรกเลยอยากให้น้องเตรียมใจไว้ก่อน 5555 เพราะอย่างช่วงแรกๆ ที่พี่มาอยู่ที่นี่ มันเหงามากกก เพราะกว่าจะปรับตัวเข้ากับเพื่อนก็ใช้เวลาพอสมควร ทั้งเรื่องภาษา การใช้ชีวิต เรื่องเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนตัวคิดว่าการสร้างคอนเนกชันกับคนอื่นเข้าไว้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เราต้องหาเพื่อนเข้าไว้ ยิ่งถ้าเราไปคนเดียวยิ่งต้องหาเพื่อนเลยค่ะ ถ้างั้นบางทีเราอาจจะตามข่าวจากคนอื่นไม่ทันด้วย ดังนั้น make friend กับคนอื่นเข้าไว้ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมากๆ   
 
        และสำหรับใครที่อยากสมัครทุนแลกเปลี่ยน พี่เชื่อว่าหลายคนอาจจะมีความกังวล มีความกลัวว่าเราจะสมัครไม่ผ่าน คงสู้คนอื่นไม่ได้ แต่อย่างเลยแรกคือ อย่าเพิ่งคิดไปถึงตรงนั้น และอย่าไปกลัวว่าตัวเองจะทำไม่ได้ ลองตั้งเป้าหมายเอาไว้ และระหว่างทางอย่าลืมเป้าหมายของตัวเอง และจากนั้นก็ทำให้มันให้สำเร็จ ยังไงพี่ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะคะ สู้ๆ :D   
 

 

Clip


 
        พอได้อ่านเรื่องเล่าของน้องออยแล้ว เรียกว่าเป็นประสบการณ์แลกเปลี่ยน 1 ปีที่คุ้มมากจริงๆ เลยเนอะ ทั้งเรียน ทั้งทำพาร์ตไทม์ และก็ไปเที่ยวหลายที่ด้วย ส่วนตัวพี่เองได้ฟังที่น้องออยเล่าแล้วก็อยากไปตามรอยที่กวางจูเลยเนี่ย 5555 และสำหรับน้องๆ คนไหนที่อยากไปแลกเปลี่ยนแบบพี่ออยบ้าง ก็เตรียมตัวให้พร้อมและคอยติดตามข่าวโครงการให้ดีๆ เลยนะครับ ^^ ส่วนใครที่มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนหรือเรียนต่อต่างประเทศ และอยากแชร์ให้เพื่อนชาว Dek-D ได้อ่านกัน สามารถส่งเรื่องมาได้ที่อีเมล punyathorn@dek-d.com ได้เลยนะครับ พี่รออ่านอยู่น้า :D     
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=wut_

พี่วุฒิ - ผู้เขียน

มนุษย์ 4 มิติผู้หลงใหลในเพลงเกาหลี ชาเนสที และหมูกระทะ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #เรียนต่อเกาหลี #แลกเปลี่ยนเกาหลี #Honam University #กวางจู #ชอลลา #Hotel Del Luna

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?