/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

คุยกับเด็ก MBA Harvard ม.Top3 ของโลก! รีวิววิชาเรียนสุดเจ๋ง-ดิสคัสจัดเต็ม 500 เคส (แต่ปาร์ตี้ทุกวีค) []

วิว


 
           สวัสดีค่ะชาว Dek-D ใครที่ตั้งเป้าว่าอยากเรียนที่มหาวิทยาลัยระดับ Top3 ของโลก แล้วสงสัยว่าเขาเรียนกันยังไงบ้าง? ต่างจากที่ไทยมั้ย? จะมีแต่โหมดเคร่งเครียดรึเปล่า? วันนี้เราจะพาไปคุยกับ ‘พี่นิ’ ที่เรียนจบจาก MBA ที่ Harvard Business School (และเพิ่งได้งานด้าน Strategy ที่ Google สดๆ ร้อนๆ!) บอกเลยว่าดีงามมากในทุกพาร์ต สอดรับกับมิชชันที่ว่า “We educate leaders who make a difference in the world.” เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวิธีเรียน การตัดเกรด เนื้อหาแต่ละวิชา ความใส่ใจของอาจารย์ สังคมเพื่อน เครือข่าย ฯลฯ โดยเธอเล่าว่านี่คือ  2 ปีที่ได้อะไรเยอะมากจากสิ่งที่เรียน และสนุกกับชีวิตครบรสจริงๆ   


Photo Credit: hbs.edu
 


 

กว่าจะได้เรียนที่ฮาร์วาร์ด
 

           “เริ่มจากตอน ป.ตรีพี่เรียนบริหารอินเตอร์ของจุฬาฯ (International Program Chulalongkorn Business School: BBA) แล้วคิดว่าเรียนต่อด้านนี้น่าจะคุ้มสุดค่ะ เพราะพี่อยากเรียนเน้นให้รู้กว้างๆ ให้จบแล้วไปต่อยอดได้ในงานหลายสาย ทีนี้ก็เห็นรุ่นพี่หลายคนเข้ามอดังๆ ได้ และคิดว่าไปทั้งทีเสียทั้งเงินและเวลา ต้องเอาให้คุ้ม เลยตัดสินใจสมัครไป 5 ที่ ทั้ง MIT, Stanford, Kellogg, Berkeley Hass, Harvard แล้วก็มาได้ที่ฮาร์วาร์ด”


Photo Credit: NichaWong / FB

          “ปกติที่นี่จะเปิดรับสมัครรอบ ก.ย., ม.ค. และ เม.ย. ใช้เกรด ป.ตรี + คะแนน GMAT (ไม่ได้กำหนดขั้นต่ำ แต่ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะจะตัดเป็นลำดับ) + คะแนน TOEFL/IELTS (TOELF ขั้นต่ำ 109) + Recommendation Letter จากหัวหน้างาน และเรียงความ *แนะนำว่าควรมีประสบการณ์ทำงานขั้นต่ำ 2 ปี เพราะที่นี่เขาเน้นให้คนในคลาสแชร์ประสบการณ์กัน ส่วนตัวพี่เองก็เคยทำงานด้าน Management Consulting  ที่ Bain & Company หลังจากจบจุฬาฯ ทำไป 3 ปีก่อนมาเรียนค่ะ”
          
          “จริงๆ ทุนไปเรียน MBA มีหลายที่เลยนะคะ  ส่วนใหญ่เพื่อนที่มาเรียนด้วยกันก็มีทุนบริษัท (ปตท. เยอะสุด) ทุนมหา’ลัยที่เรียกว่า Financial Aid เหมือนเป็นส่วนลดค่าเทอม และมีระบบเงินกู้ Student Loan ที่เห็นเพิ่มเติมก็มีทุน Fulbright ด้วย (มีเพื่อนที่ได้ทุนนี้แต่ไป ม.อื่น)"
 
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Student Loan
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับทุน Fulbright 
(ใครที่กำลังจะเผชิญการสอบ GMAT พี่นิมีทำคลิปเทคนิคการเตรียมตัวไว้ด้วยค่ะ)
 


 

เรียนแบบ Case Method

เปิดตัวด้วยปึกกระดาษ 500 เคส!!


           “พี่จะเรียนเป็นหลักสูตร 2 ปี  นักเรียน MBA รุ่นนึงมี 930 คน แบ่งเป็น 10 เซคชัน = เซคชันละ 93 คน แล้วเราก็จะได้เรียนกับ 93 คนนี้ไปตลอดทั้งปีเลยค่ะ ซึ่งฮาร์วาร์ดเขาแบ่งให้คลาสนึงหลากหลายทั้งเรื่องวัฒนธรรมและอาชีพการงาน (อย่างรุ่นที่พี่เรียนมีคนไทย 9 คน ก็อยู่กระจายกันหมดเลย) ส่วนที่นั่งจะเป็นแบบขั้นบันได ที่นั่งก็ล็อกไว้ให้เราแล้ว เราจะได้นั่งที่เดิมทุกวัน เพราะเด็กปี 1 จะเรียนตัวพื้นฐานเหมือนกันหมดค่ะ นึกถึงตอน ม.ปลายเลย 5555 แต่ไม่กังวลไป ที่นี่มีกิจกรรมให้เราได้เจอเพื่อนใหม่เยอะมากค่ะ"


ห้องเรียนแต่ละห้องจะมีการแขวนธงประเทศของนักเรียนใน Section นั้นๆ
Photo Credit: NichaWong / FB


Photo Credit: Harvard Business School

           “จุดเด่นของ MBA ที่นี่คือเรียนด้วยกรณีศึกษา   (Case Method)  เกือบจะล้วนๆ  ก่อนเปิดเทอมทุกคนจะได้เคสปึกใหญ่ๆ มาก่อนเลย โดยก่อนเรียนคาบละ  1 เคส เป็นเรื่องปัญหาในองค์กรที่ผู้บริหารเจอ เช่น วิชา Financial ก็อาจเจอเคสว่า ผู้บริหารบริษัท A กำลังสนใจจะซื้อบริษัท B แต่ดันมีปัญหา 1 2 3 ขึ้น แล้วผู้บริหาร A จะตัดสินใจยังไง? แล้วพรุ่งนี้จะมีคำถามมาให้ discuss กันในห้อง”

           “แล้วคลาสจะเริ่มด้วยอาจารย์ยิงคำถาม ให้นักเรียนยกมือแสดงความคิดเห็น ใช้เวลาถกกัน 1 ชั่วโมง 20 นาที   เช่น  ใครคิดว่าบริษัท A ควรซื้อ แล้วใครคิดว่าบริษัท B ไม่ควรซื้อ  แล้วอาจารย์จะปิดคลาสด้วยการเล่าข้อสรุปของเหตุการณ์นั้นให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น เทอมแรกๆ นี่นักศึกษาบ้าบิ่นกันมาก ยกมือพรึ่บพรั่บ” 
 

ปึกใหญ่ขนาดนี้!!

Photo Credit: Harvard Business School
 

Photo Credit: Harvard Business School
 
           “พี่ว่ามันเรียนรู้เยอะมากๆ เลยนะ จากที่พี่มั่นใจว่ามันก็ต้องคำตอบนี้อยู่แล้วสิ   แต่พอไปถึงกลับเจอคนคิดต่างจากเราเยอะมากๆ ทำให้รู้สึกว่า  ‘เฮ้ย มันคิดมุมนี้ก็ได้อะ’ เปิดโลกมาก สุดท้ายแล้วอาจารย์ไม่เคยบอกว่าการตัดสินใจแบบไหนถูกหรือผิด 100% แต่สำคัญตรงที่ต้องคิดให้ครบทุกด้าน นี่เลยเป็นเหตุผลที่เขาคัดแล้วคัดอีก คัดคนเจ๋งๆ แตกต่างและหลากหลายเพื่อให้มาเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกัน ในห้องคือถ้าใครเชี่ยวชาญด้านไหน เขาก็จะพูดเรื่องนั้นเยอะ ทำให้เราเหมือนได้เรียนจากเพื่อนในคลาสที่มีประสบการณ์ด้านนั้นโดยตรง  พอเรียนจบ 2 ปี ทุกคนจะได้ถกไปราวๆ 500 กว่าเคส = เราได้ตัดสินใจไปแล้ว 500 กว่าครั้ง ฮาร์วาร์ดเชื่อว่าถ้าวิธีนี้จะช่วยให้นักศึกษาตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่อเจอสถานการณ์จริงที่ต้องเจอในอนาคต

           “แล้วที่น่ารักอย่างนึงคือ แต่ละเซคชันจะมี ‘Section Leadership’ เหมือนหัวหน้าห้องแหละ คอยเซตข้อตกลงกัน เช่น ถ้าดีเบตกันตอนเรียน อย่าลืมไปคุยกันทำความเข้าใจกันเลิกเรียนด้วยนะ หรือมีตกลงกันว่าใน 1 คลาสจะยกมือได้คนละ 1 ครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้พูดอย่างทั่วถึงมากที่สุด เพราะคลาสนึง 90 กว่าคนก็ไม่ใช่น้อยๆ” 


Photo Credit: NichaWong / FB
 

**เจาะวิชาเรียนสุดเจ๋ง

ปั้นผู้บริหารที่เก่งครบเครื่อง
 

           หลังจากที่ฟังระบบการเรียนและตัดเกรดแล้ว พาร์ตนี้พี่นิก็มารีวิวให้ฟังแบบเห็นภาพเลยค่ะว่าน่าเรียนแค่ไหน? “ปีแรกทุกคนจะเรียนเหมือนกันหมด เทอม 1 เป็นแนวพื้นฐาน พี่ก็ได้เรียนวิชา   Leadership, Technology and operation management, Marketing , Finance 1 และ Financial report and control ส่วนเทอม 2 มีวิชา Strategy, Finance 2, The entrepreneurial manager กับอีก 2 วิชาที่พี่ชอบมากๆ"

           วิชาแรกคือ Leadership and corporate accountability มีคำพูดของอาจารย์ที่พี่ชอบมากค่ะ เขาบอกว่า ‘ถ้า you เป็น CEO ที่ดี พวกคำถามที่ต้องตอบว่า ‘Yes/No’ มันไม่มาถึงห้อง you หรอก เขาตัดสินใจกันตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่สิ่งที่จะ you จะเจอและต้องตัดสินใจ ก็คือเคสสถานการณ์ที่คำตอบอยู่กึ่งกลาง ไม่ขาวไม่ดำ (grey area) ซึ่งเราจะเตรียมให้ you พร้อมกับตรงนั้น’” 
 
           “ขยายความว่า grey area ที่ว่านี้จะมีอาจมีเรื่องหลักจริยธรรม (Ethic) เข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องตัดสินใจเป็นเคสๆ แล้วเขาหยิบพวกเคสที่เป็นประเด็นอ่อนไหว อย่าง LGBT, Transgender, ชายหญิง เหยียดชาติ เหยียดผิว ศาสนา ฯลฯ มาศึกษาหมด เพราะเราต้องเจอในโลกความจริงแน่ๆ แล้วนักเรียนก็จะชอบ discuss กันด้วย เช่น จะทำยังไงให้ธุรกิจเปิดกว้างสำหรับ LGBT มากขึ้น”


Photo Credit: Harvard Business School
 
           และอีกวิชาที่ชอบก็คือ  BGIE หรือ Business, Government and the International Economy (ชื่อยาวมั้ย  5555) ในบางแห่งอาจสอนเศรษฐศาสตร์ปกติ แต่ที่นี่เขาโยงทั้งมิติเศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมือง ธุรกิจ รวมอยู่ในวิชาเดียวกัน แน่นอนว่าหนักหน่วงมาก อ่านเคสกันตาแตก โดยจะได้เรียนเคสของแต่ละประเทศ เช่น สิงคโปร์บริหารยังไงให้ GDP โตได้ขนาดนั้น เรียนเพื่อให้เข้าใจกลไกการทำงาน ซึ่งประทับใจมากๆ เพราะมันทำให้เราเห็นภาพรวมว่าแต่ละประเทศ ระบบเศรษฐกิจมันเกี่ยวข้องกันยังไง ตรงนี้คือข้อมูลสำคัญมากๆ สำหรับคนที่บริหารธุรกิจทั้งหลายเลยค่ะ”
 
           “จากนั้นพอปี 2 ก็จะเป็นวิชาเลือก มีทั้งแบบลงมือทำกับอ่านเคสไปถกกันเหมือนเดิม (ม ี  Independent Project ด้วย)   ส่วนตัวพี่ชอบ BGIE เลยลงวิชาแนวนี้เทอมละตัว ที่เหลือก็แนว Entrepreneur, Finance และ Leadership ที่พี่ลงเพราะอยากพัฒนา soft skill ซึ่งมันสำคัญต่อการทำงาน”


Photo Credit: NichaWong / FB
 
           “หนึ่งในวิชาของ Leadership จะมีตัวนึงที่เลอค่ามาก อยากเล่าที่สุดแล้ว ชื่อวิชาว่า ‘Authentic Leadership Delelopment’ เขาให้ค้นหาตัวเองว่าเราอยากเป็นผู้นำแบบไหน เปิด VDO ให้ดูว่าเห็นเหตุการณ์นี้แล้วคิดเห็นยังไงบ้าง ทุกวีคก็จะให้มาคุยกันในห้องเรียน มีคำถามชวนคิดให้เกิด Self-Reflection และมีให้นักเรียนจับกลุ่ม 5-6 คนไปนั่งคุยกันวีคละ 2-3 ชั่วโมงในหัวข้อที่กำหนดมาให้ เช่น แนะนำตัวในแบบที่ไม่เคยเล่าให้ใครมาก่อน เล่าว่าไปเจออะไรมาบ้าง อะไรที่ทำให้ you มีนิสัยใจคออย่างทุกวันนี้ หรือเหตุการณ์ไหนบ้างที่ช่วยเปลี่ยนชีวิต "

           "แต่ละหัวข้อจะช่วยพัฒนาเราทุกวีคเลย ท้ายที่สุดเราจะเข้าใจตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้นว่า เรายึดมั่นอะไร? ให้น้ำหนักกับอะไรมากที่สุดในชีวิต? เพราะคนที่เป็นผู้บริหารก็ต้องตัดสินใจภายใต้ปัจจัยหลายๆ อย่าง เหมือนเรื่อง grey area ทั้งหลายนี่แหละ ถ้าเกิดเราเข้าใจว่าตัวเอง stand for อะไร ก็จะกำหนดแนวทางการตัดสินใจเราได้ พอจบมาเราจะได้ลิสต์สิ่งที่เราเชื่อทั้งหมด  จุดเด่นจุดด้อยคืออะไร อยากพัฒนาอะไร มีแผนพัฒนายังไงบ้าง


Photo Credit: NichaWong / FB
 
           “จากที่สัมผัสมา คุณภาพการเรียนการสอนของที่นี่เจ๋งมากจริงๆ อาจารย์มีความ professional และทุ่มเทกับการสอนมาก   อัปเดตหลักสูตรใหม่ตลอดเวลา มีการคอยเก็บ  feedback มาปรับว่าเด็กชอบเรียนแบบไหนกัน แล้วดีไซน์การสอนให้เหมาะกับคลาสนั้นๆ // อาจารย์ก็จะดีกรีผู้บริหาร เจ้าของบริษัท ฯลฯ ที่พีคคือบางท่านสอนๆ อยู่ก็ต้องลาออกไปเป็น CEO" 

           "ที่สำคัญคือวิธีการเรียนบังคับให้เราต้องคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ช่วยฝึกทักษะสังคม ฝึก soft skills ที่สำคัญในโลกการทำงาน ไม่คิดว่าจะเรียนรู้อะไรได้เยอะมากภายใน 2 ปีขนาดนี้” 

 

ตัดเกรดแบบ Curve

แทบไม่มีพื้นที่ให้แข่งขัน
 

           "พูดถึงเรื่องเกรดบ้าง ที่นี่จะแบ่งเป็น  1, 2, 3 (1 = ดีที่สุด) ตัดแบบ Curve สมมติห้องมี 100 คน คนที่จะได้เกรด 1 คือคนที่ได้คะแนนสูงสุด 10 อันดับแรก ส่วนคนที่จะได้ 3 ก็คือคนที่ได้คะแนนต่ำที่สุด 10 อันดับสุดท้าย แล้ว  80% ที่เหลือจะได้เกรด 2 หมด ดังนั้นถ้าตั้งใจต้องไปให้สุดจนแตะ 1-10 ให้ได้ เลยทำให้นักศึกษาไม่ค่อยแข่งกันเรียน เพราะไม่ค่อยมีพื้นที่ให้แข่งขัน พี่เคยคุยกับคนที่ได้ 1 เยอะๆ นะ เขามาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ เขารักในการอ่าน case เหมือนอ่านนิทานก่อนนอน แล้วก็มาถกในห้อง ไฟแรงแบบยอมใจมาก”
 
           “หลักๆ เกรดก็จะมาจากคะแนนสอบ + การมีส่วนร่วม ก่อนสอบแค่ทวนๆ ว่าที่ผ่านมาเรียนอะไรมาบ้าง เพราะสอบแบบ Open book ให้เคสมาอ่านแล้วเขียนแสดงความคิดเห็น (อาจารย์ก็อ่านตาแฉะ 555)  ซึ่งสุดท้ายแล้วเรามีสิทธิ์จะได้ 3 นะ แต่ถ้าได้ 3 เยอะๆ แบบเกิน 5 ตัว เขาก็เริ่มจะเข้ามาคุยกับเราแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น มีปัญหาอะไรรึเปล่า”

 

เปิดอีกด้านของเด็กฮาร์วาร์ด

คลับเพียบ ปาร์ตี้ทุกวีค
 

           พอฟังโหมดเรียนแล้ว ก็เริ่มสงสัยว่าโหมดรีแลกซ์ของพี่นิและเพื่อนเป็นยังไงบ้าง ดูเรียนหนักก็จริง แต่เครียดกันตลอดรึเปล่า? “จริงๆ ตอนแรกพี่เกร็งและกดดันนะว่าจะเจอเพื่อนยังไงบ้าง แต่พอมาถึง ส่วนใหญ่น่ารัก เก่ง จริงใจ ไฟแรง ความคิดเปิดกว้างมาก เราดีใจที่ได้มาเจอคนเหล่านี้ แล้วพี่เองก็เป็นสายเฮฮาด้วย 5555 ที่นี่กิจกรรมเยอะแยะ มีชมรม (Club) มีปาร์ตี้ทุกสัปดาห์ อาจจะมีเทอมแรกที่เครียดๆ เพราะยังแบ่งเวลาไม่ถูก วันๆ ก็อ่านเคสเสร็จแล้วแต่งตัวไปปาร์ตี้ วนลูปไป”


Photo Credit: NichaWong / FB


Photo Credit: NichaWong / FB
 
           พี่นิเล่าให้ฟังว่าหลักๆ Clubs จะมี 3 แบบคือ
 
  1. คลับ nationality เช่น Asia Business Club, African Club, Europe Club, South East Asia Club (อันนี้พี่ตั้งเอง 555) คลับลักษณะนี้คือสายเฮฮา นัดกินข้าว แชร์ประสบการณ์กัน และช่วยเหลือกันเรื่องหางานในทวีปค่ะ *คลับนี้แหละที่ชอบจัดปาร์ตี้ แล้วขายตั๋วหาเงินเข้าคลับ
     
  2. คลับ industry เช่น Tech Club, Investment Banking ฯลฯ คลับนี้จริงจังเลย เชิญ Speaker มาพูด มี Conference หรือบริษัทไหนรับสมัครก็จะมาแจ้งข่าว
     
  3. คลับ hobby  เช่น ร้องเพลง ละครเวที กีฬา ฯลฯ อย่างละครเวทีที่นี่เล่นใหญ่มากนะ อลังมาก รู้สึกเจ๋งอะ ใครจะไปรู้ว่าคนที่นั่งเรียนอย่างเคร่งเครียดเขาจะมีสกิลแฝงแบบนี้ด้วย
     
           “ถ้าถามถึง Culture Shock พี่เองไม่มีนะ มีแต่เรื่องที่ตลกดี 555 แบบเวลาทักทาย ปกติเราจะ สวัสดี เป็นไงบ้าง? แต่ที่นู่น ส่วนมากเปิดมาวันจันทร์เขาก็จะเอาละ  ‘How was your weekend?’ ซึ่งเหมือนพูดแทนคำว่าสวัสดีของเขา ตอนแรกพี่กับเพื่อนไม่รู้ ยืนคิดคำตอบนานมากว่าจะตอบไงดี อ้าว พอจะตอบเขาเดินไปแล้วววว”
           “สิ่งที่พี่ชอบตอนอยู่ที่นี่คือ Boston คนไทยเยอะและน่ารักมาก การมีเพื่อนคนไทยอยู่ที่นู่นบ้างไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะ เราเหมือนมี 2 โหมด ถ้าอยู่กับเพื่อนต่างชาติทำให้ได้เรียนรู้ความแตกต่าง เปิดมุมมองใหม่ๆ  แต่กับเพื่อนคนไทยคือ Comfort Zone นัดกินข้าวกันในบางเวลา เจอเรื่องเครียดเรื่องที่อยากระบาย ก็อุ่นใจกว่าการไม่มีคนไทยอยู่ที่นี่เลย”


เครือข่ายแน่นหนา

มีเชิญ speaker ดังๆ มาพูด
 

           “การเรียนฮาร์วาร์ดทำให้เรามีเครือข่าย (พี่ได้ปรึกษาเรื่องการเตรียมตัวไปสัมภาษณ์จากเพื่อนที่ทำงาน Google ด้วย) ซึ่งฮาร์วาร์ดก็ให้ความสำคัญกับกิจกรรมมาก ส่วนใหญ่เป็น Conference จัดห้องอย่างดี เชิญคนดังๆ ที่เป็นอาจารย์หรือศิษย์เก่ามาพูด เช่น Michael E. Porter เจ้าของทฤษฎี ‘Porter's Five Forces’ ที่ดังมากในสาย MBA”


Photo Credit: NichaWong / FB


Photo Credit: Harvard Business School

           “นอกจากนี้เขาจะมี Career & Professional Development (CPD) คอยให้คำแนะนำเรื่องสายงาน มีระบบให้บริษัทมาโพสต์ให้เราสมัครเข้าไปได้    มี Company Event คล้ายๆ  Job Fair ช่วยเพิ่มโอกาสการหางาน จริงๆ การหางานที่นี่ถือว่าท้าทายมากเพราะคู่แข่งเยอะ ตำแหน่งงานน้อย"

           รีวิวพาร์ตกว่าจะได้งานของพี่นิสั้นๆ "ตอนนั้นพี่ส่ง resume ไปสมัครงานหลายบริษัทมากๆ  แล้ว Google ก็ติดต่อมาค่ะ ทั้งหมด มีสัมภาษณ์ 5 รอบเพื่อทดสอบความสามารถ ดูว่าเราสนใจงานด้านเทคโนโลยีมากแค่ไหน และอยากมั่นใจด้วยว่าเราจะคลิกกับองค์กรนี้จริงๆ”
 

รับปริญญาออนไลน์
เป็นยังไงบ้างนะ?


         "พี่เรียนจบช่วงที่มีเรื่อง COVID-19 พอดี ทำให้มหา'ลัยต้องปรับแผนมาเป็นรับปริญญาออนไลน์  รูปแบบ  Youtube Live 4 ชั่วโมง ให้คนสามารถเข้ามาชมได้ มี Speech จากอาจารย์ใหญ่, ตัวแทนนักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดม บุคคลดังๆ ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จมาให้คำแนะนำและสร้างแรงบันดาลใจ  อย่างที่ผ่านมาก็มีระดับ Mark Zuckerberg  (CEO และผู้ก่อตั้ง เฟซบุ๊ก), J.K.Rowling ผู้แต่ง Harry Potter ส่วนในปีของพี่เขาก็เชิญคุณ Martin Marty Baron ซ่ึ่งเป็น Exectuive Editor ของ The Washington Post ซึ่งเป็นสื่ออันดับต้นๆ ของอเมริกามาพูดค่ะ // ทางมหา'ลัยเองก็บอกว่าอาจจะมีการจัดแบบให้มาเจอกันใน 1 ปีข้างหน้า" 




Photo Credit: Harvard Business School
 
         "สรุปคือเวลา 2 ปีที่ฮาร์วาร์ดเป็นช่วงที่สนุกและคุ้มค่ามาก  มัน ไม่ใช่สนุกเหมือนนั่งรถไฟเหาะ แต่สนุกกับหลายๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทั้งเครียดเรื่องเรียน สนุกที่ได้ปาร์ตี้ เศร้าที่หางานยากจัง ซึ้งเพื่อน โห ครบรสมาก สนุกแบบคุ้ม และโตขึ้นในทุกด้าน สตอรี่เพื่อนแต่ละคนที่เจอทำให้เรามองโลกกว้างและลึกขึ้น"
 
           พี่ดีใจมากที่ได้มาแชร์ประสบการณ์ช่วงนี้ และอยากฝากสำหรับน้องๆ ที่อยากเรียนมหา'ลัยท็อปๆ ของโลกว่า
 
  • ให้กล้าสมัคร เห็นที่ไหนแล้วอยากเรียน ต้องกล้าสมัครด้วย อย่าคิดว่าเราไม่เก่งหรือเราไม่ดี ทุกคนมีเรื่องราวที่เจ๋งของตัวเองทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะเล่าออกมาแบบไหน เพราะฉะนั้นอย่าตัดโอกาสตัวเองตั้งแต่เริ่มต้น
  • หาข้อมูลและเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่มีอะไรลอยมาหาเราเฉยๆ ถ้าฝันก็พุ่งไปหามัน อาจจะลองขอคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่เคยเรียน ซึ่งบางทีอาจจะไม่รู้จักกันเลยก็ได้ พี่เชื่อว่าเขายินดีช่วยอยู่แล้ว เพราะเขาก็เคยอยู่จุดนั้นมาก่อน
  • ตั้งใจทำคะแนนทุกพาร์ตให้ดี ตอนพี่สมัครคือเหนื่อยมากๆ แต่มันก็คุ้มมากๆ เหมือนกัน ถ้าตั้งใจก็ต้องใส่แรงลงไป ไปเรียนต่อเสียเงินเสียเวลา เราต้องเอาให้คุ้ม
     



 
           จบแล้ว~ ฟังแล้วคือโอ้โห  ต้องขอบคุณพี่นิที่มาเล่าแบบเห็นภาพมากๆ เข้าใจเลยว่าทำไมถึงเป็นมหาวิทยาลัยที่ติด Top ระดับโลก เพราะทั้งอาจารย์ วิธีการสอน กิจกรรม เพื่อน เครือข่าย ทุกอย่างดูส่งเสริมให้เด็ก MBA จบไปเป็นผู้บริหารที่เก่งรอบด้านจริงๆ สุดท้ายนี้ถ้าใครอยากฟังเรื่อง Harvard การเรียนต่อสายอาชีพและชีวิตที่อเมริกา แนะนำให้เข้าไปติดตามที่ช่องทางต่างๆ ของพี่นิด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ (คอนเฟิร์มว่าเล่าสนุก กันเอง และเข้าใจง่ายจริงๆ)
 
 
Photo Credit:  NichaWong / Youtube
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #นิ #Harvard #MBA #nichawong #HBS #HarvardBusinessSchool #ฮาร์วาร์ด #ivy league #อเมริกา #บอสตัน #ปริญญาโท #บริหาร #เรียนโทบริหาร

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?