/>

สรุป Ted Talk บทเรียนสำคัญจาก ‘COVID-19’ โลกควรรับมืออย่างไรในวันที่เกิดโรคระบาด? []

วิว

 
          สวัสดีผู้อ่านชาว Dek-D ทุกคนค่ะ เข้าสู่เดือนมีนาคมแล้วแต่เรายังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ไวรัส Covid-19 อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดองค์การอนามัยโลกได้ออกมาประกาศให้ Covid-19 เป็นโรคระบาดขนาดใหญ่ (pandemic) แล้ว ในขณะที่บ้านเราเจอทั้งภาวะ mask หายาก และพบผู้ติดเชื้อตามจุดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เราเลยยิ่งต้องดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้ดีเป็นพิเศษ พร้อมอัปเดตความรู้ที่จะช่วยเราให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย
 
        ว่าแล้ววันนี้เลยจะชวนทุกคนมาฝึกภาษาพร้อมเก็บเกร็ดความรู้จาก Ted Talk ในหัวข้อ What we do (and don't) know about the coronavirus บรรยายโดย Dr. David Heymann ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยา และอดีตหัวหน้าผู้ควบคุมการแพร่ระบาดโรคซาร์ส (เมื่อปี 2003) ประจำองค์การอนามัยโลก   โดยในทอล์กนี้ คุณเดวิดได้เล่าข้อมูลสำคัญล่าสุดเกี่ยวกับ Covid-19 อาทิ อาการเป็นอย่างไร? ใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจติดเชื้อบ้าง? และมีโรคระบาดที่น่าสะพรึงกว่าโควิดรอเราอยู่หรือไม่? เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ
 

Clip


 
อาการไหนที่บ่งบอกว่าติดเชื้อ Covid-19
และใครน่าเป็นห่วงมากที่สุด?

 
       ตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. เป็นต้นมา มีการยืนยันผู้ติดเชื้อจากทั่วโลกแล้วเกินแสนราย และยังมีผู้เสียชีวิตที่นับวันยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ    โดยเชื้อได้แพร่กระจายไปในหลายประเทศอย่างรวดเร็วหลังจากระบาดแค่ 3 เดือนเท่านั้นค่ะ
 
        จากข้อมูลพบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนี้ มักแสดงอาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป แต่ก็จะมีบางกรณีที่แสดงอาการรุนแรงได้เช่นกันค่ะ โดยกลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป(เนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำ) ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องใกล้ชิดผู้ป่วยโดยตรง นอกจากนี้ ประชาชนที่ “ขาดโอกาสเข้าถึงทางการแพทย์” ก็เป็นอีกกลุ่มเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงในกรณีที่เกิดโรคระบาดเช่นกันค่ะ 
 

Cr.    https://ideas.ted.com
 
โรคซาร์ส VS Covid-19
เหมือนหรือต่างกันตรงไหน?

 
        สิ่งที่เหมือนกันคือทั้งคู่ล้วนเป็นเชื้อโรคระบาดที่เกิดขึ้นใหม่ และร่างกายของมนุษย์เรายังไม่รู้จักกับไวรัสตัวนั้นมาก่อน จึงอาจยังสรุปไม่ได้แน่ชัดว่าแอนติบอดีที่เป็นภูมิคุ้มกันในร่างกายจะรับมือได้หรือไม่ ส่วนต้นตอการระบาดนั้นเกิดจากสัตว์จำพวกค้างคาวจากนั้นจึงเริ่มระบาดสู่คน  
 
        ส่วนอัตราการติดเชื้อสำหรับไวรัสโคโรนาจะมีอัตราสูงกว่าซาร์ส แต่หากเป็นอัตราการเสียชีวิต ซาร์สจะมี 10% ในขณะที่โคโรนามีเพียง 2% เท่านั้นค่ะ 
 

Cr.    http://ideas.ted.com
 
การคัดกรองคนเข้า-ออกประเทศ
เพียงพอแล้วหรือไม่?

 
        มาตรการนี้อาจคัดกรองไม่ได้ 100% เพราะโรคระบาดไม่มีพรมแดน และผู้ที่ติดเชื้อในระยะฟักตัวก็อาจไม่ได้แสดงอาการป่วยออกมาให้เราเห็น แล้วอาจมารู้ตัวทีหลังว่าติดเชื้อหลังผ่านเข้าประเทศมาได้สักระยะ เมื่อถึงตอนนั้นไวรัสนี้ก็แพร่กระจายไปสู่คนอื่นด้วยแล้ว นั่นเลยทำให้การคัดกรองยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นค่ะ
 
        แต่ถึงจะอย่างนั้น ช่องทางการเข้าออกประเทศก็ยังสำคัญ เพราะเป็นจุดที่ให้ความรู้กับผู้เดินทางได้โดยตรง ซึ่งการให้คำแนะนำหรือแจกคู่มือให้กับผู้เดินทางที่มีโอกาสติดเชื้อจะช่วยให้เกิดความเข้าใจว่าอาการแบบไหนเข้าข่าย และทราบวิธีปฏิบัติหากสงสัยว่าตนติดไวรัส
 
        นอกจากนี้ คุณเดวิดยังชวนให้ทุกคนอัปเดตข้อมูลรายวันจากทางเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลกเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และมีส่วนช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนาได้อีกด้วยค่ะ
 

Cr.    https://ideas.ted.com
 
เราจะมีวัคซีนต้านไวรัสเมื่อไร?
 
        สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงนี้ทำให้หลายคนฝากความหวังกับวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโคโรนาไว้ค่อนข้างมาก ซึ่งคุณเดวิดก็เปิดเผยค่ะว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัย และต้องศึกษากับสัตว์ทดลองที่ได้รับเชื้อนี้ก่อนว่าวัคซีนที่ฉีดเข้าไปนั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ แล้วค่อยนำมาทดลองกับมนุษย์ ซึ่งกระบวนการที่ว่านี้ก็อาจใช้เวลาอย่างต่ำเกือบ 1 ปี กว่าจะนำมาใช้กับผู้ป่วยได้
 
แล้วอะไรบ้างที่ทั่วโลกควรแก้ไขร่วมกัน?
 
        ในส่วนนี้คุณเดวิดได้ยกเคสไวรัสอีโบลาที่เคยระบาดในอดีตขึ้นมา ตอนนั้นเราต่างตั้งคำถามกันว่า “จะหยุดการแพร่ระบาดในประเทศกำลังพัฒนาได้ยังไง?” แต่กลับลืมคิดว่าไปว่า “โลกจะช่วยประเทศเหล่านั้นยกระดับมาตรฐานระบบสาธารณสุขได้อย่างไร เพื่อให้สามารถติดตามที่มาและรับมือกับโรคระบาดนั้นได้?”
 
        ดังนั้นสิ่งที่เราต้องการเห็นคือทุกประเทศสามารถเอาอยู่ หมายความว่าทุกประเทศต้องสามารถตั้งรับและยับยั้งได้อย่างเต็มที่ที่สุด การช่วยเหลือสำคัญจึงเป็นการเข้าไปสร้างระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งให้ประเทศที่ขาดความพร้อมนั่นเองค่ะ
 
ยังมีโรคระบาดที่ร้ายแรงกว่าไวรัส Covid-19 อีกไหม?
 
        เขาได้อธิบายว่าปัจจุบันประชากรโลกมีราวๆ 7 พันล้านคน ความต้องการอาหารก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วมนุษย์ก็เลี้ยงสัตว์เป็นแหล่งอาหารสำคัญ ยิ่งเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างคนกับสัตว์เข้าไปอีก ความเสี่ยงคือสัตว์บางชนิดสามารถนำไปสู่โรคระบาดที่รุนแรงแบบนี้ได้อีกในอนาคต (สิ่งที่เราเห็นตอนนี้เป็นเพียงสัญญาณเตือนเท่านั้นค่ะ) 
 
        ในเมื่อมันมีโอกาสเกิดขึ้นอีก ทั่วโลกจึงควรใช้เทคโนโลยีประสานการทำงานให้เป็นทีมเดียวกัน เพื่อแชร์ข้อมูลและอัปเดตสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคระบาดร่วมกัน พูดง่ายๆ ว่าถึงจะฟันธงไม่ได้ว่าจะมีอะไรแย่กว่านี้มั้ย แต่ก็ควรสแตนด์บายเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น (worst-case scenario) และผู้ติดเชื้อควรเรียนรู้ที่จะป้องกันตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากไวรัสดังกล่าวเช่นกันค่ะ
 
“We have to make sure that that technical collaboration in the world is there to work together to make sure that we can understand these outbreaks when they occur and rapidly provide the information necessary to control them.”
-Dr. David Heymann -

 
        ถือเป็นทอล์กที่ให้ความรู้และวิเคราะห์ภายใต้เหตุผลได้น่าสนใจมากค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ไวรัสโคโรนาได้ดีขึ้น และหวังด้วยว่าจะได้เห็นวิธีแก้ปัญหาในระยะยาวเช่นนี้เกิดขึ้นจริงๆ เพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด (ส่วนตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้ดีที่สุดนะคะ)
 
Sources:
Centers for Disease Control and Prevention World Health Organization
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kaikook

พี่ไก่กุ๊ก - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

##coronavirus ##Wuhan ##Pandemic ##Ted Talks ##Covid19 ##World Health Organization ##Studyabroad

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?