/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

‘เฟอรารี&ตาณตา’ เปิดชีวิตนักเรียนอาร์ตในอเมริกา ร่วมงานกับ Netflix และบริษัทดังเพียบ! []

วิว


 
             สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถึงช่วงนี้จะต้อง  Social Distancing และเก็บตัวในบ้านเพื่อเลี่ยงไวรัส แต่ถ้าใครวางแผนเรียนต่อต่างประเทศ ก็อาจจะใช้เวลาช่วงนี้เก็บข้อมูลก่อนได้นะคะ เดี๋ยววันนี้เราจะพาไปรู้จักคู่รักนักวาดที่จบ ป.โท คณะ Visual Development ของ  Academy of Art University (AAU)  บอกเลยว่าทั้งคู่ผ่านประสบการณ์ฝึกงาน-ทำงานสาย Entetainment ในอเมริกามาหลายที่มากก รวมถึงโปรเจกต์กับNetflix ด้วย แต่กว่าที่โอกาสดีๆ จะเข้ามา แน่นอนว่ามันไม่ง่าย ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมตลอด ทั้งเรียนรู้จากในและนอกห้องเรียน แถมร่อนใบสมัครกับ portfolio เป็นกิจวัตร!


รู้จักกันก่อน...
 

  • เฟอรารี่ (เฟอร์) อายุ 28 ปี ปัจจุบันเป็นฟรีแลนซ์ให้วงการเกม ภาพประกอบ และแอนิเมชัน แล้วที่เจ๋งคือเคยร่วมทำ Animation Series ฉาย Netflix เรื่อง Go! Go! Carson ที่กำลังดังและเพิ่งออก Season 2 ไป
    https://ferrariillust.wixsite.com/mysite
    https://www.instagram.com/ferrari.illust/?hl=en
     
  • ตาณตา อายุ 28 ปี ปัจจุบันเป็น Concept Artist ให้บริษัทเกม Iron Galaxy Stuido และเคยทำงานให้ Netflix โดยตรงในโปรเจกต์ภาพยนตร์แอนิเมชัน
    https://tantavillustration.wixsite.com/home
    https://www.instagram.com/tantav/


(ซ้าย-ตาณตา / ขวา-เฟอรารี่)
 

แจกลายเซ็นในงานหนังสือ Let's Sketch Go! 
โปรเจกต์ที่ทำให้รู้จักกัน

  
Chapter I
จุดเริ่มต้นการเดินทาง

         
            “(เฟอร์)  มันเริ่มจากที่เราชอบดูการ์ตูนญี่ปุ่นตั้งแต่เด็กแล้วหัดวาดตามค่ะ หลังจากนั้นก็วาดการ์ตูน ไปออกบูธในงานการ์ตูนกับเพื่อนๆ ช่วงมัธยมประจำเลย  แต่ตอนจะเลือกคณะก็ลังเลนะว่าถ้าเลือกเรียนสายอาร์ตจะเสียใจทีหลังมั้ย เพราะกลัวว่าถ้าเลือกทำงานสายนี้ แล้วอาจจะสูญเสียสิ่งที่เป็นความสุขของเราไป  สุดท้ายก็ตัดสินใจเสี่ยง เลือกเรียนเอกแอนิเมชันคณะ Media Art ที่บางมดค่ะ  ก่อนเรียนจบได้ฝึกงานสำนักพิมพ์สำหรับเด็ก  ประสบการณ์ส่วนใหญ่จะมาจากการเป็นเด็กสายประกวด เพราะไปร่วมเข้าค่ายและส่งประกวดเยอะมาก มีทั้งเวทีในและนอกประเทศ ได้รู้จักและเรียนรู้อะไรหลายอย่างจากผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ที่รักในแอนิเมชันด้วยกัน"
 
             “(ตาณ)  ส่วนเรา ที่บ้านจะมีชั้นหนังสือการ์ตูนกับหนังสือนิทาน และวรรณกรรมแปลชั้นใหญ่ของคุณพ่อ เราเลยโตมากับมัน  เวลาไปร้านหนังสือก็จะชอบไปหาหนังสือที่มีภาพประกอบสวยๆ จนมาได้รู้จักหนังสือ Animation Art Book เราว่ามันเจ๋งดีที่มันทำให้เห็นว่ากว่าจะได้หนังสักเรื่องเขาต้องคิดเรื่องราวและออกแบบไว้ยังไงบ้าง  เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราสนใจด้าน Concept Art และตัดสินใจเรียน Animation ค่ะ"

             “ ส่วนใหญ่ประสบการณ์ของตาณจะมาจากการฝึกงาน ตอนเรียนมหา'ลัย ตาณหาที่ฝึกงานทุกช่วงปิดเทอม เริ่มตั้งแต่ปี 1 ฝึกไป 4-5 ที่เลยค่ะ 555 ได้เรียนรู้วิธีทำงานจากหลายตำแหน่ง หลายสตูดิโอ อย่างเช่นฝึกตำแหน่ง Card Game Character Design ที่ Studio Hive หรือฝึกงาน  Storyboard Artist ที่ Riff Animation Studio แต่ละที่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ขั้นตอนการทำงานต่างกัน เราเลยได้เห็นภาพงานที่ชอบชัดขึ้น   และพอจะทำให้เห็นภาพจากพี่ๆ ในสตูฯ ว่าการทำงานสายนี้น่าจะโหดหิน เตรียมใจเป็นซอมบี้แน่นอนค่ะ 5555" 



 

Chapter II
ชีวิตเด็กอาร์ตในอเมริกา

 

             (เฟอร์) เราเรียนปริญญาโทเหมือนกัน แต่เป็นคนละดีกรี เฟอร์จะเป็น  Master of Fine Arts    ที่เรียน 3 ปี มีทั้งการประมวลผลงานตลอดช่วงการเรียนและฝึกงาน  + ทำโปรเจกต์จบ โดยรูปแบบจะเหมือน Art Book สำหรับแอนิเมชันจริงๆ ที่ต้องออกแบบตัวละคร สถานที่ ฉาก สตอรี่บอร์ด เพื่อเล่าเรื่องราว   ส่วนของตาณจะเป็นหลักสูตร   Master of Arts เรียน 2 ปี และไม่มีโปรเจกต์จบค่ะ”



(ตัวอย่างโปรเจกต์จบของเฟอร์)
 
             “(ตาณ) หลักๆ คือการเรียนที่ AAU วิชาเทอมแรกๆ เขาจะสอนพื้นฐานให้เหมือนเราเรียน ป.ตรี มีการเรียนรู้เชิงทฤษฎี (Lecture) และมีคาบปฏิบัติเยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นการฝึกวาดฝึกเพนต์จากแบบจริง"

             “ตัวอย่างเช่น วิชา History of Visual Development เขาจะเปิดให้ดูหนังในยุคต่างๆ ตั้งแต่สมัยฟิล์มขาวดำเลย เราได้เรียนการเกิดเทคนิคใหม่ๆ ในการทำหนัง เรียนวิธีเล่าเรื่อง การใช้มุมกล้องต่างๆ เพื่อให้เราเก็บเป็นไอเดียได้ หรือวิชา Clothed Figure Drawing สอนให้เข้าใจว่าเครื่องแต่งกายทำงานยังไงบนโครงสร้างของคน เช่น รอยยับ แสงและเงาบนวัสดุต่างๆ ฯลฯ หรืออย่างพวกวิชา Painting ก็จะแบ่งเป็นหลายวิชา ได้หัดเพนต์ทั้งวัตถุนิ่ง คน และภาพวิวทิวทัศน์ 
 
            "พอเข้าหลังจากเทอมหลังๆ 2 ก็จะแยกเป็นสายที่เฉพาะทางขึ้น มีทั้งสายคาแรกเตอร์ดีไซน์ ดีไซน์ฉากและพร็อปส์ สาย3D สายวางสตอรี่บอร์ด ฯลฯ เพื่อให้เราเลือกว่าจะเน้นทางไหน”

 

เปิดโลก Painting

รสชาติความสุขในการเพนต์
และความกดดันในคลาส Quick Studies

 

             “(ตาณ) วิชาที่มีความสุขมากคือวิชาที่เกี่ยวกับการเพนต์ค่ะ  สีน้ำมันเป็นสิ่งที่ใหม่มากสำหรับตาณ จับครั้งแรกตอนมาเรียนที่นี่เลย    สิ่งสำคัญที่ได้รับคือการฝึกวิธีคิดและลำดับขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างง่ายๆ ธรรมชาติของสีน้ำมันนี้คือมันจะแห้งช้ามาก กว่าจะแห้งใช้เวลาเป็นวันๆ ถ้าจะแก้ก็ต้องรอแห้งแล้วถึงทาทับได้ สมมติว่าเราได้โจทย์เพนต์ให้เสร็จในคาบ  เราก็ต้องคิดวางแผนว่าจะเริ่มจากตรงไหน แล้วเริ่มเพนต์จาก shape ใหญ่ๆ เพื่อให้เห็นค่าน้ำหนัก สีและองค์ประกอบรวมของภาพก่อน ถ้าเหลือเวลาก็ค่อยมาเก็บส่วนที่อยากเน้นทีหลัง"


ผลงานสีน้ำมันคาบเพนต์นอกสถานที่ (Landscape Painting) และการปั้นโมเดลจากตัวละครที่ออกแบบในคาบ Character Design for Animation ของตาณ
 
            “(เฟอร์) มีวิชาเลือกนึงที่ชอบมากกก ชื่อว่า ‘Quick Studies’ ในคาบจะได้เพนต์โมเดลหลากหลาย มีทั้งวัตถุ คน ฉาก แต่กำหนดเวลาให้น้อยมากๆ และลดเวลาลงเรื่อยๆ ระหว่างคาบค่ะ เช่น รอบแรกวาด 40 นาที รอบต่อมาเหลือ 20 นาที เป็นการบีบให้เราลดขั้นตอนในการเพนต์  เพนต์แต่ส่วนสำคัญ โดยที่ผลลัพธ์ยังสามารถถ่ายทอดภาพนั้นๆ ออกมาได้แม้ไม่มีเวลาเก็บรายละเอียดเนี้ยบๆ ค่ะ เราต้องตั้งสมาธิ คิด และสังเกตจากแบบจริงอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่าใช้สายตากับสมองมากกว่ามืออีกค่ะ คาบเรียน 6 ชั่วโมง พอจบคาบแล้วสมองฟีบเลย 555
 
             “(เฟอร์) อาจารย์อธิบายให้เราฟังว่า จุดมุ่งหมายของการให้เวลาน้อยไม่ใช่ให้เรารีบเพนต์เร็วๆ แต่ให้ทุกฝีแปรงที่ปาดลงบนผืนผ้าใบมีความหมาย เช่น สมมติเพนต์หน้าคน เขาจะลงสีผิวเป็นโครงใหญ่ๆ ก่อน แล้วแตะค่าน้ำหนักต่างกัน เช่น สีสว่างตรงตาและจมูก และสีเข้มที่เบ้าตาและใต้จมูก แค่นิดเดียวก็มองออกแล้วว่าเป็นหน้าคน วิชานี้เลยมีไว้เพื่อแก้จุดอ่อนเรื่องความไม่มั่นใจ เพราะถ้ากำหนดเวลาให้น้อย นักเรียนก็จะไม่มีเวลาคิดมากหรือเพนต์แก้จุดเดิมซ้ำไปมา คิดอย่างเดียวคือต้องเสร็จให้ทัน และแน่นอนว่ามันกดดันมาก 5555 เวลาน้อยอยู่แล้ว ต้องเผื่อเวลาผสมสีอีก แล้วบางคาบก็ต้องไปวาดข้างนอก เช่น ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตก สีเปลี่ยนแสงเปลี่ยนตลอด”


ผลงาน Quick Studies ของเฟอร์

 

หลากหลายคลาสเรียน

ไม่คิดว่าการบ้านจะสนุกขนาดนี้!
 

             "(ตาณ) คลาส 'Story Development'  เราจะต้องเขียนไอเดียให้อาจารย์ดู แล้วเขาจะคอมเมนต์และสอนให้การเล่าเรื่องมีความน่าสนใจหรือมีที่มาที่ไปขึ้น เราต้องแบ่งพาร์ตเป็นบทนำ ช่วงดำเนินเรื่อง ช่วงพีค และตอนจบ ให้เมกเซนส์ ไม่มีช่องโหว่ให้คนดูสงสัย"
 
            "(เฟอร์) คาบ 'Character Design for Animation' จะสอนออกแบบตัวละคร เน้นการวาดจากโมเดลจริงเป็นหลัก เราชอบตอนวาดโมเดลมากๆ เพราะการนั่งหน้าโมเดลช่วยให้เราได้เรียนรู้หลายอย่าง เช่น กล้ามเนื้อคน ทรงกระดูก โครงสร้างของคนแต่ละเพศ วัย และเชื้อชาติ ถ้ามีแรเงาด้วยก็ต้องสังเกตแสงและเงาที่ตกกระทบกับส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกาย คาบปฏิบัติก็จะมีโมเดลโพสท่าละ 2 5 หรือ10 นาที เราต้องวาดให้สื่อออกมาว่าเขากำลังทำอะไร และคนนั้นมีนิสัยแบบไหน เพราะจุดมุ่งหมายไม่ใช่การวาดให้เหมือนเป๊ะ แต่เน้นจับฟีลลิงแล้วถ่ายทอดออกมาได้ชัดเจนที่สุด" 


"(ตาณ) การออกแบบคาแรกเตอร์และพร็อปส์ประกอบฉาก ใจความสำคัญคือการออกแบบที่ทำให้คนดูงานรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นมาจากโลกเดียวกัน และทุกอย่างดูมีเรื่องราวเฉพาะของตัวมันเองค่ะ"
 
             “(เฟอร์) ความสนุกอีกอย่างจากคาบนี้คือเขาจะให้การบ้านไปศึกษาคาแรกเตอร์จากสไตล์อื่นๆ ด้วย เช่น ออกแบบตัวละครโจรสลัดสไตล์ Ghibli, ออกแบบเชฟในสไตล์ The Simpson, หรือออกแบบซูเปอร์ฮีโร่สไตล์ Marvel แต่มาจากบ้านเกิดเรา  ฯลฯ ซึ่งเขาไม่ได้ให้เราไป copy มาเป๊ะๆ แต่เราต้องศึกษาเทคนิคและวิธีคิดภายใต้สไตล์นั้นๆ ว่าปกติเขาวาดยังไง? ทำไมถึงวาดออกมาแบบนั้น? แล้วเราก็เอามาวาดโดยปรับเข้ากับตัวละครเรา"
 
             “(ตาณ) ทีนี้เราก็จะเป็นคนดื้อๆ พอเขาสั่งให้วาดสไตล์คนนั้นสิ ก็เถียงในใจ เอ้า เราจะวาดตามเขาทำไมอะ? 55555 แต่สุดท้ายก็เข้าใจว่าเราจะได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆ ถ้าไม่เปิดใจลองวาดสไตล์อื่น ก็ไม่รู้หรอกว่าจะมีเทคนิคไหนมาประยุกต์เข้ากับงานเราได้อีก มันคือการออกจาก comfort zone แล้วยังสนุกที่ได้เห็นงานคนอื่นด้วย   เราไม่เคยคิดเลยว่าการบ้านมันจะสนุกขนาดนี้
 

ทั้งในและนอกคลาส
เปิดโอกาสให้พัฒนาตัวเองเต็มที่

 


ผลงานนอกเวลาเรียนของตาณ


ผลงานนอกเวลาเรียนของเฟอรารี
 
            "(ตาณ) ข้อดีของ AAU คือสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม มีแล็บ คอมจอใหญ่ๆ สเปคแรงๆ เมาส์ปากกาที่ไปลงชื่อขอใช้ได้ตลอด อาจารย์เปิดกว้างกับสไตล์ต่างๆ คนในคลาสก็กระตือรือร้นในการออกความเห็นมาก สามารถคอมเมนต์บอกส่วนที่เป็นจุดเด่นของเรา หรือสิ่งที่ควรพัฒนา + วิธีแก้ไข (ติเพื่อก่อ และไม่ใช้การเปรียบเทียบกับงานคนอื่น) เช่นท่าโพสนั้นยังบ่งบอกลักษณะนิสัยตัวละครได้ไม่ชัดเจนพอนะ อาจจะลองบิดตัวสักหน่อยมั้ย?"
 
             "(เฟอร์) นอกจากนี้ก็มี Guest Speaker ในสายงาน เช่น คนทำงานใน Disney หรือ DreamWorks มาพูดให้ความรู้ บางทีเราก็รีเควสต์ได้ว่าอยากให้ใครมาบ้าง มี Workshop คณะอื่นให้เข้าไปฝึกอยู่เรื่อยๆ เช่น Model Drawingของคณะแฟชั่น หรือสอนพื้นฐานโปรแกรม 3D  ทำให้เราสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมจากคณะอื่นๆ ได้"
 
            "นอกมหา'ลัย เราทั้งคู่ก็ชอบทำโปรเจกต์ส่วนตัว เป็นการได้ลองเอาสิ่งที่ได้ในวิชาต่างๆ มาประยุกต์ใช้ในผลงานตัวเอง หรือบางทีก็ไป join กิจกรรมกับผู้คนข้างนอก อย่างไปร่วมโปรเจกต์กับนักเรียนมหาลัย'อื่น รวมกลุ่มกับนักวาดไปแสดงผลงานด้วยกัน หรือว่าไปออกบูธขายสินค้าจากผลงานของพวกเราค่ะ"
 


เฟอร์และตาณไปออกบูธและจัดแสดงงานร่วมกัน

            "บางทีก็มีชมรม (club) ในกรุ๊ปจาก Facebook หรือแอพ MeetUp ให้ร่วม Art Community ที่นี่แข็งแรงมาก คนทั่วไปหลายๆ คนก็ชอบใช้เวลาว่างในการวาดรูป มีการทำกิจกรรมวาดรูปร่วมกันให้เห็นอยู่เสมอ อย่างเฟอร์กับตาณชอบพกสมุดสเก็ตช์ไปวาดรูปข้างนอก แล้วบังเอิญได้มารู้จักกลุ่ม  Warrior Painters ซึ่งเขาจะแชร์โลเกชันจุดสวยๆ แล้วรวมตัวกันไปเพนต์ทุกสุดสัปดาห์  ทำให้ได้ทำสิ่งที่ชอบ และรู้จักคนใหม่ๆ ทั้งในและนอกสายงานเลยค่ะ"




 

Chapter III
ร่อนใบสมัครเป็นกิจวัตร

 

             “(ตาณ) ข้อดีของ AAU คือทุกปีจะมีงานประกวดเพื่อเลือกผลงานไปจัดแสดงใน Spring Show แล้วมีคนในวงการมาเดินดู มันเลยเป็นโอกาสสร้างคอนเนกชันและเพิ่มโอกาสในสายงานค่ะ อย่างตาณเองก็มีบริษัทติดต่อมาชวนเราไปทำ Art test จนได้เข้าไปฝึกงาน"   *Note: Art test เป็นเรื่องปกติในการหาเด็กฝึกงานหรือพนักงาน เขาจะไม่ได้ดูแค่เก่งมั้ย แต่ดูว่าเราสามารถปรับงานของเราให้เหมาะกับสไตล์ของโปรเจกต์และบริษัทนั้นๆ ได้ด้วยรึเปล่า"




หนึ่งในผลงานของตาณที่ได้รางวัลใน Spring Show



ผลงานที่เคยจัดแสดงใน gallery

 
ส่วนชีวิตการหางานของเรานั้น...
 
             “(เฟอร์) ร่อนใบสมัครกันเป็นกิจวัตรเลยค่ะ 55555 ตื่นมาต้องเช็ก LinkedIn ก่อนเลยเป็นอันดับแรก เครียดมากให้ตายเถอะ โดนปฏิเสธจนเฉา สมัครไปเป็นร้อยที่ มีเป็นลิสต์ยาวเหยียด”
 
เพราะอะไร?
 
             “(ตาณ) ด้วยความที่อุตสาหกรรมนี้ในอเมริกามีการแข่งขันค่อนข้างสูง เวลารับคนจะดูผลงานเป็นหลัก ถ้ามีประสบการณ์จะรับพิจารณาเป็นพิเศษ หรือบางทีบริษัทมีโปรเจกต์อยู่แล้ว แค่หาคนสไตล์แนวเดียวกันมาร่วมงานด้วย ถ้าสไตล์ไม่ตรงก็อาจไม่ได้รับเลือก *ดังนั้นอย่ากลัวที่จะต้องยื่นพอร์ตให้ใครดู และอย่าจมกับความรู้สึกผิดหวังหลังถูกปฏิเสธ มันมีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่เราควบคุมไม่ได้”
 
             “(เฟอร์) สิ่งสำคัญที่สุดในการหางานคือคอนเนกชัน อาจารย์บอกว่า นักเรียนมักจะคิดว่าเรื่องงานกับเรื่องเรียนเป็นคนละเรื่อง ซึ่งนั่นไม่จริงเลย ตั้งแต่ที่เราเข้ามาเรียน ก็คือจุดเริ่มต้นของคอนเนกชันแล้ว ถ้านักเรียนมาเข้าเรียนสาย ไม่มีวินัย งานไม่มีส่ง  ผู้สอนก็จะไม่แนะนำเราให้บริษัทไหน การวางตัวและการจริงใจกับงานจึงสำคัญมาก และอย่าปิดตัวเอง อย่าคิดว่าเราจะหางานได้โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่นเลย พยายามออกไปทำความรู้จักคนใหม่ๆ ในทุกสายงาน และกล้าให้คนอื่นเห็นงานของเราด้วย”
 
             “(ตาณ) แล้วอีกปัญหาใหญ่คือเรื่องวีซ่า บริษัทจะคิดหนักถ้าต้องรับคนต่างชาติเข้าไป เพราะเขาจะต้องเดินเรื่องกับทนาย ต้องหาวีซ่าทำงาน ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม มันเลยง่ายกว่าถ้าเขาจะรับคนอเมริกัน  ถ้าน้องๆ ตั้งใจว่าอยากเรียนจบทำงานเลย ต้องศึกษาเรื่องวีซ่าทำงานประเภทต่างๆ ว่าวีซ่าแบบไหนเหมาะกับเรา วางแผนอย่างดีตั้งแต่เนิ่นๆ”

 

เล่าประสบการณ์
ฝึกงาน/ทำงานสาย Entertainment

 

(ฝึกงาน) Knock Knock Games
บริษัทเกมมือถือที่อเมริกา
 
             “(ตาณ) ตาณมีโอกาสเข้าไปดีไซน์คาแรกเตอร์ในเกมช่วงฝึกงาน โดยที่เขามีแค่ไอเดียกว้างๆ ว่าอยากทำเกมแนวไหน  คอนเซ็ปต์โปรเจกต์ของเกมคือให้เลี้ยงมอนสเตอร์แล้วส่งให้คนอื่นช่วยฟักไข่ให้ ผลคือตอนนั้นเราดีไซน์ไป 200 กว่าตัว เริ่มจากไม่มีอะไรเลยจนเกือบเสร็จ พอฝึกงานจบก็ได้ทำงานต่อเลย โดยเลื่อนขั้นจากเด็กฝึกงาน  ไปเป็น lead concept artist ให้คุมดีไซน์ของโปรเจกต์นี้จนจบ" 

โปรเจกต์ Sticker Pets เกมส์บนแอพ WeChat ในจีน 
ที่ตาณทำตอนเป็น Lead Concept Artist ที่ Knock Knock Games
 
(ฝึกงาน) Tonko House Studio
ร่วมทีมออกแบบแอนิเมชั่นซีรีส์   Netflix "Go! Go! Cory Carson
 
             “ความภูมิใจของเฟอร์คือการได้ฝึกงานเทอมนึงที่ tonkohouse  ซึ่งมีคุณ Dice Tsutsumi และคุณ Robert Kondo เป็นเจ้าของสตูดิโอร่วมกัน (ทั้งคู่เป็นอดีต Visual Development Artist ที่มีชื่อเสียงมากๆ ที่ Pixar)  และโปรเจกต์  Go! Go! Cory Carson ก็ได้คุณ Mike Dutton และ Chris Sasaki มาร่วมทีมเป็น Art Director และ Character Designer ด้วยค่ะ ตอนนั้นได้เข้ามาทำที่นี่เพราะเขาเปิดรับสมัครเด็กฝึกงาน เลยลองยื่นพอร์ต + สัมภาษณ์"
 
             "จากนั้นเราได้ทำงานภายใต้การดูแลของ Mike Dutton เต็มตัวเลย ผลงานของเค้าสนุกและมีชีวิตชีวามากๆ เค้าชอบปั่นจักรยานออกไปวาดรูปเพนต์รูปถนนทิวเขาบ้านเมือง ชอบดูสมุดสเกตช์ของเค้ามากเลยค่ะ เมือง Bumperton Hills (ชื่อเมืองในเรื่อง) ก็ได้เค้าเป็นคนออกแบบนี่แหละ "




ภาพจากแอนิเมชันซีรีส์   Netflix "Go! Go! Cory Carson


 
             "(เฟอร์) แล้วเราโชคดีมากที่ได้เห็นการทำงานโปรเจกต์ Go!Go! Cory Carson ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นไปจนถึงจบโปรเจกต์ ภาพข้างบนนี้คือผลงานการออกแบบต้นไม้ดอกไม้ใบหญ้า และพวกรั้วบ้าน เสาไฟ หัวดับเพลิง ความท้าทายก็คือการออกแบบให้เหมาะกับการเป็นสิ่งของในโลกรถของเล่น เราได้ลองหยิบจับเอาไอเดียต่างๆ มาประยุกต์ใช้ให้มันดูคล้ายของประดิษฐ์ เช่น ใช้รอยเย็บแทนเส้นใบ ทำพุ่มไม้เป็นรูปสี่เหลี่ยมวงกลม ใช้คลิปหนีบกระดาษแทนรั้วบ้าน สนุกมากๆ เลยค่ะ พอผลงานได้ฉายในเน็ตฟลิกซ์แล้วตื่นเต้นมาก นั่งดูๆ หยุดๆ เพราะตื่นเต้นที่ได้เห็นงานออกแบบของเราบนหน้าจอค่ะ"
 

ภาพบรรยากาศการฝึกงานที่ Tonko House
 
(ทำงาน) Iron Galaxy Studios
สตูดิโอผลิตเกมในชิคาโก

 
             “(ตาณ) ตาณได้งานนี้จาก Spring Show เพราะมีคนมาดูงานแล้วชวนไปทำ Art test สุดท้ายก็ได้คัดเลือกเป็น Concept Artist ของเขาค่ะ บริษัทนี้จะเป็นทั้งคนผลิตเกมและซัพพอร์ตโปรเจกต์จากค่ายเกมใหญ่ๆ ของลูกค้า และหน้าที่ของเราคือรับผิดชอบการดีไซน์คอสตูม พร็อพส์ อาคารในเกม และสถานที่ ของเกมแนว Open World (ยังไม่สามารถเปิดเผยโปรเจกต์ได้)”  
 
             “่ช่วงแรกเขาเริ่มให้ทำคอสตูมดีไซน์ของคาแรกเตอร์ ซึ่งเขาแทบไม่ได้บรีฟอะไรมาก แต่บอกแค่ว่าเขาชอบความบ้าๆ บอๆ ในพอร์ตเรา แล้วเขาก็คาดหวังอะไรใหม่ๆ โจทย์คือ  ‘ออกแบบเครื่องแต่งกายสไตล์ดิสโกมาซิ’ ดีไซน์มา 12 ชุดใน 12 โมเดล ใส่มาเต็มที่ แล้วทำยังไงก็ได้ให้เขาเห็นแล้วหัวเราะได้” 


"ตอนนี้ตาณทำงานเต็มเวลาแบบ Work From Home ตาณเคยได้ทำงานที่ออฟฟิศและที่บ้าน ส่วนตัวแล้วคิดว่าชอบการทำงานแบบนี้เพราะรู้สึกว่าโฟกัสกับงานได้มากกว่าค่ะ"

 
             “แล้วโอกาสก็เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว ช่วงที่ทำงานกับ Iron Galaxy Studios ก็มี HR จากทาง Netflix ติดต่อมาชวนไปทำVisual Development เป็นเวลา 1 เดือน เพราะเขาไปเจองานเราในอินสตาแกรม   ซึ่งตรงกับสไตล์ที่เขากำลังหา ลักษณะงานคร่าวๆ คือเขามีเนื้อเรื่องอยู่แล้ว  และทาง Director ก็มาเล่าให้ฟังละเอียดๆ ว่าเขามีภาพในหัวเป็นยังไง เราเอาสไตล์ตัวเองไปใส่ได้เลย ตอนแรกก็กังวลและกดดันมากเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ทำงานสายแอนิเมชันที่นี่ ก่อนหน้านั้นคือเกมหมด แล้ว Netflix เองก็เป็นสตูดิโอใหญ่ แต่เขาก็บอกให้เราเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ ทำให้เรามั่นใจขึ้น"

 

รีวิวจากประสบการณ์ตรง
ว่าด้วยสไตล์การทำงานแบบอเมริกัน

 

             "(ตาณ) บางบริษัทโดยเฉพาะสายนี้ จะมีประชุมทีมทุกวันว่าแต่ละคนทำอะไรไปบ้าง บรรยากาศที่โชว์งานประจำวันให้ความรู้สึกเหมือนเราคอมเมนต์งานเพื่อนตอนเรียนในคลาส ฟีดแบ็กกันตรงประเด็น ถ้าดีก็ชมเลย ที่สำคัญเขาทำงานเป็นระบบมาก ค่อนข้างมี timeline ชัดเจน เราไม่ค่อยเห็นคนทำ OT เพราะค่าจ้าง OT ต้องจ่ายแพงกว่าชั่วโมงทำงานปกติอีก (เฟอร์) ดังนั้นเลิกงานเขาก็จะไล่เรากลับเลย 55555”
 
             "(ตาณ) งานสายนี้ การหา Reference สำคัญมาก กินเวลานานกว่าที่คิด โปรเจกต์ของบริษัทใหญ่ๆ อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์เลย เช่น แอนิเมชั่นของ Pixar เรื่อง Coco เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศเม็กซิโก  ทีมอาร์ตก็ต้องไปถึงที่เพื่อเก็บภาพ ลองคุยกับผู้คนเพื่อดูการใช้ชีวิตของคนที่นั่น เพื่อให้ออกแบบได้สมจริง แม้กระทั่งรายละเอียดที่คนดูอาจไม่ทันสังเกตเห็น”
 
             "(เฟอร์) ความน่ากลัวของการทำงานที่นี่อีกอย่างคือ การถูก Lay Off เป็นเรื่องค่อนข้างปกติ มีไม่บ่อย แต่ไม่ใช่เรื่องแปลก มันจะเกิดแบบไม่ทันตั้งตัวด้วย นอกจากนี้ระหว่างทำแต่ละงาน เราจะไม่มีทางรู้ว่าสุดท้ายแล้ว ผลงานที่เราทำจนหัวฟู  จะออกมาให้คนได้ดูหรือได้เล่นจริงๆ มั้ย"



 

จะอีกกี่ Chapter หลังจากนี้
คงต้องมีคนเปิดอ่านไปพร้อมกัน

 

              “(เฟอร์) การทำงานสายนี้สำหรับเรา การต่อสู้กับตัวเองทางใจเป็นศึกที่ใหญ่กว่าการสู้กับคนอื่นอีก เราดีใจที่ก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ มาได้ และที่เราทำได้นี้เพราะมีตาณอยู่ข้างๆ พอได้เห็นงานของคนเก่งๆ มากมาย มันยากที่เราจะไม่เผลอไปเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ช่วงที่เราท้อใจหนักมาก สับสนและสงสัยในฝีมือตัวเอง ตาณเป็นคนที่เชื่อมั่นในผลงานของเราเสมอ เขาเตือนให้เราเห็นข้อดีในผลงานตัวเอง  ให้กำลังใจเรา   คอยชี้ให้เห็นว่าเราเดินทางมาไกลจากจุดแรกแค่ไหน  เราที่ชื่นชมผลงานของเขาอยู่แล้ว การได้วาดรูปข้างกันและช่วยออกความเห็นในผลงานซึ่งกันและกันช่วยพัฒนาทั้งฝีมือและความมั่นใจของเราได้มากเลย  (พูดแล้วอยากจะร้องไห้ 5555) รู้สึกขอบคุณเธอมากๆ เลย”
 
             "(ตาณ) ส่วนเราเป็นคนที่มักพูดคำว่าไม่เป็นไรมาตลอด แล้วเฟอร์ก็เป็นคนบอกให้เราพูดสิ่งที่คิดจริงๆ ออกมาให้เขาฟัง บางทีถึงเราไม่บอกเขาก็สังเกตได้ เราเป็นคนที่กดดันตัวเองพอสมควร ตั้งเป้าหมายไว้สูงมาก และชอบทำงานให้ออกมาเหนือความคาดหมายของตัวเอง ชอบท้าทายว่างานนี้ต้องดีกว่างานที่แล้ว ไม่งั้นเราจะรับไม่ได้กับตัวเอง และทำให้สติแตกจนทำงานต่อไม่ได้ ซึ่งคนที่ดึงสติเรากลับมาก็คือเฟอร์นั่นแหละ ไม่งั้นเราคงผ่านบางเรื่องมาไม่ได้เหมือนกัน”



 

ทื้งท้ายข้อคิดเพิ่มโอกาสหางาน
และการบาลานซ์ชีวิต

 

  • การที่เฟอร์กับตาณมาเรียนเป็นแค่ 1 ทางเลือก โอกาสไม่ได้มีอยู่แค่ที่นี่ ในโลกปัจจุบันโลกค่อนข้างเชื่อมถึงกันผ่านอินเทอร์เน็ต อยากให้ศึกษาข้อมูลงานสายนี้ไว้รอบด้านจากนักวาดเก่งๆ  (เดี๋ยวนี้คอร์สเรียนออนไลน์ก็เยอะแล้วด้วย) ภาษาอังกฤษก็สำคัญมากนะ ช่วยเปิดประตูโอกาสทั้งในเรื่องเรียนและเรื่องงานเลย และการโพสต์งานตัวเองลงช่องทางออนไลน์ก็ช่วยเพิ่มโอกาสให้เราได้  แต่ไม่ต้องกดดันว่าต้องวาดเพื่อให้ใครประทับใจ ชอบอะไรก็วาดอย่างนั้น สิ่งที่โพสต์จะบอกตัวตนเรา ถ้าเกิดมีบริษัทติดต่อมา = เขาจ้างที่ตัวตนของเราจริงๆ
     
  • โลกศิลปะมันกว้างใหญ่จนหาขอบเขตไม่ได้ อย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว อย่ายึดติดหรือคิดจะหยุดหาความรู้ใหม่ๆ เพราะมันอาจพาเราไปเจอสิ่งที่คาดไม่ถึงก็ได้ อย่างเช่นก่อนตาณมาอเมริกา ผลงานของเราเป็นการวาดลายเส้นด้วยหมึก ทำงานแนวขาว-ดำตลอด แทบไม่เคยแตะการวาดด้วยคอมเลย คิดแค่ว่าเราพอใจแล้ว แต่วันนึงพอมารู้จักกับเฟอร์ ก็เปิดกว้างมากขึ้น รู้ว่าจริงๆ การวาดในคอมทำอะไรได้หลายอย่างกว่าที่คิด และเรายังประยุกต์เทคนิคที่ได้จากการวาดในคอมมาใช้กับการวาดลงกระดาษได้ด้วย ได้ลองเล่นกับสี รูปทรง พอกล้าทำสิ่งอื่นดู มันได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะเลย และมันไม่ใช่การทิ้งตัวตนเก่า เพราะสิ่งที่เราทำมาตลอดก็ยังอยู่กับเรานี่แหละ


 
  • อยากบอกตัวเองในอดีตและบอกทุกคนที่เจอปัญหาการบาลานซ์ชีวิต (ทุกสายงานเลย) พอมาถึงจุดนึงต้องไม่ลืมว่าเราคือคนนึงที่ต้องพักผ่อนจากงานรอบตัว ช่วงที่เราจบก็เครียดมาก กลัวจะไม่ได้วีซ่า ไม่ได้งานทำ รู้สึกยังไม่เก่ง และอยากทำงานเพิ่มเพื่อใส่พอร์ต เลยไปตัดเวลาพักผ่อนตัวเองเพื่อเพิ่มชั่วโมงการทำงาน เพราะคิดว่ามันช่วยให้เราผลิตงานได้เยอะขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราเฉา หัวไม่แล่น จนมีคนคอมเมนต์ว่า เขาเห็นชีวิตชีวาในงานเราเมื่อปีก่อนมากกว่า ทั้งที่ปีก่อนเราไม่ได้ทุ่มกับงานขนาดนี้
     
  • เราเคยไปฟัง Guest Speaker คนนึงจากดิสนี่ย์ เขาบอกว่า สายงานศิลปิน = การสร้างผลงานแบบ Inside Out คือถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเราออกไปให้คนอื่นเห็น ถ้าเทออกไปตลอดโดยไม่เติมอะไรเพิ่มคืน มันก็เหมือนรถไม่มีน้ำมัน ซึ่งเชื้อเพลิงในชีวิตแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน อาจเป็นการได้ไปปีนเขา เล่นโยคะ เข้ายิม ขี่จักรยาน เดินมิวเซียม ฟังเพลง ดูการ์ตูน กินของอร่อย เจอเพื่อน หรือทำอะไร(หรือไม่ทำอะไรเลย) ก็ได้ที่มีความสุขแล้วตอนนั้นเราจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ทำงานเต็มที่แต่อย่าลืมรักตัวเอง ถ้าทำงานหนักก็ควรพักผ่อนให้เต็มที่ด้วย ให้รางวัลตัวเองบ้าง 
     
  • เป้าหมายที่เรากำลังตั้งให้ตัวเองคือ “เขาสูงชัน” ที่ต้องใช้เวลาค่อยๆ ก้าวขึ้นไปทุกวันๆ ไม่ใช่เดินถึงเป้าหมายในวันเดียว อยากให้ชมตัวเองบ้าง ขอบคุณที่ตัวเองที่อดทน เรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ขอบคุณให้เป็นนิสัย แล้วจะรู้สึกดีขึ้น
 


[ ชวนอ่านต่อ ]

"สักวันคงได้ดีไซน์สิ่งที่ให้ความสุขกับคน" 
ความฝันของ 'พ้ง' คนไทยในทีม The Sims 4
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #เฟอร์รารี #ตาณตา #ferrari #tarnta #USA #อเมริกา #illustrator #AAU #ปริญญาโท #netflix #VisualDevelopment #AcademyofArtUniversity

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?