/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

‘Hoarding Disorder’ เรื่องเล่าบาดแผลทางใจในวัยเด็ก เมื่อมีแม่เป็น 'โรคชอบสะสมสิ่งของ' []

วิว
            สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D ทุกคน....มีน้องคนไหนเป็นนักชอปกันบ้างไหมคะ เห็นนู่นก็อยากมี เห็นนี่ก็อยากได้ไปหมด แถมพอซื้อมาแล้วยังต้องมาเป็น “นักเก็บ” ต่ออีก จะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ก็ยังไม่รู้ แต่ถ้าจะให้ทิ้งก็คงทำใจไม่ไหว! ถ้าน้องๆ คนไหนมีอาการชอบเก็บหนักเข้าเนี่ย ต้องแอบสังเกตแล้วนะว่าตัวเองเป็น   โรค Hoarding disorder  หรือโรคชอบสะสมสิ่งของหรือเปล่า ได้ยินชื่อโรคแล้วอย่างพึ่งแอบขำกันล่ะ ฟังจากชื่อแล้วอาจจะดูตลก แต่โรคชอบเก็บของนี้มันมีอยู่จริงๆ นะคะ! ถ้าใครยังไม่เชื่อก็ตามพี่ปุณไปพิสูจน์พร้อมกันเลยค่า


Photo credit: https://www.vice.com
 

Hoarding Disorder คืออะไร?
 

                    Hoarding Disorder หรือโรคชอบสะสมสิ่งของ   คืออาการที่เกิดขึ้นกับคนที่ไม่ชอบทิ้งของ แต่เลือกที่จะเก็บสะสมเอาไว้ เก็บทุกอย่างจนเกินจำเป็น เก็บจนบ้านรก จนไม่เหลือพื้นที่ให้เดินเลยทีเดียวล่ะค่ะ ทุกห้อง ทุกส่วน ทุกพื้นที่ในบ้านเต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นโรคนี้จะต้องเป็นคนสกปรกนะคะ เขาอาจจะเป็นคนที่สะอาดหรือมีระเบียบมากๆ แค่พอเก็บของไปเรื่อยๆ ของสะสมพวกนั้นก็จะสร้างความรกสกปรกให้บ้านของพวกเขาไปโดยปริยายค่ะ

                    บางคนอาจจะเลือกเก็บหรือสะสมสิ่งของตามความชอบ หรือบางทีอาจจะภูมิใจมากๆ กับการได้รับของสิ่งนั้นมาจนไม่กล้าทิ้ง แต่บางคนก็เลือกที่จะเก็บมันไว้เพียงเพราะว่า “เสียดาย” ค่ะ คนเหล่านี้จะรู้สึกว่าเมื่อซื้อมาแล้วก็ต้อง “รับผิดชอบ” มันค่ะ จะต้องใช้ จะต้องเก็บจนกว่าของจะหมดอายุหรือใช้งานไม่ได้อีกต่อไป ใครที่เริ่มมีอาการแบบนี้ ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยนะคะว่าทำไมปริมาณของในบ้านเรามันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุดอย่างนี้!


Photo credit: https://www.spokesman.com
 

Hoarding Disorder: อาการป่วยทางใจ ที่ส่งผลต่อคนรอบข้าง

 
          วันก่อนพี่ได้ไปสะดุดตากับบทความหนึ่งในเว็บไซต์ของ  Vice   ซึ่งเป็นบทความที่เล่าถึงประสบการณ์ของ Ceci Garrett หญิงสาววัย 43 ปีที่ต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยสิ่งของมากมาย ทั้งกล่องอาหารที่ทานแล้ว ของเล่น ของใช้ รวมไปถึงของที่ไม่ได้ใช้ด้วย และที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าแม่ของเธอเป็นโรค  Hoarding Disorder  จึงเลือกเก็บทุกอย่างที่เก็บได้ไว้เต็มทั่วทุกส่วนของบ้านเลยค่ะ 
 
            Ceci  เล่าว่าชีวิตวัยเด็กของเธอในบ้านหลังนี้เป็นไปอย่างยากลำบากมาก เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่ของเต็มไปหมด จะเดินไปไหนก็มีของกองเต็ม 2 ข้างทางจนแทบจะไม่มีที่ยืน เธอยังบอกอีกว่า “ในบางครั้งเธอมองเห็นของที่เธอต้องการใช้ แต่ก็ไม่สามารถฝ่าของที่กองอยู่เบื้องหน้าของเธอเข้าไปหยิบได้” (นี่มันยิ่งใกล้เหมือนยิ่งไกลชัดๆ T T)

                   และเหตุการณ์ในช่วงชีวิตวัยรุ่นของเธอก็ยิ่งตอกย้ำว่าสภาพแวดล้อมในบ้านของเธอมันสร้างความกดดันและบั่นทอนจิตใจเธอเอามากๆ ครั้งหนึ่งเธอมีอาการป่วยจนต้องหยุดเรียนอยู่บ้าน การที่เธอใช้เวลา 24 ชั่วโมงในบ้านที่เต็มไปด้วยสิ่งของทำให้เธอรู้สึกอึดอัด เธอพยายามหามุมที่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นและห้องใต้หลังคาคงเป็นพื้นที่เดียวในบ้านที่ยังว่างอยู่ แต่เธอก็ดันโชคร้ายได้รับบาดเจ็บระหว่างที่เธอปีนบันไดขึ้นไป แน่นอนว่าการที่จะย้ายตัวเธอออกจากบ้านมาทำแผลเป็นเรื่องยากมาก เจ้าหน้าที่พยาบาลต้องเคลื่อนย้ายเธอโดยเปลหามที่ถูกยกในแนวตั้งระดับ 90 องศา ฝ่ามรสุมของใช้ในบ้านออกมาสู่โลกภายนอก


ยิ่งมีอายุมาก ยิ่งมีโอกาสเป็น 

 
          
Dr. Jan Eppingstall นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเกี่ยวกับ Hoarding Disorder มานานหลายปีได้อธิบายไว้ว่า “โรคนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมาก และผู้คนบนโลกประมาณ 2 – 5% ก็กำลังเผชิญกับโรคทิ้งไม่ลงนี้อยู่ โรคนี้ถือเป็นโรคเรื้อรังอย่างหนึ่ง ผู้ที่เป็นแล้วก็มักจะมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ ซื้อเยอะขึ้น เก็บเยอะขึ้น และทิ้งยากขึ้น”   เช่นเดียวกับแม่ของ Ceci ที่ตกอยู่ในอาการนี้และกำลังส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัว 
 
            Ceci รู้ว่าสภาพแวดล้อมที่เธออยู่นั้นมันไม่ปกติเอาเสียเลย นับวันมันยิ่งหนักขึ้น และลำพังตัวเธอเองก็ไม่รู้จะจัดการกับปัญหานี้ยังไง เธอใช้เวลาหลายปีในการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับนิสัยชอบเก็บสะสมของที่แม่เธอเป็นอยู่ จนในปี 2013 มีการวินิจฉัยว่าโรค  Hoarding Disorder  เป็นอาการทางจิตใจอย่างหนึ่งที่รักษาได้ยาก 

            เธอได้มีโอกาสปรึกษากับ  Dr. Eppingstall  เพื่อหาทางออกให้กับปัญหาที่รบกวนจิตใจเธออยู่ตอนนี้ เธอไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน เริ่มอย่างไร เพราะลำพังเธอคงสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยชอบเก็บของของแม่เธอได้แน่ๆ แต่แล้วเธอก็ต้องพบว่าปัญหานี้จะหมดไปก็ต่อเมื่อผู้ที่เป็นโรคนี้ซึ่งก็คือแม่ของเธอเริ่มรู้สึกว่าไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข เริ่มต้องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่เต็มไปด้วยของสะสม หรือเริ่มเห็นความสำคัญของการทิ้งของที่ไม่ใช้หรือไม่จำเป็นนั่นเอง และถึงแม้เธอจะไม่สามารถเปลี่ยนแม่เธอได้ เธอก็เชื่อว่า “เธอสามารถเปลี่ยนการใช้ชีวิตของตัวเธอเองได้” 
 
            เพราะหลังจากที่เธอแต่งงานและแยกออกมาอยู่ข้างนอก เธอก็จัดระเบียบชีวิต คิดก่อนซื้อ อีกทั้งเธอยังเลือกที่จะทิ้งของที่ไม่จำเป็นหรือไม่ก็นำไปบริจาคจนหลายคนเรียกเธอว่า ‘Hardcore minimalist’ หรือคนที่ไม่ชอบเก็บของขั้นสุดนั่นเอง นอกจากนี้เธอยังแชร์ประสบการณ์ของเธอผ่านรายการโทรทัศน์ชื่อดังอย่าง “Hoarders” และ TedxTalk ในหัวข้อ “Hoarding as a Mental Health Issue” อีกด้วย ถ้าน้องๆ คนไหนสนใจก็ลองไปฟังกันได้เลยนะคะ
 

Clip


 
            หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวของ Ceci Garrett ไปแล้ว น้องๆ บางคนอาจจะเริ่มอยากเอาของที่บ้านไปทิ้งกันแล้ว55555 เพราะนอกจากโรคชอบสะสมสิ่งของจะทำให้บ้านสกปรกจนเสียสุขภาพกายแล้ว ยังอาจทำให้ใกล้ตัวเสียสุขภาพจิตตามไปติดๆ อีกด้วย แต่ถ้าใครยังตัดใจไม่ได้ ชิ้นนั้นต้องมี! ชิ้นนี้ต้องเก็บ! ก็ควรจะจัดระเบียบให้ดี อย่าทิ้งของจนกองเท่าภูเขานะคะ เพราะยังไงบ้านเป็นหนึ่งพื้นที่ที่เราใช้เวลาอยู่มากที่สุด ดังนั้นบ้านที่มีสภาพแวดล้อมดีก็จะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุขไปด้วยนะคะ
 
Source:
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pun

พี่ปุณ - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Hoarding Disorder #โรคชอบสะสมของ #โรคทิ้งไม่ลง

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?