/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

เล่าชีวิตเด็ก รร.อินเตอร์ที่จีน: จากปีแรกแห่งความเสียเซลฟ์ ปลดล็อกจนสกิลภาษาพุ่ง มีเพื่อนเกือบทุกทวีป! []

วิว


 
               สวัสดีค่ะชาว Dek-D  ถ้าใครอยากเก่งภาษาที่ 2, 3, 4... ในแบบที่สามารถใช้สื่อสารได้  วิธียอดฮิตที่คนบอกต่อ ก็คือการพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษานั้น ไปเจอสถานการณ์ที่บีบบังคับว่าต้องพูดต้องใช้ให้ได้ ...แต่เรารู้ว่าหลายคนคงกลัวการต้องเผชิญช่วงปรับตัวที่ยังขาดความมั่นใจเรื่องภาษาใช่มั้ยคะ เดี๋ยววันนี้เราจะพาไปรู้จักกับคนๆ นึงที่บอกเลยว่า ตัวเองเก่งภาษาแบบ  "ท่องจำไปสอบ" แกรมมาร์เป๊ะมาก     แต่พอมาเรียน รร.อินเตอร์ที่จีนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ก็ทำเอาเธอเป็นคนนั่งเงียบในกลุ่มเพื่อน เป็นแบบนี้ร่วมปี แต่ท้ายที่สุดเธอกลับกลายเป็นคนที่เมกเฟรนด์เก่งสุดยอด แถมกลับมาคะแนน Speaking ก็พุ่งจนเจ้าตัวยังคาดไม่ถึง
               
            นอกจากเรื่องภาษา เราจะพาไปฟังชีวิต 2 ปีที่คุ้มมากกก จากการได้เจอเพื่อนกว่า 200 ชาติจากทั่วโลก การเรียนในคลาสที่ discuss กันดุเดือด การฟังและถกประเด็นสังคมในห้องประชุมที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติมารวมกัน!


Photo Credit: Landt Pitinan
 

รู้จักกันก่อน
 

              “สวัสดีค่ะ ชื่อ  ‘แลนด์’ ปิฏิณันต์ จันทนพ ตอนนี้อายุ 19 ปี เคยเรียนสายวิทย์-คณิตตอน ม.4 แล้วพอ  ม.5 ก็ได้ทุน UWC (United World Colleges) ไปเรียนที่ UWC Changshu China มณฑลเจียงซู  (Jiangsu) สาธารณรัฐประชาชนจีนค่ะ”


Photo Credit: http://www.uwcchina.org/en


UWC Changshu China
Photo Credit: http://www.uwcchina.org/en

 

ไม่เคยคิดเรื่องต่างประเทศ
จนมาเจอคำถามที่ทำให้ "คิด"

 

              “ตอนแรกไม่มีเรื่องเรียนต่อต่างประเทศในหัวเลยค่ะ  แต่พอเพื่อนขอทุนเยอะก็เริ่มคิดๆ  ตัดสินใจลองสมัครดูบ้าง  แล้วได้มาเจอคำถามสัมภาษณ์ของทุนนึงว่าคิดเห็นยังไงกับประเด็นนั้นประเด็นนี้ '  ซึ่งมันว้าวสำหรับแลนด์มากกก เพราะเพิ่งได้มานั่งคิดอะไรแบบนี้ครั้งแรกค่ะ คราวนี้เราก็จริงจัง ถึงไม่ได้ไปทุนนั้น ก็หาทุนอื่น เพราะคิดว่าถ้าไปต่างประเทศคงได้เจอระบบการเรียนที่ทำให้ได้คิดแบบนี้อีก   จนมาได้ทุน UWC ที่คอนเซ็ปต์น่าสนใจมาก เขาจะหาเด็กจากแต่ละประเทศ ไปเรียนด้วยกันในโรงเรียน UWC ที่มีกระจาย  20 กว่าแห่งทั่วโลก  โดยตอนสมัครเราก็เลือกได้หมดว่าอยากไปที่ไหน เช่น สิงคโปร์, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ" (ดูตัวอย่างประเทศที่เปิดในปีที่แล้วที่นี่)

              "่ตอนแรกเลยแลนด์อยากเลือกญี่ปุ่น  แต่พอดีปีนั้นไม่เปิด ก็เลยหันมามองจีนแทนเพราะใกล้บ้าน แล้วเห็นว่าภาษาญี่ปุ่นก็มีตัวคันจิที่เหมือนจีนด้วยค่ะ สำหรับ UWC ที่จีนจะตั้งกลางเกาะในทะเลสาบ  (เลยเด่นเรื่องอาหารทะเล) แต่เขาจะเคร่งเรื่องความปลอดภัย และมีเทคโนโลยีกับสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมมาก เวลาสแกนนิ้วเข้าออกโรงเรียนหรือโรงอาหาร จะใช้ระบบสแกนนิ้วเพื่อให้เก็บข้อมูลได้รัดกุม แล้วที่โรงเรียนก็จะมีตึกนึงเป็นตึกจีนทรงหรูๆ เข้าไปจะเจออุปกรณ์ตัดกระดาษด้วยเลเซอร์ มีปริ้นท์เตอร์ 3D และเทคโนโลยีล้ำๆ อีกเยอะมากก แถมหลงทางง่ายมากด้วย 555 (เด็ก Design Tech. จะเรียนกันที่ตึกนี้) ปกติที่นี่จะไว้ที่รองรับแขกในโอกาสพิเศษด้วยค่ะ”


Photo Credit: Landt Pitinan


พื้นที่ในโรงเรียนและรอบๆ ในเมืองฉางซู
Photo Credit: 
Landt Pitinan

 

ปีแรกคือปีแห่งการเสียเซลฟ์
นั่งเงียบกริบในวงเพื่อน

 

              “อย่างที่เกริ่นว่าทุนนี้จะหานักเรียนหลายชาติมาเรียนรวมกัน พอไปถึงแลนด์เลยได้เจอเพื่อนคนจีน 50% ที่พูดภาษาอังกฤษทุกคน (เพราะระบบคัดคนประเทศของเขาเข้าเรียนที่นี่จะตัดกันที่ภาษาด้วย) และอีกครึ่งนึงคือนานาชาติ”
 
              “ตอนแรกไปถึง แลนด์ไม่มีพื้นฐานการพูดภาษาจีนเลย แต่ก็ไม่ได้ปรับตัวยากขนาดนั้น แล้วที่โรงเรียนก็มีบังคับให้ลงภาษาจีน โดยให้เราประเมินพลังแล้วเลือกลงตัวที่สนใจได้เลย  แบ่งออกเป็น Chinese A (สำหรับเจ้าของภาษา เรียนวรรณกรรม), Chinese B (เรียนสนทนา) ส่วนแลนด์ลง Chinese AB ซึ่งตัวนี้เกือบง่ายที่สุดแล้วของสายภาษาจีน เนื้อหาจะเหมือนที่เคยเรียนสมัยประถมปลายถึง ม.ต้น ซึ่งที่ไทยก็เรียนเข้มข้นมากกก พอมาเจอที่นี่เลยเป็นวิชาเดียวที่ได้คะแนนเต็มทุกเทอม 555”
 
              แต่ทีนี้ปัญหาคือภาษาอังกฤษ  เพราะที่  UWC สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่แลนด์เป็นสายที่เรียนเน้นสอบมาตลอด ก็คือ แกรมมาร์เป๊ะ แต่พอพูดปุ๊บ pronunciation เพี้ยน เพื่อนก็บอกเรามี strong accent (ประมาณว่าสำเนียงกระด้าง ฟังไม่ธรรมชาติ) แล้วเวลาเพื่อนคุยกันเขาพูดรัวมาก พอเราจะพูดก็ไม่กล้า ไม่มั่นใจ พอพูดนิดนึงคนฟังก็ไม่เข้าอีก บอกเลยยยปีแรกคือปีแห่งความเสียเซลฟ์


Photo Credit: Landt Pitinan
 
              “ปกติเวลาอยู่ในวงสนทนาเราจะนั่งเงียบไม่กล้าพูด แต่ถ้าถามว่าผ่านมาได่้ยังไง ขอยกเครดิตให้ครูกับเพื่อนเลยค่ะ เพราะมีวันนึงที่เราเอาแต่นั่งเงียบฟังเขาคุยกัน แล้ว  อยู่ดีๆ เพื่อนๆ ก็หันมาชวนเราคุย เราเลยบอกตรงๆ ว่าภาษาอังกฤษเราไม่แข็งนะ ไม่ต้องใส่ใจ เราไม่อยากให้วงกร่อย แต่เพื่อนๆ กลับบอกว่า เฮ้ย ไม่เป็นไร เราจะพูดกันให้ช้าลงเพื่อให้ you ตามทัน
 
              “แล้วมีอีกช็อตตอนพรีเซนต์เดี่ยวภาษาอังกฤษ ครูเห็นว่าเราลำบากแน่ๆ เขาเลยนัดมาเจอหลังเลิกเรียน แล้วช่วยแก้คำที่ pronunciation ผิด ตอนนั้นรู้สึกกดดันจนร้องไห้ออกมาเลย แต่ครูเข้ามากอดให้กำลังใจ จากนั้นมาแลนด์ก็พยายามพัฒนาตัวเองตลอด จนเป็นปัญหาน้อยลงมากๆ พอกลับมาแล้วไปสอบ IELTS กับ SAT สกิล reading กับ speaking พุ่งมากกก ใจฟูเลยค่ะ TT”


Photo Credit: Landt Pitinan

              “แลนด์ก็เลยอยากฝากคนที่กำลังฝึกภาษาว่า ถ้าใครฝึกกำลังฝึกพูดแล้วโดนคนรอบข้างมาแซะว่า สะกดผิด แกรมมาร์ผิด ทำไมยังกล้าพูดอีก?  ไม่ต้องไปสนใจ  เพราะวิธีที่ทำให้ภาษาไปได้เร็วก็คือการกล้าพูดกล้าใช้ กล้าแสดงออกอย่างที่คุณกำลังทำอยู่นั่นแหละ แล้วคนที่จะได้ก็คุณเอง ถ้าผิดแล้วแก้ไขก็ยิ่งทำให้เราจำได้ มันดีกว่าการรับจนแม่นมากแต่ไม่มีโอกาสได้ใช้เลย ภาษาจีนก็เหมือนกัน แลนด์เรียนที่นี่เขาจะให้เราเขียนกับพูด แรกๆ จะยังผิด และพูดได้แบบเป็นคำๆ ครูก็ช่วยแก้เรื่อยๆ จนเราจำได้เองอัตโนมัติ และกลายเป็นความเคยชิน ความผิดพลาดก็จะลดลง”

 

หลักสูตรสุดท้าทาย
ฝึก Critical Thinking ขั้นสุด

 

              ระบบ IB จะต้องเลือก 6 วิชาจาก 6 สาขา แต่ละวิชาจะต่างสไตล์ เน้น discuss ข้อสอบเป็นข้อเขียนล้วนๆ แบบปลายเปิด เราต้องเขียนเรียงความหลายๆ หน้าในเวลา 2 ชั่วโมง และจุดเด่นของ IB คือจะมี College Counsellors  ครูแนะแนวจะให้เราเขียนแผนกการเรียนมา 10 ตัวเลือก  ค่อยๆ สโคปว่าเราอยากเข้ามหาวิทยาลัยไหน ให้คำปรึกษาตัวต่อตัวแทบทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เช็กแนวว่าเราสนใจอะไร หรือถ้าใครมีไอเดียแล้วเขาจะช่วยผลักดันเต็มที่ค่ะ *แต่ต้องบอกว่าการเรียน IB แล้วไปต่อมหา’ลัยไทยอาจจะลำบากนิดนึง เพราะเขามักจะขอผลสอบและเอกสารที่เราไม่มี หรืออาจมีแต่ต้องเดินเรื่องซับซ้อนขึ้น”


Photo Credit: Landt Pitinan


Photo Credit: Landt Pitinan
 
              “อย่างเช่นวิชา History คลาสนี้เป็นคลาสเล็กๆ 9 คน เน้นเรียนเหตุการณ์สำคัญๆ เช่น สมัยญี่ปุ่นบุกจีน, สงครามเย็น, สงครามเวียดนาม, World War I-II, ประวัติศาสตร์จีนยุคก่อนปฏิวัติ ฯลฯ"

              "มีคาบนึงสนุกมาก อาจารย์ให้แต่ละคนเล่น role play สวมบทบาทเป็นตัวแทนของประเทศต่างๆ คนละ 1 ประเทศ แล้วครูเป็นประธาน จำลองการประชุม UN  หัวข้อประมาณว่า  World War II ญี่ปุ่นสมควรปกครองแมนจูเรียของจีนมั้ย? คนที่สวมบทบาทเป็นญี่ปุ่นก็จะพูดเยอะหน่อย  (ตอนจับฉลากได้เขาหน้าเสียไปเล้ยย) แต่ละคนจะต้องพูด fact ข้อดี ข้อเสีย ส่วนหนูจับได้อิตาลีค่ะ ความยากคือหนูจะทำยังไงให้เพื่อนรู้ว่าเราอึดอัดกับการประชุมนี้นะ เพื่อให้เหมือนเหตุการณ์จริงที่อิตาลีออกจาก UN ทันทีหลังจบการประชุม"
 
              “วิชา Visual Art คือเปิดโลกมากมากก จากที่เคยเรียนรู้จักสีน้ำสีชอล์ก พอมาที่นี่คือเจอทั้งงานสายแฟชัน ประติมากรรม สีชาร์โคล ฯลฯ เริ่มมาถึงครูจะให้อิสระว่าเราอยากทำผลงานอะไร แล้วพอเราติดตรงไหนเขาก็จะมาสอนเพิ่มแบบรายคน (เลยทึ่งตรงที่ครูต้องทำได้ทุกอย่าง 5555) แรกๆ แลนด์ก็คิดนอกกรอบไม่เป็น แต่พอเห็นเพื่อนๆ ก็เริ่มจินตนาการออก อยากทำอะไรแหวกๆ จบที่ทำเลเซอร์คัตติงกับทาสีปูนปลาสเตอร์ แล้วทุกสิ้นปีก็จะมีนิทรรศการศิลปะ เราจะมีเวลาทั้งปีเพื่อสร้างสรรค์งานให้พอไปจัดบูธของตัวเอง”


คลาส Visual Arts
Photo Credit: Landt Pitinan


คลาส Visual Arts
Photo Credit: Landt Pitinan
 
              “ส่วนวิชา Math Studies ก็ไม่ได้เน้นท่องจำ แต่เขาจะให้ไปอ่านเองแล้วมา discuss ในห้อง เน้นพูดเน้นวิเคราะห์ เริ่มคลาสมาเขาจะถามว่าใครมีคำถามมั้ย? แล้วก็ขึ้นโจทย์มาให้เด็กช่วยกันเสนอวิธีคิด”
 
              “แล้วจะมีวิชาล้ำๆ แทรกมาวิชานึง ชื่อ ‘Theory of knowledge’ เขาจะสอนธรรมชาติของวิชาต่างๆ เช่น วิชาวิทย์ฯ เราจะอ้างอิงจากความเชื่อของนักวิทย์ฯ ได้แค่ไหน? หรืออย่างวิชาประวัติศาสตร์เงี้ย  เราจะอ้างอิงความจำของผู้เล่าได้แค่ไหน? ฯลฯ รู้สึกน่าสนใจดีเพราะเราไม่เคยได้มานั่งคิดมุมนี้เลย"

 

คนหลากหลายมารวมกัน

กิจกรรมก็จะสนุกๆ แบบนี้แหละ
 

รับน้องแบบน่ารัก
อบอุ่นตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ
 
              “เนื้อหาเรียน IB เข้มข้นมากก็จริง แต่ชีวิตตอนเรียนคือมีสีสันมากค่ะ เพราะ UWC จะเน้นกิจกรรม  แล้วมัน เป็นโอกาสให้รู้จักเพื่อนต่างชาติคนใหม่ๆ  ยกตัวอย่างเช่นกิจกรรมรับน้องวันแรกที่ทั้งประทับใจและตกใจมาก  พอรถเราถึงหน้าโรงเรียนก็มีรุ่นพี่วิ่งกรูกันมาเอามือทุบรถบัส ทุกคนในรถคือเลิ่กลั่กว่าเอาไงดี ลงดีมั้ยๆ? พอมีผู้กล้าลงไปคนนึง ปรากฎว่าเขาพากันเข้ามากอดแล้วบอก ยินดีต้อนรับ!! UWC UWC UWC ถือธงหลายๆ ชาติวิ่งผ่านรสบัส ตอนนั้นขนลุก รู้สึกเหมือนเป็นการเฉลิมฉลองความหลากหลายของผู้คนที่นี่ แค่เริ่มต้นมาก็อบอุ่นแล้ว ^^”


UWC Day
Photo Credit: Landt Pitinan


UWC Day
Photo Credit: Landt Pitinan



 
Global Issue Forum
งาน discuss ประเด็นสังคม
 
              “ส่วนกิจกรรมที่สนุกแต่ซีเรียสคือ Global Issue Forum (GIF) โรงเรียนจะจัดหลังเลิกเรียนวันจันทร์ทุก 2 สัปดาห์ ทุกคนจะต้องรวมตัวที่หอประชุม มีการพรีเซนต์ประเด็นสังคมทั้งเก่าใหม่ที่เกิดขึ้นในโลก เช่น การค้ามนุษย์ การเหยียดสีผิว การลี้ภัย ฯลฯ แล้วให้นักเรียนมาชมการพรีเซนต์ + อภิปรายกันประมาณ 30 นาทีแบบร้อนแรงมากกกก กิจกรรมนี้คือช่วยเปิดโลกอย่างแท้ทรูเลยค่ะ เราได้เห็นมุมมองคนที่มาจากหลายพื้นที่ ทั้งคนที่ไม่เคยเจอปัญหานั้น กับคนที่เจอมากับตัว”
 
             “แล้วบางวีคอย่างเช่นวีคที่ถกเรื่องเหยียดสีผิว  คนแอฟริกันก็ออกมาเล่าประสบการณ์ที่เขาถูกเหยียด แต่ก็จะมีฝั่งคนผิวขาวออกมาว่า เฮ้ย สังคมที่เขาอยู่ไม่ได้เหยียดขนาดนั้นนะ คนผิวสีอีกคนก็ยกมือบอกว่า ฉันโดนแบบนี้ๆๆ #$@#$@$ ถกกันแบบเดือดปุด แต่ทุกคนรู้ดีว่านี่คือการ discuss เขาจะไม่มีการโกรธเกลียดกันจากสิ่งที่พูดกันในห้องนี้ค่ะ
 
Cultural Week
งานโชว์ของดีแต่ละประเทศ
 
              “งานนี้คนในทวีปเดียวกันจะมารวมตัวกันจัดกิจกรรม 1 สัปดาห์ แล้วพรีเซนต์เอกลักษณ์ในทวีปของตัวเอง เช่น Europe Week, Sout East Culture Week, African, Middle East ฯลฯ โรงเรียนจะให้แค่เวลา 1 สัปดาห์ + งบจำนวนนึง แล้วเราต้องวางแผนพรีเซนต์ให้ดี”
 
              “ตอนปีของแลนด์คือทวีปเรามีไม่กี่คน เลยไปรวมตัวกับเอเชียตะวันออกค่ะ จัดเป็นเวิร์กช็อป มานั่งถกกันถึงปัญหาค่านิยมผิวสีขาวในเอเชียอาคเนย์ เหมือนเป็นงาน GIF ที่เล่าเมื่อกี้แต่เป็นแบบย่อมๆ บรรยากาศเคร่งเครียดน้อยกว่าแล้วมีเพื่อนทวีปอื่นๆ มาร่วม join ด้วย //  นอกจากนี้ยังจัดเวิร์กช็อปฝึกการนั่งสมาธิแบบพระพุทธศาสนา การนวดแผนไทย ทำให้คนรู้จักประเทศเรามากขึ้น”




กิจกรรม Color Run
Photo Credit: Landt Pitinan
 

เม้าท์ความน่ารักของเพื่อนๆ

เมื่อได้รู้จักมาเกือบทุกทวีป
 

              “ตอนอยู่ที่นู่นแลนด์เข้ากับเพื่อนได้ทุกทวีปเลย” เล่าเรื่องเพื่อนแต่ละทวีปให้ฟังหน่อยสิ เราได้เห็นเขาในมุมไหนบ้าง?  “อย่างเช่นเพื่อนสนิทที่เป็นคนยูเครน คนเอเชียอาจจะคิดว่าคนยุโรปกับรัสเซียต้องเข้าถึงยากแน่ๆ เลย แต่จริงๆ เขาค่อนข้างอ่อนไหวและเข้าถึงง่ายค่ะ”


Photo Credit: Landt Pitinan
 
              “กลุ่มคนแถบลาตินอเมริกา ก็จะเฮฮา ชอบรวมกลุ่มปาร์ตี้แบบมากมากก ตอนที่เขารู้ว่าโรงเรียนจะจัดปาร์ตี้เดือนละ 2 ครั้ง เขาก็บ่นกัน 55555 (จริงๆ นั่นไม่ได้น้อยเลยนะ!!) สรุปคือก็ไปจัดเพิ่มกันเอง แถมโรงเรียนก็อนุญาตให้ใช้ที่ด้วย ใจๆ มาก”
 
              “ฝั่งเอเชียตะวันออกกลาง พวกทาจิกิสถาน ปากีสถาน อิรัก อิหร่าน ฯลฯ แลนด์ได้ฟังเพื่อนเล่าให้ฟังแล้วรู้สึกนับถือใจเขามาก เขาสู้ชีวิตมากๆ และสู้มาตั้งแต่ก่อนเริ่มขึ้นเครื่องมาที่นี้แล้ว เพราะด้วยความที่จากประเทศตัวเองมาไกลมาก ไฟลต์หายาก ตั๋วแพง ฯลฯ แถมต้องกังวลข่าวสงครามในประเทศตัวเอง (เพื่อนๆ กลุ่มนี้น่ารักเป็นกันเอง และค่อนข้างเซนซิทิฟ)” 


มีทำอาหารกับเพื่อนๆ ในวันว่างๆ
Photo Credit: Landt Pitinan



Photo Credit: Landt Pitinan
 
              แล้วถ้าเป็นเพื่อนคนจีนล่ะ?  สิ่งที่ตกใจคือเขาเรียนหนักและจริงจังมากถึงมากที่สุด และเป็นเกือบทุกคนเลย เหมือนว่าทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์ เวลาสอบก็ทุ่มสุดตัว หายคะแนนเดียวก็ใจเสียแล้ว ซึ่งพออยู่กับเขานานๆ ก็พบว่า เขาจริงจังจริงๆ แหละ แต่เป็นเพราะบางคนถูกตีกรอบจากผู้ใหญ่จนเข้าไปอยู่ในจิตสำนึกว่าต้องเก่ง  (เขาไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแบบนี้) แต่พวกเขานิสัยน่ารักมากๆ เข้าถึงง่าย ให้เกียรติคนอื่น”
 
              “แล้วสิ่งที่แลนด์อยากบอกต่อคือ เขาก็มีกรอบมีระบบ  เป็นคนเปิดรับความคิดเห็น พยายามเข้าใจคนต่างชาติว่าทำไมเราถึงคิดแบบนี้พูดแบบนั้นแบบนี้  และเข้าใจถึงวีรกรรมของคนกลุ่มที่ทำให้คนต่างชาติเหมารวมพวกเขาในทางที่ไม่ดีเหมือนกัน เขาเองก็เจ็บปวดกับสิ่งนี้ คนจีนรุ่นใหม่พยายามอย่างมากที่จุดแก้ไขภาพลักษณ์พวกนั้น ตลอดเวลาที่เราอยู่จีน  ไม่เคยเจอปัญหาเรื่องความสกปรกจากคนจีนที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่เลย อยากให้คนไทยเปิดใจกับเรื่องนี้มากขึ้น”
 

Photo Credit: Landt Pitinan


Photo Credit: Landt Pitinan

 

รู้สึกตัวเองเปลี่ยนไปมาก

จนลืมว่าเมื่อก่อนเป็นคนยังไง
 

              เท่าที่คุยกันมา กลางๆ เรื่องต่างจากตอนแรกมากเลยนะ จากคนที่ไม่กล้าเข้าหาคนอื่น เป็นคนนั่งเงียบในวงเพื่อน แต่สุดท้ายได้เมกเฟรนด์กับเพื่อนทุกประเทศแบบเนี้ย “เมื่อก่อนถ้าไม่สนิทกับใครจะไม่คุยเลย ตอนนี้ทั้งกล้าคุยและกล้าแสดงความรู้สึกของตัวเองออกด้วย เพราะรู้แล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่แค่เป็นการสื่อสารวิธีนึง และอีกสิ่งที่รู้สึกได้คือกล้าคิดนอกกรอบขึ้น กล้าแบกรับความกดดัน และเปลี่ยน mindset ใหม่หลังจากที่เจอความหลากหลายของคน 200 กว่าชาติ เราเลิกเหมารวมหรือตัดสินคนอื่นเพียงเพราะฟังเขาพูดต่อๆ กันมา”
 
              “ดังนั้นถ้าใครอยากลองขอทุน UWC  ก็ขอให้มาด้วยความตื่นเต้น กล้าเปิดใจ เราไม่ใช่บอกลา comfort zone แต่มันคืการขยาย comfort zone ให้ใหญ่ขึ้น เราจะได้เจอคนเก่ง คนดี คนน่าชื่นชมอีกเยอะมาก โลกใบนี้กว้าง แต่ไม่ได้กว้างจนเราเอื้อมไม่ถึง”


Photo Credit: Landt Pitinan


Photo Credit: Landt Pitinan


Photo Credit: Landt Pitinan
 
               และนี่ก็คือหนึ่งในเรื่องราวของนักเรียนไทยที่เหมือนเจอชีวิตใหม่หลังไปเรียนต่อเมืองนอก ซึ่งล้วนแต่เป็นทัศนคติและความสามารถที่เหมาะกับการทำงานในอนาคตมากๆ ค่ะ  ต้องชื่นชมที่เธอฮึดสู้กับความกดดันครั้งนั้นมา  จนเจอชีวิตใหม่ที่แฮปปี้ขึ้นอีกหลายเท่า ดังนั้นถ้าคนที่อ่านบทความนี้กำลังเจอสถานการณ์กดดัน พี่หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นกำลังใจให้ทุกคนได้นะคะ 

              แนะนำว่าถ้าใครอยากอ่านรีวิวประสบการณ์แบบเจาะลึก เข้าไปที่   Landt Pitinan  สารบัญมาแบบแน่นๆ และหากต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับโครงการหรือ UWC ที่จีน สามารถ inbox หาน้องแลนด์ได้เลยนะคะ   ^^  (ลิงก์อ่านรายละเอียดโครงการ UWC เพิ่มเติม)


 


(ชวนอ่านต่อ) 

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #แลนด์ #UWC #จีน #UnitedWorldColleges #เจียงซู #UWCChangshuChina #อินเตอร์

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?