/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

รู้ไว้ใช่ว่า! 8 เรื่องความต่างทางวัฒนธรรมที่ควรรู้ก่อนไปท่องเที่ยว&เรียนต่อ []

วิว
            สวัสดีค่ะชาว Dek-D ทุกคน หลังสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นแล้ว มีใครวางแผนเดินทางไปต่างประเทศกันบ้างเอ่ย? สำหรับน้องๆ คนไหนที่คิดถึงการท่องเที่ยว หรืออยากไปเรียนต่อต่างประเทศ การเรียนรู้เข้าใจในวัฒนธรรมที่หลากหลายถือเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย เพราะช่วยให้ปฏิบัติตัวตามวัฒนธรรมนั้นๆ ได้อย่างกลมกลืน เข้าทำนองสำนวนที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” นั่นเองค่ะ ^^
 
                วันนี้พี่ก็เลยรวบรวมเอาเรื่องราวความแตกต่างทางวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ที่น่าสนใจมาฝากกัน ของแบบนี้เตรียมตัวศึกษาไว้แต่เนิ่นๆ ก็ไม่เสียหาย หากมีโอกาสเดินทางไปเมื่อไหร่ จะได้ระวังไม่ทำผิด ส่วนจะมีเรื่องไหนที่เคยรู้มาแล้ว หรือไม่เคยยินมาก่อน? ถ้าพร้อมแล้วเราตามไปดูกันเลยค่ะ ;)
 
1.การให้ทิป (Tip)
 
              ถ้าพูดถึงเรื่องการให้ทิปพนักงานเสิร์ฟหรือคนขับแท็กซี่ หลายประเทศจะคุ้นเคยกันดีและมองว่าให้เพื่อเป็นน้ำใจตอบแทนการให้บริการ แต่ก็ไม่เสมอไปนะคะ สิ่งที่ต้องระวังคือสำหรับบางประเทศแล้ว การให้ทิปอาจทำให้ผู้รับรู้สึกเหมือนโดนดูถูกก็ได้ 
 
               ชาวตะวันตกส่วนมากจะมองว่าการให้ทิปถือเป็นเรื่องปกติและปฏิบัติกันโดยทั่วไป ยกเว้นตามร้าน fast food หรือร้านที่ลูกค้าต้องบริการตัวเอง (ถ้าประทับใจจนอยากให้ก็สามารถหย่อนเงินลง tip box) แต่ถ้าเป็นบางประเทศในยุโรปอย่างฝรั่งเศส ร้านอาหารจะรวมค่าบริการไว้ให้แล้วค่ะ ถ้าเกิดจะให้เพิ่มเพื่อแสดงความขอบคุณอีกก็ได้ ในขณะที่อเมริกา พนักงานจะค่อนข้างคาดหวังทิปเพราะเป็นแหล่งรายได้หลัก ดังนั้นถ้าเทียบกันแล้วอัตราการให้ทิปในอเมริกาจึงสูงกว่ายุโรปมากทีเดียว
 
              ส่วนคนจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ พนักงานจะไม่มีการเรียกเก็บทิป แถมยังมองว่าการให้ทิปคือเรื่องเสียมารยาทอย่างแรงด้วยค่ะ เพราะพวกเขามีแนวคิดว่าพนักงานต้องตั้งใจให้บริการอย่างเต็มที่ที่สุดอยู่แล้ว กรณีที่จะเก็บค่าบริการอื่นเพิ่มเติม ผู้ให้บริการจะแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าตั้งแต่แรกก่อนให้บริการด้วยค่ะ
 
              ข้ามมาที่กลุ่มประเทศโอเชียเนียกันบ้าง ส่วนใหญ่ที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์  พนักงานผู้ให้บริการจะไม่คาดหวังการให้ทิป เพราะไม่ได้มองว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องทำ แถมตามคาสิโนต่างๆ ยังมีการออกกฎไม่ให้พนักงานรับทิปด้วย โดยมองว่าเป็นการติดสินบน!
 
              ส่วนเมืองไทยเรา ตามโรงแรม สปา ร้านอาหารดังๆ ส่วนมากผู้ให้บริการมักคิดค่า service charge ในใบเสร็จอยู่แล้ว การให้ทิปจึงไม่ได้เป็นธรรมเนียมเคร่งครัดมากนัก แต่หากพึงพอใจกับบริการที่ได้รับ คนไทยก็เต็มใจให้ทิปเพื่อเป็นการหยิบยื่นน้ำใจและแสดงความขอบคุณนั่นเอง ^^
 
2.การนั่งโต๊ะร่วมกัน 
 
              เชื่อว่าตามร้านอาหารที่มีลูกค้าแวะเวียนกันมาไม่ขาดสาย การหาที่นั่งนั้นคงเป็นเรื่องยากทีเดียว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนญี่ปุ่น  เพราะการนั่งแชร์ร่วมโต๊ะอาหารกับคนที่ไม่ได้มาด้วยกันถือเป็นเรื่องปกติของที่นี่  แถมร้านอาหารยังถือคติว่า ควรเสิร์ฟอาหารอร่อยให้ลูกค้าได้รับประทานอย่างรวดเร็วที่สุด ในทางกลับกัน ชาวตะวันตกกลับมองว่า การนั่งร่วมโต๊ะกับคนไม่รู้จักกันเป็นเรื่องไม่ค่อยเหมาะ แถมยังรู้สึกว่าถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัวอีกด้วย  
 
              นับว่ามารยาทสังคมของแต่ละประเทศนั้นเป็นเรื่องละเอียดซับซ้อนแตกต่างกันไป ดังนั้น ก่อนออกเดินทางจึงควรศึกษาเรียนรู้กันเล็กน้อย แต่ช่วงนี้สถานการณ์โควิด-19 ยังไม่สู้ดีนัก ไม่ว่าจะไปที่ไหนๆ ก็คงต้องทานอาหารนอกบ้านแบบ new normal กันไปก่อน เพื่อความปลอดภัยของทุกคนนั่นเองค่ะ
 
3.การต่อราคา
 
              มาต่อกันที่เรื่องต่อราคาสินค้ากันค่ะ ผู้คนในประเทศแถบตะวันตกมักจับจ่ายซื้อสินค้าตามราคาป้าย และวิธีหนึ่งเดียวที่จะซื้อของในราคาถูกได้ก็คือ รอช่วงสินค้าลดราคา หรือนำคูปองส่วนลดมาใช้นั่นเอง  แต่ในบางประเทศ เช่น จีน ตุรกี อิหร่าน และอียิปต์ รวมถึงอีกหลายที่ทั่วโลก การต่อราคาถือเป็นเรื่องปกติ เพราะราคาสินค้ามักถูกตั้งเอาไว้สูงกว่าปกติ เผื่อลูกค้าขอลดราคาอยู่แล้ว 
 
              ส่วนในไทย การต่อราคาก็เป็นเรื่องที่สายชอปคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะตามแหล่งขายสินค้าราคาส่งอย่างประตูน้ำ สำเพ็ง หรือสวนจตุจักร ที่รวมเอาสินค้าหลากประเภทมาวางแผงขายให้ผู้บริโภคอย่างเราชอปปิ้งกันเพลินๆ ทั้งนี้ เราควรต่อราคาแค่พอประมาณ เพื่อที่คนขายและคนซื้อจะได้ไม่ลำบากใจทั้งสองฝ่ายค่ะ ^^
 
4.   การรับประทานอาหาร 
 
              การเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ทำให้เราต้องปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่างอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องมารยาทการรับประทานอาหารที่มีความสำคัญเช่นกัน น้องๆ ทราบไหมว่า ตามธรรมเนียมของคนจีน เมื่อมีแขกมาเยือนบ้าน เจ้าบ้านจะต้อนรับแขกเป็นอย่างดี แต่ระวังด้วยว่า การกินข้าวจนเกลี้ยงจานเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะจะกลายเป็นการดูถูกเจ้าบ้านว่า ทำอาหารเลี้ยงแขกไม่พอความต้องการ ดังนั้น เราควรเหลืออาหารในจานไว้พอประมาณ เพื่อสื่อว่า มาบ้านนี้แล้วกินข้าวจนอิ่มพุงกางเลยล่ะค่ะ
 
              ในทางตรงกันข้าม คนญี่ปุ่นและคนอินเดียกลับมองว่า การทานอาหารเหลือแสดงถึงการไม่ให้เกียรติเจ้าบ้านอย่างแรง เพราะเป็นการสื่อว่า อาหารนั้นไม่อร่อยเอาซะเลย  นอกจากนี้ คนอินเดียยังไม่นิยมทานอาหารด้วยมือซ้าย โดยถือว่าเป็นมือข้างที่ใช้ชำระล้างหลังปฏิบัติกิจในห้องน้ำนั่นเอง
 
5.การรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล
 
              ในทางมานุษยวิทยาระยะห่างระหว่างบุคคล (personal space) คือ พื้นที่ส่วนตัวระหว่างคนในสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนอาณาเขตส่วนตัวของมนุษย์นั่นเอง โดยระยะห่างนี้อาจกว้างขึ้นหรือแคบลงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ ฯลฯ อย่างที่แคนาดา ผู้คนจะค่อนข้างให้ความสำคัญกับการเว้นระยะระหว่างบุคคลสูงทีเดียว เวลามีการพบปะทางสังคม คนที่นี่จึงมักเลี่ยงสัมผัสตัวคู่สนทนา แถมยังเว้นระยะห่างราวๆ 3 ฟุตหรือ 1 เมตรอีกด้วย อย่างไรก็ดี เมื่ออยู่กับเพื่อน ครอบครัว หรือคนสนิท ระยะห่างดังกล่าวอาจลดลงตามระดับความสนิทได้ค่ะ  ส่วนในประเทศที่พูดภาษาฝรั่งเศส ผู้คนมักพูดคุยกันใกล้ชิดมากกว่า  อีกทั้งยังชอบแตะตัวคู่สนทนาด้วย แต่สำหรับคนจีน การรวมกลุ่มกันอย่างใกล้ชิดไม่ใช่เรื่องน่าอึดอัดแต่อย่างใด  อย่างที่รู้กันว่า เมืองจีนมีประชากรหนาแน่นหลักพันล้าน คนที่นั่นเลยไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องระยะห่างระหว่างบุคคลมากนัก แต่หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 แล้ว ตอนนี้ก็น่าจะเริ่มรักษาระยะห่างกันบ้างแล้วล่ะค่ะ
 
6.การเปลือยกาย
 
              ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก การเปลือยกายอาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทำให้ต้องเขินจนหน้าแดงเสมอไป อย่างเช่นที่ฮังการี การเปลี่ยนเสื้อผ้าในที่สาธารณะเลยถือเป็นเรื่องปกติของคนที่นั่น และด้วยความที่คนฮังการีชื่นชอบการเข้าสปาเป็นชีวิตจิตใจ  ร้านสปาหลายแห่งจึงขอให้ลูกค้าใช้บริการโดยไม่ต้องใส่ชุดคลุมปกปิดร่างกาย เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ร่างกายขับของเสียออกมาได้ดีขึ้น  ส่วนที่สิงคโปร์ การเปลือยกายกลับกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย นอกจากนั้น หากเดินเปลือยในบ้านตัวเองแล้วไม่ปิดประตูให้มิดชิดก็ถือว่ามีความผิดเช่นกัน เพราะถือว่าสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น แบบนี้เรียกว่า แปลกแต่จริง!
 
7.  การใช้อุปกรณ์การทานอาหารร่วมกัน
 
              อย่างที่พี่เกริ่นว่า วัฒนธรรมการทานอาหารนั้นเป็นเรื่องแสนซับซ้อนที่เราต้องเรียนรู้และเข้าใจ  ดังนั้น เรามักมีภาพชินตาที่เห็นกันบ่อยๆ ว่า การทานอาหารนอกบ้านของคนเอเชีย (โดยเฉพาะเกาหลี) จะมาในรูปแบบการเสิร์ฟอาหารในจานขนาดใหญ่ เพื่อแบ่งปันอาหารทานร่วมกัน เนื่องจากเค้าเชื่อว่าจะช่วยสร้างเสียงหัวเราะและความสนิทสนมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี คนจากฝั่งตะวันตกมักทานอาหารในจานของตัวเองเท่านั้น และไม่นิยมทานอาหารร่วมจานกับใคร แม้กระทั่งคนในครอบครัวก็ตาม
 
              สำหรับคนไทย ส่วนใหญ่เรานิยมล้อมวงทานอาหารร่วมกัน เพราะเชื่อว่ากินหลายคนอร่อยกว่ากินคนเดียว โดยจะมีกับข้าวหลากหลายอย่างวางอยู่กลางโต๊ะให้แต่ละคนตักกับข้าวใส่จานตนเองได้ตามต้องการ ทั้งนี้ คนไทยยังค่อนข้างเปิดรับวัฒนธรรมต่างชาติอย่างใจกว้าง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เรายินดีเรียนรู้วัฒนธรรมการทานอาหารจากหลายหลายชาติอยู่เสมอ
 
8. การพูดเสียงดัง
 
              สำหรับคนจีน การพูดเสียงดังถือเป็นเรื่องปกติ และเค้าก็ไม่ได้โกรธเคืองกันแต่อย่างใดค่ะ ยิ่งเวลาไปร้านอาหารคนจีนมักตะโกนส่งเสียงดัง เพื่อบอกให้พนักงานทราบว่า มีลูกค้ารอรับบริการอยู่นะ  อย่างไรก็ดี ผู้คนในประเทศแถบตะวันตกมักคอยให้พนักงานมาบริการที่โต๊ะมากกว่า เนื่องจากการตะโกนเรียกพนักงานอาจทำให้ถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุภาพได้
 
              เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับเรื่องราวที่นำมาฝากกันในวันนี้ จริงๆ ต้องบอกว่า แต่ละประเทศก็มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมต่างกันไป ใครที่วางแผนเตรียมตัวเรียนต่อ หรือพร้อมออกเดินทางไปเที่ยวเมืองนอกแล้ว ก็อย่าลืมศึกษาวัฒนธรรมของประเทศที่เราจะไปเผื่อไว้ล่วงหน้าก็มีประโยชน์ไม่น้อย คราวนี้เราจะได้ปฏิบัติตัวให้เหมาะกับธรรมเนียมปฏิบัติของประเทศนั้นๆ ได้ง่ายขึ้นไปอีกกก :)
 
Sources:
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kaikook

พี่ไก่กุ๊ก - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #cultural differences

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?