/>

งานนี้ต้องได้! 6 เคล็ดลับเตรียมสัมภาษณ์งานฉบับมือโปร เพิ่มโอกาสผ่านฉลุย (+คำถามฮิตพร้อมแนวการตอบ) []

วิว
              สวัสดีค่ะชาว Dek-D ยังจำความรู้สึกตื่นเต้นและท้าทายตอนสอบเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยได้มั้ยคะ รับรองว่าชีวิตตอนหางานจะได้เจอโมเมนต์นั้นอีกแน่นอน! ส่วนคนไหนที่ HR โทรนัดสัมภาษณ์ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ ด่านแรกที่ผ่านมานั้นไม่ง่ายเลย สเต็ปต่อไปคือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด “การสัมภาษณ์งาน” เราต้องใช้โอกาสนี้ทำคะแนนให้ปัง จนกรรมการและนายจ้างอยากรับเราเข้าทำงานให้ได้!
 
             เรามาดูกันค่ะว่าหลักๆ มีเคล็ดลับและข้อควรระวังอะไรบ้าง โดยเรามีลิสต์คำถามยอดฮิตพร้อมแนวคำตอบให้ไปปรับใช้ต่อในแบบฉบับของตัวเองด้วย

             Note: เนื้อหาต่อไปนี้สรุปจากความคิดเห็นของผู้มีส่วนพิจารณารับคนเข้าทำงานจากบางบริษัท
 


6 ข้อควรทำก่อน & ตอนสัมภาษณ์
สำหรับ (ว่าที่)คนได้งาน


 
1. เตรียมวิชาพร้อมเทสต์
 
             เกือบทุกที่จะมีการทดสอบ (test) ก่อนเพื่อวัดความรู้และความสามารถในการนำเอาสิ่งที่เรียนมาปรับใช้กับการทำงานจริง พร้อมการวัดไหวพริบและการบริหารเวลาไปในตัวด้วยค่ะ ส่วนวิธีสอบก็ไม่ได้มาเป็นข้อสอบให้เขียนอย่างเดียว แต่อาจมาในแนวปฏิบัติ ถาม-ตอบในห้องสัมภาษณ์ หรือไม่ก็ทำเสร็จแล้วมาพรีเซนต์ให้ฟัง ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและเทคนิคคัดกรองของบริษัทนั้นๆ ถ้าหารีวิวจากผู้มีประสบการณ์ได้ จะยิ่งได้เปรียบ

2. รู้จักเขาให้มากที่สุด
 
             ถ้าหาข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับงานและบริษัทให้ละเอียดรอบด้านจะเป็นผลดีมากกก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเราตั้งใจอยากจะเข้าที่นี่จริงๆ วิธีการคือเข้าไปสำรวจเว็บไซต์และสื่อโซเชียลทุกช่องทางที่บริษัทมี ตั้งใจอ่านทั้งเรื่องเป้าหมาย ความภูมิใจ โปรเจกต์ใหญ่ ผลิตภัณฑ์ บริการ บุคลากร ฯลฯ อาจหาใน google หรือถามคนรู้จักที่เคยทำงานในนั้นด้วยก็ได้ *นอกจากนี้ให้ทำความเข้าใจตำแหน่งงานที่เราสมัครให้ถูกต้องด้วยนะคะ หน้าที่ความรับผิดชอบมีอะไรมากกว่าที่เราเข้าใจมั้ย ต้องเจอความท้าทายแบบไหน มีคุณสมบัติอะไรที่จำเป็นบ้าง

             จากนั้นลองหาความเชื่อมโยงของ ตัวเรา - งาน - บริษัท ว่าจะตอบแบบไหน ให้บริษัทรู้สึกว่าเราคลิกกับเขา เพราะถ้าตอบเหมือนอยู่คนละโลก หรือหากผู้สัมภาษณ์ยิงคำถามเกี่ยวกับงานหรือบริษัท แล้วเราตอบไม่ได้ หรือตอบได้แบบกว้างๆ จะดูออกทันทีว่าเราไม่ได้พยายามเต็มที่เพื่อให้ได้เข้าทำงานที่นี่

 
3. เก็งคำถาม & หาคำตอบ
(อย่าติดสคริปต์!)
 
             ถึงไหวพริบดีหรือผ่านมาหลายสนาม ก็ห้าม skip ขั้นตอนนี้เลยนะคะ เพราะถ้าเจอคำถามจังๆ ในห้อง เราจะมีเวลาน้อยมากในการกลั่นกรองความคิดหรือคำตอบที่ดีที่สุดในตอนนั้น

ควรเตรียมตัวยังไง?
 
  •  เก็บข้อมูลว่าคำถามไหนมีโอกาสเจอบ่อยในห้อง (ถ้าเจอรีวิวคนสัมภาษณ์ที่เดียวกับเราจะเก๋มาก) จากนั้นลองพลิกแพลงแนวทางการตอบ พยายามนำเสนอจุดเด่นและความเป็นตัวเองลงไปแบบพอดีๆ คิดเสมอว่า เรามีของดีและต้องพรีเซนต์ จะให้ตอบเหมือนอีก 100 คนที่เขาเคยสัมภาษณ์มาก่อนไม่ได้~
  • หลักๆ เขาจะดึงข้อมูลจาก Portfolio หรือ CV มาถามต่อยอด ซ้อมพูดเลยว่าเราเคยทำอะไรมาบ้าง ต้องใช้ความสามารถอะไรบ้าง แล้วมันเชื่อมโยงกับงานที่เราสมัครยังไง พยายามยกตัวอย่างบ่อยๆ จะได้เห็นภาพและดูไม่เลื่อนลอย
  • ใช้การซ้อมถามตอบด้วยตัวเองหรือให้คนใกล้ตัวช่วย *ย้ำว่าห้ามท่องจำ* เพราะเราจะโฟกัสสิ่งที่ท่องมาจนดูไม่ธรรมชาติ ยิ่งถ้าโดนถามนอกสคริปต์ สติเรากระเจิงแน่

 
4. เอกสารครบ & ตรงต่อเวลา
 
             เรื่องเอกสารไม่ครบหรือมาสายคือหนึ่งในประเด็นที่ HR พูดถึงกันเยอะ เพราะดูไม่มืออาชีพและขาดความรับผิดชอบ  ดังนั้นอ่านให้ละเอียดว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง แล้วถ้าเป็นสำเนา ให้เซ็นรับรองเอกสารให้เรียบร้อย   นอกจากนี้ *ห้ามสายเด็ดขาด* อย่างน้อยควรมาก่อนสัก 15-30 นาที ควรศึกษาเส้นทางและวิธีการเดินทางที่แน่นอนไว้ก่อน จะเปิด Google Street View ก็ได้ ถ้าว่างก็อาจลองเดินทางดูสักครั้ง เพราะถ้าวันจริงเกิดหลงทางหรือกะเวลาผิด เราจะเสียเวลาและพะวงจนไม่โฟกัสการเตรียมตัวสัมภาษณ์ อย่าลืมเผื่อเวลารถติดหรือเกิดเหตุฉุกเฉินด้วยนะคะ

             อีกคำถามที่คนสงสัยคือ ควรมาก่อนเวลามั้ย? บางแห่งบอกว่าไม่เป็นไร ขออย่าสายก็พอค่ะ แต่บางแห่งแนะนำว่าอย่าถึงก่อนนานเกินไป เพราะเวลาที่นัด = เคลียร์ตารางช่วงนั้นไว้แล้ว ถ้ามีคนต้องนั่งรอเขานานจะสร้างความรู้สึกกดดัน หรืออาจรู้สึกผิดที่มีคนมานั่งรอนานๆ (ย้ำอีกครั้งว่าบางที่ก็ไม่ถือนะ และอาจไม่มีผลต่อการสัมภาษณ์ด้วย) เซฟสุดคือถ้าใครถึงก่อนนานๆ ก็หาร้านนั่งชิลล์ ทำใจร่มๆ ลดความประหม่า อย่าลืมจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้ดีหลังออกจากร้านนะคะ

        *ถ้าต้องมาสายด้วยเหตุผลจำเป็นจริงๆ หรือไม่สะดวกมาสัมภาษณ์แล้ว ควรแจ้ง HR ล่วงหน้า ไม่งั้นอาจติด blacklist ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อการสมัครงานในอนาคตกับที่นี่หรือองค์กรในเครือข่าย

 
5. แต่งตัวให้เป๊ะ
สะอาด - เหมาะสมกับเนื้องาน - ให้เกียรติสถานที่

             จริงอยู่ที่คนเราไม่ควรตัดสินจากภายนอก แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ เขาก็จำเป็นต้องตัดสินเราจากรายละเอียดเครื่องแต่งกายค่ะ (โดยเฉพาะงานที่ต้องเจอคนเยอะๆ เช่น พนักงานขาย พนักงานต้อนรับ AE ฯลฯ) ดังนั้นถ้า HR นัดสัมภาษณ์เมื่อไหร่ ให้คิดเลยว่า ควรแต่งลุคไหนให้ถูกกาลเทศะ เข้ากับสไตล์งานและ nature ของบริษัท
 
การแต่งกายสามารถแบ่งกว้างๆ ได้ 2 แบบ
 
  1. ลุคทางการ (Formal) เนี้ยบ มั่นคง น่าเชื่อถือ คอนเซปต์คือสุภาพให้มากที่สุด เสื้อเชิ้ตสีสุภาพ ไม่พับแขน คลุมด้วยสูทสักตัว กระโปรงทรงเอยาวประมาณเข่าหรือกางเกงสแลคขายาว รองเท้าคัทชูหัวตัด คุมโทนสีมาตรฐาน (ดำ ขาว เบจ ครีม กรมท่า) *เหมาะกับงานราชการ รัฐวิสาหกิจ นักวิชาการ เลขานุการ บัญชี ฯลฯ
  2. ลุคแคชชวล (Informal/Casual) เรียบร้อยแบบมีสไตล์ ลดความเคร่งลงมาจากลุคแรก เผยบุคลิกและความเป็นตัวเองออกมาได้บ้าง และเห็นความคิดสร้างสรรค์ผ่านการแมตช์ชุดของเรา แต่ทั้งนี้ต้องตั้งอยู่บนความเหมาะสมนะคะ อย่าฉูดฉาด วับๆ แวมๆ เครื่องประดับเยอะๆ หรือแฟชั่นสุดโต่งจนเข้าไม่ถึง *ลุคนี้จะเหมาะกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก เช่น งานสาย IT, สายครีเอทีฟ เช่น นักเขียน บรรณาธิการ กราฟิกดีไซเนอร์ โปรแกรมเมอร์ ฯลฯ
     
คำแนะนำเพิ่มเติม:
 
  • จะลุคไหนก็ต้องเน้นสะอาดไว้ก่อน ขัดเงารองเท้าให้ดี เสื้อผ้าไม่ควรมีรอยขาดหรือคราบเหลือง ส่วนผม หนวด เล็บ อย่าปล่อยเซอร์
  • ผู้หญิงควรแต่งหน้าเบาๆ อย่าเข้มจัด เก็บผมให้เรียบร้อย ถ้าชัวร์สุดคือรวบตึง จะทำให้ดูมั่นใจและน่าเชื่อถือ
  • ใส่เครื่องประดับเบาๆ และน้อยชิ้น อย่าให้เด่นจนแย่งซีน       
  • ไม่ควรฉีดน้ำหอม หรือหากจะฉีดเพื่อความมั่นใจ ควรเลือกน้ำหอมกลิ่นอ่อนๆ และฉีดนิดเดียว เพราะมีโอกาสที่ผู้สัมภาษณ์จะแพ้น้ำหอม
  • เลี่ยงกางเกงยีนส์ เสื้อผ้าซีทรู ชุดฮาวาย ชุดกีฬา ชุดรัดรูป (ถ้าใส่รองเท้าแตะเพราะบาดเจ็บ ควรแจ้งความจำเป็นให้ HR ทราบล่วงหน้า)

6. ตั้งสติ หายใจเข้าลึกๆ
สูดความตื่นเต้นเข้าปอดให้หมด
 
             เตรียมตัวมาอย่างดี ในที่สุดวันนี้ก็ถึงวันปล่อยของแล้วค่ะ หายใจเข้าลึกๆ ผลักประตูเข้าบริษัท คิดไว้เลยว่าตั้งแต่วินาทีนี้ เราจะถูกสายตากรรมการจับจ้องและแอบให้คะแนนเงียบๆ ตลอดเวลา ควรเดินด้วยความมั่นใจ อย่าเดินไหล่ตกหรือก้มหน้าก้มตา ยกมือไหว้ทุกคนในห้อง และนั่งต่อเมื่อ HR หรือผู้สัมภาษณ์ผายมือหรือพูดเชิญให้เรานั่งเท่านั้น
 
             และจากการสอบถามความคิดเห็นของผู้มีสิทธิ์พิจารณาคนเข้าสัมภาษณ์ สิ่งที่เขาต้องการเห็นจากผู้สมัครคือความเป็นตัวของตัวเอง ยิ่งเราตอบตามแพทเทิร์นหรือใช้น้ำเสียงโมโนโทน ความน่าสนใจจะลดทันที ในทางกลับกันเราควรอธิบายให้ฉะฉาน จริงใจ ใช้คำพูดเหมาะสม ยกตัวอย่างให้ดูมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ ใช้มือไม้ประกอบการอธิบายก็ได้ แค่อย่าวาดลวดลายจนเกินงามก็พอ ที่สำคัญคือ คนเราตื่นเต้นกันได้ มีสิทธิ์ปากสั่นเสียงสั่น กรรมการเข้าใจดี แต่สำคัญสุดคือต้องดึงตัวเองกลับมาตอบคำถามให้ตรงประเด็นค่ะ
 
คำแนะนำเพิ่มเติม
 
  • ปิดเครื่องมือสื่อสาร
  • ไม่ว่าผู้สัมภาษณ์จะดูวัยไล่เลี่ยกับเรา หรือแสดงออกอย่างเป็นกันเองแค่ไหน เราก็ต้องให้ความเคารพเหมือนเดิม ระวังท่าทางและคำพูด หยอดมุกแค่พองาม ถ้าเขาเปิดให้ถามได้ ก็ถามเรื่องงาน อย่าถามเรื่องส่วนตัว
  • กรณีสัมภาษณ์ทางอินเทอร์เน็ต เช่น Skype, Video Call, Hangouts ฯลฯ ควรเลือกสถานที่ หรือมุมที่ดูสะอาดและมีระเบียบ อย่ามีของวางระเกะระกะ อาจไม่ต้องโล่ง แต่เป็นแนวครีเอทีฟๆ สไตล์เราก็ได้ จากนั้นก็ลองเทสต์ดูว่าแสงพอดีหรือยัง ที่สำคัญอย่าลืมขอความร่วมมือไม่ให้ผู้อื่นเข้ามารบกวนการสัมภาษณ์นะคะ เพื่อให้เกียรติผู้สัมภาษณ์ และช่วยควบคุมสมาธิและสติของเราให้ดีตลอดการสัมภาษณ์


ลิสต์คำถามที่เจอบ่อย

ถามมา-ตอบได้ ระวัง อย่าติดสคริปต์!
 

             คราวนี้มาถึงพาร์ตคำถามยอดฮิตกันบ้างค่ะ จริงๆ เมื่อบริษัทจะรับคน ก็จะมีวิธีทดสอบและบรรยากาศที่แตกต่างกัน เช่น คนหนึ่งอาจเจอชุดคำถามที่ซีเรียสมากกก คนสัมภาษณ์ก็ดุๆ หรือรุมถาม 6-7 คน ส่วนอีกคนโดนชวนคุยเรื่องเที่ยว เพลง ดนตรี กีฬา อาหาร นักร้องที่ชอบ ฯลฯ นึกไว้เสมอเลยว่า ทุกคำถามมีจุดประสงค์เพื่อวัดความรู้ ไหวพริบ การวางตัว การจัดการอารมณ์ หรือแม้กระทั่งดู nature เราว่าจะเข้ากับบริษัทได้มั้ย

             อย่างไรก็ตาม ควรเก็งคำถามพื้นฐานและเตรียมคำตอบไว้ มาดูกันนะคะว่าเรามีโอกาสเจอคำถามแบบไหนบ้าง?

1. “ไหนลองแนะนำตัวหน่อยสิ”
“So, tell me about yourself...”

             ร้อยทั้งร้อยต้องเจอคำถามนี้ค่ะ เน้นบอกเฉพาะเรื่องสำคัญๆ ให้กระชับและเชื่อมโยงกับงาน ไม่ต้องลงลึกถึงชื่อพ่อแม่ กรุ๊ปเลือด สีที่ชอบ ศาสนา ที่อยู่ ฯลฯ

ตัวอย่างแนวทางการตอบ
 
  • เริ่มจากแนะนำตัว ชื่อ อายุปัจจุบัน เรียนจบจากสาขาใด สถาบันไหน  
  •  ทุกคนชอบตอบแบบนี้  “My name is….. I graduated from….University in faculty of…..”    
  • หรือจะลองแนวอื่นบ้าง    "I am Seri.   I studied at Thammasat University majoring in Architecture with a minor in Statistics. I recently graduated in December last year…"
  • ถ้ามีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานก็สามารถเล่าได้ เช่น     “I have spent a year as a….position at…..company”   (เคยทำงานตำแหน่ง...ที่… โดยอาจจะขยายความเล็กน้อยว่าได้รับผิดชอบเรื่องอะไร)

2. “ทำไมเราสนใจตำแหน่งนี้ล่ะ”
“Why are you interested in this position/job?”

             อย่างที่เราบอกตอนต้นว่าต้องเก็บข้อมูลเรื่องงานและบริษัทให้เยอะที่สุด เพื่อให้เห็นแพสชันของเราว่าอยากทำงานที่นี่จริงๆ ตอบให้ดูมีน้ำหนัก และโยงเข้ากับตัวเองได้แบบลื่นไหล
 
  • “Joining this company really makes sense to me because…” (การมาร่วมงานกับบริษัทนี้เหมาะกับฉันเพราะ…)
  • “This company is well known regarding…. So it seems like I’ll be able to use my….skills here.” (บริษัทนี้มีชื่อเสียงในเรื่อง….ฉันเลยเห็นว่าจะสามารถนำทักษะ...ที่ได้เรียนรู้มาใช้ทำงานที่นี่ได้)
  • “I learned of your company’s culture and work atmosphere from website, and I found it very inspiring.   It would be great if I would be part of the culture” (ฉันได้ทราบถึงวัฒนธรรมและบรรยากาศการทำงานที่นี่ และคิดว่ามันจะเยี่ยมมากถ้าฉันได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท)

3. “ทำไมเราถึงต้องจ้างคุณ?”
“Why should we hire you?”  or  “How would the company benefit from you?”

             เพราะฉันเจ๋งไง!! << เนี่ยแหละคือสิ่งที่เราจะสื่อ แต่จะพูดลอยๆ แบบนี้คงไม่ได้ ต้องแสดงเหตุผลที่อธิบายว่าเราจะทำงานนี้ได้ดีแน่นอนค่ะ
 
ตัวอย่างแนวทางการตอบ
 
  • “I am a fast learner, a team player with open mind, and always strive to succeed on assignments given.”
  • “Well, I have all of the skills and experiences that you’re looking for and I’m confident that I would be able to make a good match in this position.” (ฉันมีทักษะและประสบการณ์มากมายที่คุณกำลังมองหาอยู่ ฉันมั่นใจว่าฉันเหมาะกับตำแหน่งนี้แน่ๆ)
  • จากนั้นก็ให้เล่าขยายความอีกว่า “During my senior year at XXX University, I have been working for……” (เราเคยทำงาน….มาก่อนนะ)
  • “You should hire me for my passion and proven abilities in organization for office efficiency. In my previous role as an administrative assistant, I came up with a plan to reorganize the office supply closet by category. Because items were easier to find, we placed fewer orders and saved 30% on office supplies year-over-year. I’m excited to bring my skills to this role.”
    (Cr. indeed)
     
 
 
4. “จุดแข็งของคุณคืออะไร?” / “แล้วอะไรเป็นจุดอ่อนของคุณ?”
“What’re your strengths?” / “What’re your weaknesses?”
 
             คำถามนี้มีไว้วัดไหวพริบ ทัศนคติ และเขาต้องการรู้จักเราจริงๆ ดังนั้นอย่าโกหก แต่เลือกตอบให้เป็นผลดีกับเราที่สุด
 
             จุดเด่น เลือกพรีเซนต์สิ่งที่เป็นผลดีกับงาน + ยกตัวอย่างเหตุการณ์ประกอบ เพื่อให้คำพูดมีน้ำหนัก ดังนั้นควรรีเสิร์ชข้อมูลให้ดีเลยว่างานนั้นต้องการคนแบบไหน ความท้าทายคืออะไร ข้อดีไหนของเราที่ตอบโจทย์ที่สุด

ตัวอย่างแนวทางการตอบ:
 
  • “My greatest strength are my writing skills. I work well under pressure and I've never missed a deadline. One specific example that comes to mind is….” (จุดแข็งของดิฉันคือทักษะการเขียนค่ะ ดิฉันสามารถทำมันได้ดีภายใต้ความกดดัน และไม่เคยส่งงานเกินจากเดดไลน์สักครั้ง อย่างเช่นครั้งหนึ่งที่ดิฉันนึกออก….)
     
  • “I always try to avoid confrontation, in both my personal and professional life. This caused me to compromise sometimes on the quality of my work or what I needed to complete a project just to keep the peace……..” (ฉันพยายามเลี่ยงการเผชิญหน้าทั้งเรื่องส่วนตัวและการงานเลยค่ะ เพราะฉันจำเป็นต้องมีสมาธิเพื่อให้งานเสร็จและออกมาได้ดี…….)
(Cr.    novoresume.com)
 
             จุดอ่อน คำตอบพวก “ฉันรักความสมบูรณ์แบบเกินไป” “ฉันบ้างานมากจนไม่มีเวลาพักผ่อน” เปลี่ยนด่วนค่ะ!! (/ดีดนิ้ว) ชุดคำตอบนี้เขาได้ยินมาบ่อยมากกก และอาจทำให้เขารู้สึกเราไม่จริงใจก็ได้ สิ่งที่ควรตอบคือข้อเสียที่แท้จริง แต่ไม่กระทบงาน + เป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้ + พร้อมบอกว่าเราทราบข้อเสียนี้ดี และกำลังปรับปรุงด้วยการ…   *และเลี่ยงการตอบว่าเราไม่มีจุดอ่อนหรือข้อเสียอะไรเลย

ตัวอย่างแนวทางการตอบ
 
  •  "I’ve been told by both managers and co-workers that I can be very impatient. When something has been identified as important to do, I want to work on it NOW and finish it as soon as possible. However, I have learned to recognize that there are always more things to be done than any of us have time to do, and that we all often have different priorities.” (เพื่อนร่วมงานและเจ้านายเคยบอกว่าผมใจร้อนมาก ถ้ามันสำคัญก็ต้องการให้ทำเดี๋ยวนั้น หรือเร็วสุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้เรียนรู้ว่าคนเรามีอะไรมากมายที่ต้องทำเหมือนกัน ซึ่งนั่นทำให้การลำดับเวลาของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน)
    (Cr. www.job-hunt.org)
     
  • “I used to like to work on one project to its completion before starting on another, but I've learned to work on many projects at the same time, and I think doing so allows me to be more creative and effective in each one.” (ก่อนหน้านี้ ผมชอบทำงานให้เสร็จโปรเจกต์นึง แล้วจึงค่อยเริ่มโปรเจกต์อื่นๆ ต่อ แต่ที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้การทำหลายโปรเจกต์พร้อมกัน และคิดว่ามันเปิดโอกาสให้ผมได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกๆ โปรเจกต์)
     

Cr. Unsplash
 
5. (กรณีที่ไม่ใช่งานที่แรก) ทำไมคุณถึงออกจากที่เก่า?
“Why did you leave your last job?”

             ไม่ว่าเราจะออกจากที่เก่ามาด้วยเหตุผลไหน ห้ามเผาบริษัท ห้ามพูดถึงเพื่อนร่วมงานและเจ้านายแบบลบๆ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เรากำลังพูดถึงอยู่ เขารู้จักกันมั้ย และอีกเหตุผลหนึ่งคือการพูดถึงที่ทำงานเก่าแบบไม่ดี จะบ่งบอกทัศนคติ และทำให้ดูเป็นคนไว้ใจไม่ได้
 
ตัวอย่างแนวทางการตอบ
 
  • “I left my job to pursue new opportunities and take a new step in my career.” (ผมลาออกจากงานเดิม เพื่อให้โอกาสตัวเองในการเริ่มต้นก้าวใหม่ในสายงาน)
(Cr. zety.com)
  • “It was a great job and I learned a lot during my XXX years at my previous job but it was obvious I needed a bigger challenge” (มันเป็นงานที่ดีมากๆ เลยนะครับ และผมเรียนรู้เยอะมากจากระยะเวลางาน XXX ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ผมต้องการเจอความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม) 
  • "I left my last position in order to spend more time with an ill family member. Circumstances have changed and I am ready for full-time employment again” (ผมลาออกจากที่เก่าเพื่อให้เวลากับสมาชิกครอบครัวที่ป่วยครับ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และผมพร้อมที่จะทำงานประจำอีกครั้ง”
  • “I've learned a lot in my current position, including XXX and XXX skills. I'd like for my next opportunity to give me a chance to build on my leadership skills.” (ผมเรียนรู้เยอะมากจากงานล่าสุด ซึ่งรวมถึงทักษะ XXX และ XXX ด้วย ผมเลยอยากให้โอกาสตัวเองกับงานใหม่เพื่อฝึกทักษะการเป็นผู้นำ) 
(Cr.      topresume.com)
 
แบบไหนห้ามตอบ?
 
  • บริษัทเดิมเล็กมากกกครับ ไม่ค่อยมีคนรู้จักเลย
  • ผมไม่ชอบที่เก่าอ่ะครับ แล้วมันก็ไม่เหมาะกับผมด้วย
  • ผมไม่ถูกกับเจ้านายคนเก่า นิสัยแย่มาก
  • โครงสร้างบริษัทมันห่วยมาก
  • เงินเดือนลด สวัสดิการไม่ดี

6. “คุณเห็นตัวเองเป็นยังไงในอีก 10 ปีข้างหน้า?”
“Where do you see yourself in five years? 10 years?”
 
             คำถามนี้จะวัดทัศนคติของคุณว่าพร้อมเรียนรู้ อยากพัฒนาตัวเอง และวางแผนชีวิตไว้เป็นระบบแค่ไหน ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือเขาอยากรู้นี่แหละว่าในอนาคตของเรา มีเขาอยู่ในนั้นมั้ย… (เราจะทำงานที่นี่อีกนาน หรือแป๊บๆ ลาออก!)
 
             แนวทางการตอบไม่ได้ตายตัวค่ะ เป็นแบบปลายเปิดมากๆ แต่แนะนำว่าคำตอบที่ดีควรแสดงให้เห็นความกระตือรือร้นที่จะได้ทำงานนี้ พร้อมจะเรียนรู้งานในสาย และมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นไปในระดับที่สูงกว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ในทางกลับกัน สิ่งที่แม้จะจริงแต่ก็ควรเลี่ยงที่จะพูดถึง เช่น ความฝันของผมคือการได้ออกไปทำธุรกิจส่วนตัว, ผมอยากไปทำในองค์กรที่ใหญ่ขึ้น, ผมอยากเป็น CEO, ผมอยากอยู่ในตำแหน่งที่นั่งตรงข้ามผมตอนนี้อ่ะครับ 555 หรือแม้กระทั่งตอบว่า ไม่รู้สิ คำถามนี้ยากจัง 
 
             เห็นมั้ยว่าคำถามนี้ยากมากกก อย่าลืมคิดคำตอบของเราไว้เผื่อนะคะว่า “In ten years, I want to…….” (ภายในเวลา 10 ปีนี้ ฉันอยากจะ…?) *สามารถเจาะประเด็นคำถามนี้ทั้งในบริบทสัมภาษณ์เพื่อขอทุนเรียนต่อ/สมัครงานเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dek-d.com/studyabroad/48737/)


Cr. Unsplash
 
7. “คุณมองหาเงินเดือนช่วงไหน?”
“What salary range were you looking for?”
 
             คำถามนี้สามารถดูทั้งความมั่นใจและความคาดหวังของเราเลยค่ะ เราควรระบุเป็นช่วงตัวเลขที่เราพึงพอใจ และตั้งอยู่บนความเป็นจริงด้วย อย่าสูงจนไม่สมเหตุสมผล หรือต่ำจนดูไม่น่าเชื่อมั่น (ประเมินตัวเองต่ำแบบนี้ จะดูเหมือนต้องมีอะไรไม่ดีแน่ๆ) เราอาจต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น เงินเดือนเฉลี่ยของตำแหน่งนี้ในประเทศ ลักษณะงาน ความสามารถและประสบการณ์ของเรา เงินเดือนที่เก่า ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในแต่ละวัน ฯลฯ 
 
             เวลาอธิบายเหตุผลว่าทำไมอยากได้ช่วงเงินเดือนนี้ ควรยกเรื่องศักยภาพการทำงานและจุดเด่นมาขาย ไม่ใช่เรื่องภาระค่าครองชีพ อย่างเช่น เดินทางไกล ต้องเสียค่ารถเยอะ หรืออาหารแพง ฯลฯ  

ตัวอย่างแนวทางการตอบ
 
  • “Based on my XXX years of experience in this field, I would expect my salary in the range of XXX to XXX.” (จากประสบการณ์ X ปีของผมในงานสายนี้ ผมคาดหวังเงินเดือนช่วง XXX ถึง XXX ครับ”
  • “I expect my salary for this position between XXX and XXX is in line with the industry average and reflects my skills and experience level well. I am” (ผมคาดหวังเงินเดือนของผมในตำแหน่งนี้ช่วง XXX ถึง XXX ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยทางอุตสาหกรรม และสอดคล้องกับระดับสกิลของผมด้วยครับ) (Cr. www.indeed.com)
  •  จากนั้นควรกล่าวตามหลังว่า “....., however, I am flexible to negotiate” (อย่างไรก็ตาม ผมยืดหยุ่นในการเจรจาต่อรองนะ!)
    (Cr.  www.thebalancecareers.com)

8. คุณมีอะไรอยากถามเรามั้ย?
“Do you have any questions for me?”
 
             คำถามนี้เป็นคำถามปิดท้ายที่เจอแน่นอนค่ะ สิ่งที่ห้ามทำคือการตอบว่าไม่มีคำถาม ไม่มีข้อสงสัยอะไรเลย และไม่ควรรีบถามถึงเงินเดือนหรือสวัสดิการที่บริษัทจะให้กับเรา คำถามที่ดีจะต้องทำให้เขารู้สึกว่าไฟในการทำงานของเรานี่มันแรงจริงๆ พร้อมจะเรียนรู้งานและก้าวไปกับบริษัท (ไม่ได้มาเพื่อเอาเงินเดือนอย่างเดียวนะ!)

ตัวอย่างแนวทางการถามกลับ
 
  • "How would you describe the company’s culture and work environment?" (ช่วยอธิบายบรรยากาศการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรของที่นี่หน่อยได้มั้ย?)
  • "What are the biggest challenges in this position?" (อะไรเป็นเรื่องท้าทายสุดของงานตำแหน่งนี้?)
  • "What are the most important things to accomplish within the first three months here?" (สิ่งสำคัญที่เราควรทำให้สำเร็จใน 3 เดือนแรกคืออะไร?)
  • "Could I ask you about promotion? How long does it take to get promoted?" (อยากขอถามเกี่ยวกับการเลื่อนตำแหน่งได้ไหมครับ/คะ? ใช้เวลานานเท่าไรถึงจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง?)
  •  "Does your company normally offer special training?" (โดยปกติแล้วบริษัทของคุณมีการอบรมพิเศษไหมครับ/คะ)
  • "Could I know the average age of the people in your team?" (ผม/ฉันขอทราบอายุเฉลี่ยของคนในทีมได้ไหมครับ/คะ?)
    (Cr.   jofibo.com/)
     
             นอกจากนี้ยังมีคำถามปลายเปิดอีกมากมายที่ยากจะหาคำตอบตายตัว แต่ต้องใช้ไหวพริบและประสบการณ์ของผู้ให้สัมภาษณ์ เช่น
 
  • ถ้าเจอสถานการณ์….เราจะทำยังไง?
  • ถ้าเรามีปัญหากับเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงาน จะทำยังไง? 
  • ถ้าเรามีความคิดเห็นเกี่ยวกับโปรเจกต์ที่ไม่ตรงกับเจ้านาย เราจะทำยังไง?
  • อะไรคือปัญหาใหญ่ที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอมา แล้วตอนนั้นคุณทำยังไง?
  • ถ้าดูจากเรซูเม่ คุณทำงานตำแหน่ง...มาถึง 4 ปี แต่เราสังเกตว่าคุณไม่ได้เลื่อนขั้นเลย พอจะบอกเหตุผลได้มั้ย?
     
             ส่วนใครที่ต้องการเตรียมตัวให้แน่นปึ้กครอบคลุมที่สุด แนะนำให้ค้นหาจากกูเกิลว่า “Job interview Questions” แล้วหาแนวทางการตอบไว้เลย


 
             เราหวังว่าคำแนะนำที่หยิบมาแชร์ในบทความนี้ จะช่วยคลายความกังวลและช่วยเตรียมพร้อมก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ได้นะคะ และหากใครกำลังมองหางานที่เหมาะกับตัวเอง การทำงานกับบริษัทอเมริกันดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลย เพราะวัฒนธรรมของเขามีเสน่ห์ตรงที่เปิดโอกาสให้เราแสดงความคิดเห็นและความสามารถอย่างเต็มที่ ลองดูคลิปสั้นๆ จากหอการค้าอเมริกันในประเทศไทยได้เลยค่ะ
 

What's it really like to work for an American Company in Thailand? Let's work together! www.amchamthailand.com/worktogether #amchamthailand #worktogether #amchamnewgen

Posted by AMCHAM Thailand on Thursday, March 19, 2020
อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานในบริษัทอเมริกันเพิ่มเติมที่
และ facebook: AMCHAM Thailand
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?