/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

"พาตัวเองไปทุกที่เพราะ(เคย)ขี้กลัว" รีวิวชีวิตลุยงานครบรสในเบลเยียมกับสเปน & เรียนโทที่สวีเดน! []

วิว


 
          สวัสดีค่ะชาว Dek-D   ช่วงนี้มีใครลิสต์แผนเที่ยว เรียนต่อ หรือทำงานในต่างประเทศกันบ้างคะ? ^^ วันนี้เรามีรีวิวน่าสนใจมาฝาก     เป็นประสบการณ์ของอดีตคนขี้กลัวที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยการเดินทางไปทุกที่ที่อยากไป ลงมือทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน อย่างเช่นการไปสมัครโครงการลุยงานเหมือนอยู่ในเกม  Hay Day (เกมชื่อดังที่จำลองชีวิตคนทำฟาร์ม) ในประเทศนึง และสวมบทบาทผู้ช่วยครูดูแลเด็กประถมในอีกประเทศนึง

          นอกจากนี้เธอยังเคยไปแลกเปลี่ยนถึง 2 ประเทศ และเรียน ป.โท ที่สวีเดนอีกด้วย เธอเล่าว่าประสบการณ์ที่ว่าให้ฟีลต่างกับการไปเที่ยว เพราะเธอได้คลุกคลีสัมผัสการใช้ชีวิตของคนประเทศนั้นจริงๆ แบบไม่ใช่ผิวเผิน และฟังประสบการณ์ชีวิตของคนที่หลากหลายในมุมที่ไม่เคยรู้มาก่อน! ชีวิตจะครบรสชาติแค่ไหน ตามไปอ่านกันเลยค่ะ


แนะนำตัว


          “สวัสดีค่ะ ชื่อ ‘แพง’ เรืองริน ลดาลลิตสกุล จบ ป.ตรีเอกภาษาศาสตร์ คณะคณะศิลปศาสตร์ มธ. เคยไปแลกเปลี่ยนที่แคนาดา (เมือง Kelowna)    AFS ที่ลัตเวีย (เมือง Kegums/Rezekne) สมัครโครงการลุยงานสั้นๆ ที่เบลเยียมกับสเปน ส่วนตอนนี้กำลังเรียน ป.โท หลักสูตร MA in Cognitive Semiotics ซึ่งเป็นหลักสูตรในสังกัดของ Faculties of Humanities and Theology ที่ Lund University ประเทศสวีเดนค่ะ”


พาตัวเองไปทุกที่
เพราะอยากเลิกเป็นคนขี้กลัว

 

          จากที่รู้มาว่าพี่แพงไปมาหลายประเทศมาก   ก่อนตัดสินใจออกเดินทางครั้งแรก พี่คิดและคาดหวังอะไรบ้าง? "จริงๆ มี 2 เหตุผล  อย่างแรกคือความอยากรู้อยากเห็น  เพราะ  ตอนสมัยมัธยมพี่เรียนอยู่โรงเรียนเล็กๆ มีเด็กแลกเปลี่ียนแค่ปีละ 1-2 คน เวลาเขามาเล่าหน้าเสาธงเราจะรู้สึกว่ามันเจ๋งมากกกก  สามารถไปใช้ชีวิตคนเดียวเป็นปีๆ ในเมืองนอกได้ และอีกเหตุผลคือพี่เคยเป็นคนขี้กลัว ชอบอยู่เฉยๆ ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ก็เลยอยากพาตัวเองไปทุกที่เพื่อให้ตัวเองเลิกขี้กลัวค่ะ 5555 "

          "แต่พี่เองจะไม่ใช่คนที่วางแผนอะไรเป็นขั้นเป็นตอนขนาดนั้น ถ้ามีโอกาสเข้ามาตอนไหนแล้วเรารู้สึกชอบ ก็จะกระโดดเข้าใส่แล้วใช้ชีวิตให้เต็มที่ที่สุด  เพราะมองว่าประสบการณ์คือสิ่งที่ตีราคาไม่ได้ ถ้าเทียบง่ายๆ เหมือนเราไปกินบุฟเฟ่ต์ พี่ตัดสินใจตั้งแต่ยืนหน้าร้านแล้วว่ากินคุ้มแน่นอน ไม่ใช่มาคำนวณหลังกินไปแล้วว่ากินหมูกินกุ้งไปกินชิ้น แล้วคุ้มรึยัง"
 
          "พี่เริ่มไปแลกเปลี่ยนครั้งแรกที่แคนาดา โครงการ Study & Tour  จากที่เคยเรียนระบบไทยที่มีครูฝรั่งนิดหน่อย กลายเป็นชีวิตประจำวันทุกอย่างต้องใช้ภาษาอังกฤษหมดเลย บางทีฟังโฮสต์ไม่ออกก็ให้เขาพูดไปตั้ง 8 รอบ 5555 เราจำได้แค่ว่าตอนนั้นสนุกมาก ได้เห็นบรรยากาศที่เหมือนในหนัง อากาศก็ดีมาก แล้วใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไร"

เที่ยวสกีรีสอร์ท ได้เล่นหิมะจริงครั้งแรก!


วิวเมือง  Kelowna (ฝั่งซ้าย)
ส่วนฝั่งขวาคือเมือง Westbank คั่นด้วยทะเลสาบ Okanagan

          "แต่ประสบการณ์ครั้งต่อไปเหมือนมนุษย์ต่างดาวจับไปอยู่อีกโลกนึงเลย  ช่วง ส.ค.50 - มิ.ย.51  พี่ไปแลกเปลี่ยนที่ลัตเวีย พอไปถึงคือสับสนมาก ฟังใครพูดก็ไม่เข้าใจ วัฒนธรรมต่างกันสุดขั้ว พี่สัมผัสได้ว่าคนที่นั่นเป็นมิตรแต่ขี้อาย เขาดูสนใจเราว่าจะไปไหนทำอะไรบ้าง แต่ไม่กล้ามาพูดกับเราตรงๆ"


ถ่่ายกับ ผอ. โรงเรียนแรกที่ไปเรียน

 

สัมผัสชีวิตลุยงานสไตล์ Hay Day 

ที่มีฉากหลังเป็น “เบลเยียม”
 

          “หลังจากผ่านประสบการณ์แลกเปลี่ยนมา 2 ครั้ง ช่วงมหาวิทยาลัยพี่ก็ได้ไปเบลเยียมช่วง ก.พ.53 เป็นโครงการประเภท  Community Service (คล้ายๆ Work & Travel) รับเยาวชน 18-24 ปีไปทำงานอาสาสมัครบริการชุมชน  การจะได้ทำอะไรก็ขึ้นอยู่กับเหตุผลที่เราเขียนส่งไป และเราสามารถเลือกตอบรับหรือไม่ก็ได้ ลักษณะงานก็จะมีตั้งแต่ดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ส่งเสริมการให้ความรู้ชุมชน ฯลฯ
 
          “แล้วพี่ก็ได้มาทำองค์กรพัฒนาชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม  ทำงานจันทร์-ศุกร์ วันละ 8 ชั่วโมง หน้าที่หลักคือปลูกผักออร์แกนิกและดูแลแปลงต้นไม้ชุมชน  เริ่มมาถึง 8 โมงเช้าต้องไปเช็กว่าจะได้อยู่ทีมไหน หัวหน้าคนไหน ไร่ไหน ชีวิตเหมือนอยู่ในเกม Hay Day เลย เก็บผัก ล้างผัก เข็นรถตักปุ๋ยไปเทที่ไร่ เกลี่ยถอนวัชพืช นั่งคุยกับคนที่ถอนพืชผักอยู่แถวข้างๆ แน่นอนว่าพี่ไม่เคยได้ทำงานแบบนี้ ต้องเรียนรู้จากการสังเกตล้วนๆ เลิกงานก็กลับมาอยู่กับ Host Family เดือนแรกนี่คือปวดหลังทุกวัน 55555

นี่คือชุดทำงาน กำลังเก็บ reddish


บรรยากาศวันทำงานปกติจะประมาณนี้ ในรูปคือถอนวัชพืชให้น้องต้นหอม
 
          พี่ว่างานนี้สนุกตรงที่ได้ฟังเรื่องใหม่ เป็นเรื่องในมุมที่จะไม่มีทางได้รู้ถ้าเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ พี่ได้ทำงานร่วมกับคนกลุ่มที่เป็น Social Disadvantage มีทั้งผู้อพยพ ทั้งจากอัฟกานิสถาน ปาเลสไตน์ อาเซอร์ไบจาน ฯลฯ กลุ่มอดีตนักโทษในคดีลหุโทษ กลุ่มผู้บกพร่องทางสติปัญญา เพราะงานนี้มีไว้รองรับ เพื่อให้เขามีอาชีพ   ถึงการคุยกับเขาจะมีกำแพงภาษา แต่ทุกเรื่องที่เขาเล่าทำให้รู้ว่าเขาก็มีความสุขได้ทุกวันแม้ชีวิตจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ พอวันสุดท้ายที่เราทำที่นี่ ทุกคนถามว่า ‘เราจะกลับมาอีกมั้ย?’ เพราะเราอยู่มา 6 เดือนจนเหมือนเป็นครอบครัวไปแล้ว” 

          “และความประทับใจอื่นๆ คือนิสัยคนเบลเยียมที่น่ารักและเป็นมิตร ถ้านั่งรถเบาะติดกันจะชวนคุยเป็นเรื่องปกติ และเขารู้จักคนไทยเป็นอย่างดีด้วย"

 

ไปเบลเยียมทั้งที
ไม่พูดถึงสิ่งนี้คงไม่ได้!

 

          “อย่างแรกเลยคือช็อกโกแลต...ที่นี่จะมีช็อกโกแลตแบบ homemade มีทั้งขายแยกชิ้น ขายเป็นขีดราวๆ 3-4 ยูโรต่อขีด ถ้าตีเป็นเงินไทยตอนนั้นคือ 44 บาท   ใส่เป็นถุงกระดาษ ซึ่งช็อกโกแลตที่เบลเยี่ยมดีงามมากๆ”

ร้านช็อกโกแลต Chocolade Palais ที่เมือง Antwerp เขาเน้นทำเป็นรูปร่างแปลกๆ ขาย
 
          เฟรนช์ฟรายส์   ถ้าอยู่ที่นี่จะเรียกว่า ‘ฟรายส์’ เพราะจริงๆ ต้นกำเนิดคือเบลเยียม จุดเด่นคือกรอบนอก นุ่มใน ทอดสองรอบ ไฟอ่อนรอบนึง ไฟแรงรอบนึง แล้วขายแยกใส่กรวยกระดาษ แบ่งเป็นหลายขนาดเหมือนที่เริ่มมีในไทยตอนนี้ มีท็อปปิงเป็นผงชนิดต่างๆ มีวางซอสเป็นขวดปั๊มใหญ่ๆ ให้เลือกแบบนานาชาติมาก มีทั้ง signature เฉพาะร้าน มายองเนส มะเขือเทศ เทาด์ซันไอซ์แลนด์”
 
          วาฟเฟิล...ถ้าไปเบลเยียมจะได้เจอวาฟเฟิลแบบออริจินัล มาแบบเปล่าๆ หอมเนย กรอบนอกนุ่มใน แต่ถ้าขายนักท่องเที่ยวก็อาจจะมีวิปครีมและท็อปปิงเยอะๆ”
 
          “สุดท้ายก็คือเบียร์...เบลเยียมทำเบียร์กันมานานและมีหลากหลาย เรียกว่าทุกหัวระแหงเลย ถ้าไปเที่ยวแต่ละเมืองจะเจอเบียร์ท้องถิ่นที่อาจมีแค่ที่เมืองนั้นหรือเมืองรอบๆ และมีเฉพาะฤดูกาลด้วย  เวลาซื้อ เราก็จะได้เบียร์เสิร์ฟมาพร้อมในแก้วที่ทำมาเฉพาะยี่ห้อและขวด  เทได้เป๊ะแบบสวยงามมาก (แต่เอาแก้วกลับบ้านไม่ได้จ้า 5555)”

 

เข้าโหมดลุยงานอีกครั้งที่ “สเปน”
 

          “เราได้ไปโครงการฝึกงานโครงการ IASETE Thailand เป็นโครงการแลกเปลี่ยนประมาณว่าถ้าคนไทยไป 1 คน ก็ต้องรับต่างชาติมา 1 คน อันนี้หลักการจะคล้ายๆ กับ Rotary Foundation”
 
          "พี่ได้ไปอยู่เมืองชื่อ Segorbe (แคว้น Valencia) งานหลักคือเป็นครูสอนภาษาอังกฤษช่วง English Summer Camp  (ใน Job Description เขียนว่าเป็นผู้ช่วย แต่พอทำจริงโดนจับเป็น Lead Teacher ไปเลย)    ต้องดูแลและสอนเด็กประถม 4-5 ขวบ สอน 9.00-13.00 น. ต้องวางแผนสื่อเองทุกอย่าง แต่ช่วงซัมเมอร์เด็กๆ จะเรียนแค่ภาษาอังกฤษ แล้วคาบพักก็ว่ายน้ำ พี่เลยให้เด็กทำอะไรแบบ relax หน่อย มีวาดรูป ระบายสี เปิดเพลงให้ฟัง เปิดหนังให้ดู  โดยจะวางตามธีมที่เขากำหนดไว้ ก็คือ  ‘World English’ เช่น วีคนี้พูดถึงอเมริกา วีคหน้าออสเตรเลีย อีกวีคไอร์แลนด์ แคนาดา ฯลฯ อย่างวีคอเมริกาพี่ก็เปิดหนัง Rango ที่เป็นกิ้งก่าทะเลทราย เพื่อสะท้อนวัฒนธรรมคาวบอย ส่วนใหญ่เด็กก็สนุกกัน ถ้ามีเล่นเกมเราก็มีรางวัลให้ด้วย ได้เล่นไปพร้อมกับเรียนรู้”


ผลงานเด็กๆ มีระบายสี วงกลมรูป ทำการ์ดวัน Saint Patrick's Day  ซึ่งเป็นเทศกาลวันหยุดของ Ireland


ถ่ายกับเด็กๆ วันสุดท้ายของการสอน

 
          “งานนี้ถือว่าช่วยเปิดโลกมาก เพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน   ต้องเอาความรู้ภาษาศาสตร์จิตวิทยาที่เคยเรียนมาใช้ครั้งแรก แล้วค้นพบว่าเด็ก 4-5 ขวบที่ดูเหมือนๆ กัน ถ้าอยู่ไปนานๆ จะเห็นความแตกต่างจนแยกได้ว่าคนไหน 4 ขวบ คนไหน 5 ขวบ ดูได้จากวิธีทำงานและความเข้าใจ  เช่น เด็ก 4 ขวบบอกไรปุ๊บทำหมด เชื่อฟังมาก ขู่ว่าเดี๋ยวไม่ให้เล่นนะ เขาก็เชื่อ แต่ถ้าเด็ก 5 ขวบจะเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร ส่วนเด็ก 2-3 ขวบนี่คือนั่งปลอบเลย โอ๋เด็กเป็นภาษาอังกฤษ 55555”


เที่ยวเมือง Alicante
 

ดินแดนคนร่าเริง มีชีวิตชีวา

(ทำไมถึงมีวัฒนธรรมนอนกลางวัน?)
 

          “ประเทศสเปนเป็นประเทศที่รุ่มรวยทางวัฒนธรรม เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน > อาหรับ    > ก่อนจะมาเป็นสเปนก็เกิดจากการรวมตัวของแคว้น Castille + Aragon และมีแคว้นอื่นๆ เช่น Leon Galicia Navarro) ด้วย"

          "สเปนยังมีการเต้นฟลามิงโก มีอาหารเด็ดหลายอย่างที่ดัง ๆ เช่น ข้าวผัดสเปน (Paella) ที่ต้นกำเนิดอยู่ที่วาเลนเซีย มีวัฒนธรรมการดื่มไวน์กับอาหารจานเล็กๆ ที่เรียกว่า Tapas มีไส้กรอกสเปน (Chorizo) และอีกเยอะมากกก ส่วนอากาศคืออยู่สเปนระวังเป็นลมแดด เขาเลยมีวัฒนธรรมเซียสตา (Siesta) = นอนกลางวัน ร้านรวงจะปิดตอนบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็นเพราะอากาศร้อนมาก (เมืองเล็กๆ ยังเคร่งอยู่ แต่เมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยปิดแล้ว)
 
          “แล้วจากที่สัมผัสมาคือพี่ชอบสไตล์การใช้ชีวิตของคนสเปน เขาร่าเริง มีชีวิตชีวา เป็นคนสบายๆ ทำงานชิลล์ๆ แล้วสังเกตได้ว่าเขาจะค่อนข้าง emotional เช่น โคตรรัก โคตรเกลียด โคตรโกรธ เขาแสดงออกมาหมดเลย คิดอะไรอยู่จะไม่ค่อยปิดบัง”

ข้าวผัดสเปน (Paella)


(สเปน) Mosque-Cathedral of Cordoba ที่เมือง Cordoba = สถาปัตยกรรมแบบอิสลามผสมยุโรป ที่นี่เคยเป็นมัสนิยดสมัยอาหรับยึดครอง พอถอยร่นไปสเปนก็ปรับเปลี่ยนเป็นโบสถ์


จัตุรัสกลางเมือง Sergobe


เมือง Segobe ถ่ายมุมสูง


ท่อส่งน้ำสมัยโรมันที่เมืองเซโกเบีย  (Segovia)
 

สู่ดินแดนสแกนดิเนเวีย

ประเทศที่ระบบการศึกษาติดอันดับโลก
 

          “พอปี 2015 พี่ก็สมัครเรียน ป.โท ที่     Lund University ตั้งอยู่ที่เมืองลุนด์  (Lund) เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของสวีเดนค่ะ แต่ละสาขาเขาจะเปิดรับสมัครที่เว็บกลางพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งมหา'ลัยนี้เคยเป็นอันดับ 1 ด้าน Human Geography และเมืองลุนด์ก็ขึ้นชื่อเรื่องชีวิตนักศึกษา มีชมรม (club) ให้ join เยอะมากกและมีกิจกรรมตลอดทั้งปี เช่นกิจกรรม City Hour ที่เขาจะสอนปาร์ตี้แบบนักเรียนสวีเดน สอนวิธีเข้าหาเพื่อนคนสวีดิช มีกิจกรรม Potluck  คือต่างคนต่างทำอาหารนานาชาติมาแชร์กัน และอีกมากมายเลย" 


หอสมุดกลาง ม.ลุนด์ ฤดูใบไม้ร่วงคือสวยมากๆ สังเกตจักรยานที่จอดรอบตึกเยอะๆ เพราะวิถีสวีเดนคือปั่นจักรยานเป็นหลัก แม้จะเป็นเมืองใหญ่ก็ปั่นนะ
 
          “ส่วนระบบการศึกษาของเขาคือ ใน 1 เทอมมี 4 เดือน  แบ่งเป็นเรียนครึ่งเทอม 2 วิชาแล้วตัดสอบทุกๆ 2 เดือน เรียนกันหูดับตับไหม้ และเรียนเป็นภาษาอังกฤษ ตัวอย่างวิชาเช่น ภาษากับสมอง, ทำนองเสียงของภาษาต่างๆ ในโลก   ฯลฯ แต่ละวิชาจะมีโปรเจกต์ใหญ่ โปรเจกต์ย่อย และพรีเซนต์กลุ่มด้วย ข้อดีของการมีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติเยอะ ก็คือบรรยากาศการเรียนที่มีเด็กอินเตอร์มาแชร์ประสบการณ์จากชีวิตจริงกัน อย่างวิชาภาษามือ ก็จะมีเด็กโคลัมเบีย เปรู ไทย สวีเดน อังกฤษ ฯลฯ มานั่งเรียนแล้วเล่าว่าประเทศตัวเองเป็นยังไง ช่่วยกันอัปเดตข้อมูลที่ textbook ยังไม่ได้เขียนถึง"

          "หลักๆ ป.โทก็คือการทำวิจัย   พี่เลยได้เรียนระเบียบวิธีวิจัยทางมนุษยศาสตร์ว่าในสายนี้มีวิธีวิจัยแบบไหนบ้าง เช่น สัมภาษณ์ ควรทำเมื่อไหร่ สัมภาษณ์แบบเดี่ยวกับกลุ่มต่างกันตรงไหน เลือกยังไงให้เหมาะกับหัวข้อของเรา สถิติที่เกี่ยวข้อง และโปรแกรมที่ช่วยวิเคราะห์ได้ ซึ่งตอน ป.โท พี่ทำวิจัยเป็นโปรเจกต์ย่อยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับบุคลิกที่เปลี่ยนไป  (สวีเดนเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของงานวิจัยคุณภาพด้วยนะ)” 

 

คนเฟรนด์ลี่ (ที่โลกส่วนตัวสูง)
 

        จากที่พี่แพงไปเรียนที่สวีเดนพักใหญ่ๆ คิดว่าธรรมชาติของคนสวีดิชเป็นยังไงบ้าง?   "พวกเขาเป็นคนเฟรนด์ลี่ใจดี แต่จะมีเส้นแบ่งชัดเจนมาก เป็นเพื่อนเรียนใช่ว่าจะเป็นเพื่อนกัน สมมติว่าเป็นเพื่อนเรียน หลังเลิกเรียนไม่ได้ทำการบ้านด้วยกัน ก็เหมือนคนไม่รู้จักกัน   และคนสวีดิชปกติจะวางท่านิ่งๆ เฉยๆ แต่พอได้ดื่มสักหน่อยจะแสดงตัวตนออกมาเต็มที่และเป็นมิตรเวอร์มาก"

        "ที่ตลกคือพี่เรียนกับเพื่อน 10 วิชาแทบไม่เคยคุยกันเลย แต่พอเปิดเบียร์หลังเลิกเรียนด้วยกันสักขวด ก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกันแบบงงๆ แล้วเช้าวันต่อมาก็กลับสู่ภาวะปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น"

"Sittning" ปาร์ตี้นักศึกษา เสิร์ฟอาหาร 3 คอร์ส มีร้องเพลงกัน ซึ่งคนสวีดิชจริงจังมากกเรื่องการแต่งตัวตามธีม อย่างในภาพจะเป็นธีม Disney ใครเป็นคนสวีดิชสังเกตได้จากความจัดเต็ม!
 
          “แต่สวีเดนเป็นเมืองที่สดใส ปลอดภัย เป็นระบบระเบียบ แล้วยังเป็นประเทศที่ใจกว้าง เปิดใจยอมรับความแตกต่างทั้งวัฒนธรรมและศาสนา    พอบวกกับคุณภาพชีวิตในประเทศที่ดี ก็เลยกลายเป็นประเทศยอดปรารถนาของเหล่า refugee ยิ่งช่วง 2015-2017 ที่พี่ไปเรียน สวีเดนเริ่มมี refugee จากสงครามซีเรียอพยพเข้ามาเยอะ เขารับเยอะมากจนเป็นสัดส่วนต่อประชากรในประเทศสูงสุดของยุโรปเลย"

 

ว่าด้วยตารางชีวิตของชาวสวีเดน
และโอกาสที่ชาวต่างชาติจะได้งานที่นี่

 

          “ขอสมมติกิจวัตรประจำวันของคนสวีดิชให้ฟัง เช้ามาเริ่มทำงาน 8 โมง - 5 โมงเย็น หลังจากนั้นก็ 5-6 โมงเย็นไปยิม 6-7 โมงทำอาหาร 7.30 ทานข้าวเย็นกัน เสร็จแล้วนอนดู netflix แล้วเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่น 6 โมงไปทำงาน ไม่นิยมทำงานนอกเวลา เพราะเขาเคารพสิทธิและเวลาส่วนตัวของกันและกัน แต่ถ้าพูดถึงโอกาสที่คนต่างชาติอย่างเราๆ จะได้งานที่นี่ ถือว่ายาก เพราะบริษัทส่วนใหญ่ก็ยังอยากได้คนที่พูดภาษาสวีดิชได้   นอกจากธุรกิจ start-up"
 
          “ตั้งแต่ตอนที่พี่ไป สวีเดนก็เริ่มเป็น  Cashless Society แล้ว และตั้งเป้าว่าจะเป็นประเทศปลอดเงินสด 100% ที่แรกของโลก พอไปถึงต้องเปิดบัญชีไว้เลย แล้วโอนเงินเข้าธนาคาร เขาจะใช้ระบบเหมือน promptpay บ้านเรา ซื้อตั๋วรถบัสก็ตัดเงินผ่านแอปฯ บางร้านหรือธนาคารก็มีติดป้ายเลยนะว่าไม่รับเงินสดแล้ว ต้องโอนเท่านั้น คนสวีดิชบางคนที่พี่รู้จักตอนนั้นถึงขั้นไม่พกกระเป๋าเงินแล้ว”

เทศกาล midsummer ของสวีเดน จัดที่ Folk Museum เมืองลุนด์ (คนสวีดิชกำลังช่วยกันประดับ maypole สัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์) เสร็จเขาจะนำขึ้นตั้งแล้วร้องเพลงรอบเสา

 

ตัวตนเรา = ร่างกาย

วัฒนธรรมที่ไปอยู่ = เสื้อผ้า
 

          “การได้เรียนรู้ประเทศนั้นผ่านการใช้ชีวิตกับคนสนุกดีนะ มันลึกซึ้งกว่าการไปเที่ยวที่อาจได้รู้แค่ผิวเผิน ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา ลัตเวีย เบลเยียม สเปน หรือสวีเดน พี่จะทำตัวเหมือนฟองน้ำ ค่อยๆ สังเกตและซึมซับวัฒนธรรมการใช้ชีวิต เช่น ทำไมคนสวีดิชชอบตากแดดนะ? พอเราไปอยู่ก็ได้เข้าใจว่าหน้าหนาวของเขายาวนานเป็นครึ่งปี การตากแดดเลยเป็นความฟิน”
 
          “สุดท้ายแล้วชีวิตคนเราไม่มีสูตรสำเร็จที่เวิร์กสำหรับทุกคนขนาดนั้น ไม่มีวิธีที่ ‘ทุกคน’ ทำแล้วได้ผลดีเหมือนๆ กันหมด ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ต้องรู้จักว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน ประเมินความสามารถตัวเองและความชอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์ และประสบการณ์ต่างๆ จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีและเฉียบขาดขึ้น”
 
ถ่ายที่ทุ่งดอก canola ช่วงใบไม้ผลิปลายๆ
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #แคนาดา #ลัตเวีย #เบลเยียม #สเปน #สวีเดน #สแกนดิเนเวีย #แลกเปลี่ยน #AFS #ภาษาศาสตร์

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?